A.K.A. SERIAL KILLER (MASAO ADACHI/1969/JP) ทัศนียภาพที่ไม่มีทัศนียภาพ


เล่าสั้นๆว่ามันเป็นหนังปี 69 ช่วงก่อนที่มาซาโอะ อาดาชิจะไปเป็น United Red army แล้วไปอยู่เบรุต หนังเล่าเรื่องของเด็กสิบเก้าที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องฆ๋าคนไปสี่คนในสี่เมืองโดยปืนอันเดียวกัน
แต่ที่หนังทำไม่ใช่การเล่าตรงๆแต่เป็นการไปถ่าย ทัศนียภาพ ในที่ที่เด็กหนุ่มเคยไป แล้วมีเสียงเล่าเหตุการณ์แบบรายงานข่าวว่า เขาไปที่ไหนทำอะไร แบบแบน ตัดสลับ ดนตรีฟรีแจซซ ทั้งหมดคือทัศนียภาพ ล้วนๆยาวชั่วโมงครึ่งตัวหนังต่อมาเป็นเหมือนองค์ประกอบพื้นฐาน ตัวจุดประกายในการสร้างLaNDSCapE THEORY ที่มองว่า ทัศนียภาพคือการขยายขอบเขตของอำนาจรัฐ โดยแกง๕์อาดิชิ นี่แหละที่ทำหนังและฟอร์มทฤษฎีขึ้นมา

มีคนวิเคราะห์หนังไว้อย่างลึกซึ้งว่าในหนังที่มีแต่ทัศนียภาพนี้ทัศนียภาพทหน้าที่สองอย่างคือเป็นภาพ และเป็นแผนผัง เป็นภาพในแงที่ทว่าทัศนียภาพในเรื่องเป็นภาพที่เหมือนๆกัน ไม่ว่าเมืองไหนก็เหมือนกัน ตัวฆาตกรเดินทางเยอะมากและไม่ว่าจะไปที่ไหนก็อยู่ในชุมชนเสือมโทรม ทำงานรับจ้างจับกัง ภาพที่เห็นจึงเป็นภาพคล้ายๆกันของชุมชนแออัด ตึกแถว สถานีรถไฟ ภาพในหนังทำหน้าที่เป็นภาพร่างhomogenous ของสิ่งที่ตัวละครเห็นความทุกข์ยากออะไรแบบนั้น แล้วหนังจะมีภาพสวยๆมาคั่นทัศนียภาพสวยๆแบบชัา่วแล่นยิ่งขับเน้นว่าภาพพวกนั้นไม่ใช่ความงาม (หนังให้เราอยุ่กับภาพพวกนั้นแค่สั้นมากๆ สิบวิอะไรแบบนี้) มันเป็นเพียงภาพที่เขาเห็น อาจจะส่งผลตรงกันข้าม

ในอีกทางทัศนียภาพทำหน้าที่เป็นแผนผังแสดงความเหลือมล้ำต่ำสูงของสังคม ยิ่งทัศนียภาพเหมือนกัน (ลองนึกถึงทัศนียภาพของนิคมอุตสาหกรรม หรือนวนคร) ทัศนียภาพเฉพาะของถิ่นยากจน เป็นแผนผังแสดงหมุดหมายของความไม่เท่ากันทางสังคมที่ชัดเจน

แต่าหนังก็ไม่ได้ไปถ่ายความเสื่อมโทรม แต่ถ่ายeveryday life เป็นภาพที่เห็นจนชินตาไร้ความสำคํย ไอ้จุดนี้เองขับเน้นความยากจนอันสามัญของมันมากกว่าจงใจยากจน

มองในบริบทจะยิ่งมันว่าหนังบริภาษทั้งหทารและฝ่ายซ้ายกันเอง เหมือนในขณะนั้นทหารจะมีนโยบายภาพยนตร์คืออาวุธ แล้วฝ่ายซ้ายก็ทำสารคดีตอบโต้โดยเเน้นเหตุการณ์ดราม่าว่าทหารทำร้า่ยประชาชน แบบดราม่าสุดๆ หนังเลยตบตีด้วยการสูบเอาความดราม่าออกหมดให้เกลือแต่ทัศนียภาพ (ถ้ามีคน คนก็เป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพ ไม่ใช่ตัวละคร) กระทั่งตัวฆาตกรก็สูบออกผ่านเสียงเล่าที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แค่บอกว่าใครไปที่ไหนอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฆ๋ากันตอนไหน ทั้งหมดมันแห้งแบนและตอบโต้วิพากาษ์ได้สุดๆ

แต่สิ่งที่เราสนใจที่สุดในหนังคือเวลา เมื่อหนังให้เวลาเราดื่มด่ำกัยทัศนียภาพน้อยมาก ความไม่ดื่มด่ำผลักให้ผู้ชมเป็นคนนอกยิ่งกว่าคนนอก คือนอกจากจะแค่ดูในที่ที่เหตุการณืจบไปแล้ว ดูแค่สถานที่ที่เคยเกิดเหตุขึ้น ยังหลงทิศผิดทางจากความเหมือนของมัน แล้วไม่มีโอกาสสังเกตอะไรมากอีก เราแค่ดูสิ่งี่เหมือนกัน ฟังข้อมูลแห้งๆของเรื่องเร้าใจ อยู่ข้างนอกโดยสิ้นเชิง

การที่หนังมีจังหวะที่ทำลายความมีส่วนร่วมของคนดูในบริบทเลยผลักคนดูไปตั้งคำถามกับสารคดีที่ได้ดูกันมากมายในช่วงนั้น นอกบริบทมันคือการไม่เล่าเรื่องที่ทำให้เราถามตัวเองตลอดเวลาว่าความคาดหวังของเราถูกทำลายได้อย่างไร

หนังควรฉายคู่กับ ELEPHaNT(aLaN CLaRKE/1989/UK) และหนังของ Huillet Straubb ที่ไปถ่ายโณงไฟฟ้าที่เด็กโดนไฟวอตตายแพนกล้องห้ารอบซ้ำ มากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s