ประวัติศาสตร์ของความเงียบ (อติภพ ภัทรเดชไพศาล)

มีทั้งส่วนที่ชอบสุดๆและไม่ค่อยชอบในหนังสือเล่มนี้

ตัวหนังสือเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่เดินทางกลับไปบ้านเกิดเพื่อตามบทกวีข้างกลังภาพเขียนที่บ้านเพื่อน แล้วก็เข้าไปอยู่ในใจกลางของเหตุการร์ผิดประหลาดมากมายซึ่งไม่ได้มีคำตอบคลี่คลาย ถึงขั้นกลืนกลายจากหน้ามือเป็นหลังมือ ราวกับถูกจดจำใหม่ สร้างขึ้นใหม่ทับของเดิม และเขาไม่เหลืออะไรให้ไขว่คว้า

เริ่มต้นจะากองค์ประกอบที่น่าสนใจมากๆในการสร้างภาพร่างของประวัติศาสตร์โดยเฉพาะยุคสมัยหกตุลาขึ้นมาใหม่ผ่านทางสัญะต่างๆในชุมชนเล็กๆ ที่มีทั้งความยากจน ความร่ำรวย มีคนเป็นหลักเป็นฐาน มีคนเร่ร่อน

ภาพร่างมีตั้งแต่ระดับการเชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับตัวละคร อย่างโกเมศ อิศรา หัวใจของเรื่องนักเขียน จิตรกรที่สาบสูญไป หรือการเชื่อมผ่านการตายของพี่ชายตัวเอกในปีเดียวกัน หรือการแนบสนิทเทียบไปกับชะตากรรมของ สิน สีสมุด นักร้องชาวกัมพูชาที่เจอภัยขเมรแดงผ่านทางเรื่องเล่าที่ตัวเอกง่วนอยู่ไปจนถึงสัญญธของเหตุการร์เช่นการฆาตกรรมลึกลับในเรื่องผีที่ตัวเอกได้ยิน พผู้พ่อเอาเขือกมัดแล้วฟาดลูกเมียจนตาย หรือการเผากระต๊อบโดยมีศพผู้ชายไหม้เกรียมอยู่ภายใน เด็กใบ้ถูกซ้อมปางตาย เหตุการณ์เป็นสัญญะเชื่อมโยงกลับไปยังการสังหารหมู่ในยามเช้านั้นด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งในทางหนึ่งมันน่าสนใจมากๆ แต่ในอีกทางหนึ่งความโดดเด่นของมัน ความคล้ายคลึงของมัน และการบอกใบ้ตลอดเวลาของมัน ทำให้มันกณะโดดออกมาหาผู้อ่านแทบจะในทันที เหมือนซ่อนตัวหลังม่านแล้วจงใจให้เท้าโผล่ มากกว่าจะแนบเนียนไปกับเรื่อง เมื่อมันต้องพะวักพะวนกับการเป็นสัญญธบอกทาง มันเลยชัดเจนมากกว่าคลุมเครือ และบอกใบ้มากกว่าไม่พูด ลดพลังของเรื่องลงไปหน่อย


แต่จุดที่ไม่ค่อยชอบคือการแทรกความเห็นของผู้เขียนลงไประหว่างกลางเรื่อง แรกที่เดียวมันก็ดูเข้าท่าราวกับสร้างตวัละครใหม่คือผู้เขียน ที่ถอยห่างออกมาจากตัวเรื่องชักชวนผู้อ่านให้เชื่อว่านี่คือเรื่องแต่งไม่ใช่เรื่องจริง แต่ปัญหา คืออาการเบรคเชี่ยนในท่วงทำนองนี้กลับไม่ได้ถูกสานต่อ ในยกแรก ผู้เขียนทำคล้ายนักวิจารร์จ้องมองกลับไปใส่เหตุผลให้ละเอียดลออให้กับการกระทำของตัวละคร สิ่งนี้ส่งผลสองสามอย่าง อย่างแรก คือความคลุมเครือของตัวละครถูกขัดสีฉวีวรรณให้กระจ่างชัด กระจ่างชัดจนตัวละครที่แทบไม่มีเวลาจะเป็นมนุษย์เข้าใจยาก(เพราะถูกรุนหลังด้วยเหตุการณ์)กลายเป็นตัวละครที่ทำบางสิ่งเพื่อบางอย่างมากขึ้นไปอีก เป็นฉากและเหตุการณืที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้นไปอีก กล่าวให้ถูกคือเมื่อสวมมุมมองนี้เข้าไป เราไม่ได้เห็นการมองตัวละครเป็นเพียงตัวละคร แต่เราเห็นการเข้าไปบรรยายว่าตัวละครคิดเช่นั้นจึงทำเช่นนี้ เหตุการณ์ที่แข็งเกร็งด้วยตัวของมันอยู่แล้ว จึงแข็งเกร็งมากขึ้นเพราะถูกอย่าง ‘มีเหตุผลรองรับ’รออยู่แล้ว อีกประการหนึ่งคือการ แยกอธิบาย กระตุกให้ผู้แ่านรู้สึกว่า ทำไมผู้เขียนจึงไม่สามารถสร้างสิ่งที่ต้องอธิบายแยกไว้ในตัวบทเสียตั้งแต่ต้น ราวกับการสร้างงานแล้วต้องอธิบายงานซ็ำ

