THE YELLOW ROBE (LESTER JAMES PERIES/1967 / SRI LANKA)ชายผ้าเหลือง

นางสุจี กับนางซาร่าเป็นกัลยณมิตรแก่กัน คนแรกเป็นลูกผู้ลากมากดีมีสกุล อีกคนเป็นลูกสาวชาวบ้าน นายซีริล ลูกน้องคุณพ่อ มาเทียไล้เทียวขื่อจีบสุจี เวลาไปไหนก้ไปด้วยกันสามคน วันหนึ่ง ตอนออกไปเที่ยว เจอภิกษุณีเดินผ่านหน้าบ้าน ซาร่าก็บอกว่า โอ๊ยซวยแต่หัววัน สุจีไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่พูดอะไร ต่อมา สุจีนมัสการภิกษุณีมาเทศน์ให้ตนฟังแล้วเริ่มฝักใฝ่ใจในศาสนาพุทธ โดยมี เสนะกะ หนุ่มหน้ามนคนซื่อที่ข้างบ้านมาแอบชอบเข้าอีกคน

พ่อแม่ก็เป็นห่วงอาการคลั่งพุทธของสุจีอย่างยิ่งกลัวนางจะไปบวช ยิ่งพอไปเที่ยวที่บ้านตากอากาศ สุจียิ่งได้เห็นว่าเพื่อนๆของนางล้วนเหยียดชนชั้นกันไม่เกรงฟ้าดินนางยิ่งรู้สึกขมใจ สุจีจึงเลิกแต่งตัวสวยอยู่บ้านอ่านหนังสือธรรม รอฟังนางภิกษุณี

ข้างนายซีริลก็โทษว่า เป็นเพราะนางภิกษุณีแท้เจียวทำให้สจีเอาใจออกห่างตน เขายังคงไปไหนมาไหนกับนางซาร่า ถึงที่สุดจะอะไรเสียล่ะ ก็ได้กัน นางซาร่าตามหาหัวใจถึงกับทิ้งบ้านช่องไปอยู่บ้านเช่าที่นายซีริลซื้อไว้ให้ จนกระทั่งป่องท้องโต ข้างสุจี ก็ยังคงดำเนินวัตรปฏิวัติเยี่ยงอุบาสิกาชั้นดี นานวันเข้าพ่อแม่ก็พลอยดีใจลูกสาวอยู่กับเหย้าเผ้ากับเรือนปรนนิบัติพอ่แม่ฝักใฝ่พระธรรม

โอละหนอชีวิตของนางซาร่ากลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว นายซีริลเริ่มเปิดเผยธาตุแท้เมื่อท้องโต เขาบอกว่าเขารักซาร่าแต่ความรักนั้นหาได้มีเผื่อแผ่ไปถึงลุกในท้องของนางไม่ จะอุ้มท้องก็ตามใจ ตคลอดออกมาถ้าใครมาขอก็จะให้ไปเลี้ยง นางซาร่าเสียใจแต่ไม่ยอมบอกใคร

นายซีริล ไปพบปปะเศรษฐินีหย่าผัวเข้า ก้ถูกอกถูกใจจะแต่งงานแต่งการย้ายไปอยู่อังกฤษกัน นางซาร่าท้องโย้เดียวดายคลอดลุกก้ไม่มีใครดูนอกจากพ่อเสนะกะที่เรียนจบหมอมาดุแล

ไม่นาลูกนางซาร่าก็มาตายไปอีก สิ้นแล้วที่พึ่ง นางซาร่าจึงซมซานกลับมาหาสุจีเพื่อนยาก สุจีชักชวนซาร่าเข้าหาพระธรรมจนในที