แต่อย่างไรก็ดี มองมันในฐานะของการดึงผู้อ่านออกจากตัวบท ผู้อ่านถูกระชากฉับพลันด้วยการบอกว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล่าและมีตัวผู้เขียนซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ตอกย้ำความเป็นประวัติศาสตร์สร้างใหม่ ซึ่งจะถูกย้ำเพิ่มในครึ่งหลัง

ในขณะที่ยกแรกของความเห็นผู้เขียนทำหน้าที่ ขยายเหตุผลรับรองตัวละคร ยกหลังกลับยิ่งแปลกประหลาดด้วยการทำหน้าที่ขยายเหตุผลของการที่ผู้เขียนหยิบเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มาใส่ในเรื่อง ยกที่สองทำหน้าที่คล้ายบทความที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของ สิน สีสมุด แนนแคร์โรว์ ว่าสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์ของเรื่องเล่าชุดนี้ ซึ่งก็ตั้งคำถามเดิมว่า ทำไมผู้เขียนต้องอรรถาธิบายเพิ่มในสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว ซ้ำสองคำรบ และ ผุ้เขียนในความเห็นของผู้เขียนนี้ ก็ไม่ได้ทำตัวเป็นตัวละครที่มีความเห็นเป็นของตัวเอง แต่ทำตัวเป็นเชิงอรรถขนาดยาว ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่ามันกลายเป็นการทำลายความคลุมเครือของตัวงานลงอย่างน่าเสียดาย

นิยายออกมาคล้ายงานของDAVID LYNCH นแง่ของการที่ตัวละครเข้าไปพัวพันกับเหตุการณืลึกลับยากคลี่คลาย โดยไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกันไปสู่บทสรุป ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นแล้วบิดเบือนไปทิ้งตัวละครไว้ในความมืดค้างคา แต่ก็เช่นเดียวกับงานของLYNCH ถึงที่สุดเมือ่ผู้ชม(ผู้อ่าน) ไล่แกะสัญญะที่ละเปลาะ ก้จะได้เรื่องเล่าที่ชัดเจนชุดหนึ่ง เรื่องเล่าที่ชัดเจนจนน่าตกใจว่า ลวดลาย ลีลาทั้งหมดที่ผู้กำกับ (ผู้เขียน) วางไว้นั้นเป็นเพียงป้ายบอกทางผิดที่ทำให้หลงทางก่อนจะพากลับมาส่งจุดหมายอย่างปลอดภัยมากกว่าการเดินไปโดยไม่รู้ทิศ

แต่าิ่งที่เราชอบมากๆในประวัติศาสตร์ของความเงียบคือการฉายภาพของตัวละครชนชั้นหลางกลับไปบ้านเกิด เขาผูกสมัครอยู่กับผู้คนที่จัดเป็นชนชั้นนำในชุมชน (เจ้าของโรงพิมพ์ ตำรวจ นักธุรกิจ) เขาได้เห็นความไม่ชอบมาพากลมากมาย ไปจนถึงเข้าไปมีส่วนร่วมในความไม่ชอบมาพากลนั้นเสียเอง แล้วในที่สุดเขาก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือไปนอกจาความค้างคา เรื่องเล่าถูกพลิกแล้พลิกอีก และไปได้ไกลที่สุดเมื่อหน้ากระดาศเปลี่ยนเป็นสีเทา เขาหลุดเข้าไปในความฝันสลึมสลือของการปะติดปะต่อเรื่องราว ที่ให้ผลแบบหน้ามือหลังตีนเมื่อกลับออกมา

คำเฉลยเจ็บปวดของสิ่งที่เขาตามหาได้นำพาความสงบเรียบร้อยมาสู่อีกครั้งเมื่อบทกวีที่ดูแรดิกาล ถูกเขียนเติมครึ่งหลังที่ตรงกันข้ามสัญลักษณืพระจันทร์เสี้ยวเป็นเพียงการขบถของความเงียบที่ถูกทำลายล้าง ลบความหมาย ถึงขนาดลบออกจากประวัติศาสตร์ของชุมชน พระจันทร์เสี้ยวถ้ามันจะเคยมีความหมายในขบวนการอะไรสักอย่าง มันได้ถูกทำให้หายไป ถูกทำให้เชื่อง่ผ่านทางบทกวีของโกเมศ และถึงที่สุดมันทำให้ทุกอย่างน่าพอใจสำหรับอภิต ราวกับว่าการขบถขึ้นนั้นคือปัญหาที่ทำให้สัวงคมไม่สงบสุข มีแต่การทำลาย (เผา ฆ่า ทให้เป็นผี ทำให้หายไป) และการสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เท่านั้นที่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนนี่ตคือภาพสะท้อนไม่ใช่้เพียงเหตุการณืหกตุลา แต่หมายถึงเหตุการณืทางการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา สิ่งนี้แหลมคม และร้ายกาจมาตั้งแต่ชื่อเรื่อง ประวัติศาสตร์ของความเงียบ แล้ว

กล่าวโดยสรุป แม้เรื่องราวออกจะแข็งเกร็ง เป็นกลไกของเหตุการณืและเหตุผลจนเรามองเห็นตัวละครในฐานะแบบจำลองมากกว่ามนุษย์จริงๆไปสักหน่อย แต่หัวใจของหนังสือนั้นแทงตรงไปยังประวัติศาสตร์ และการจดจำประวัติศาสตร์ได้น่าสนใจทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s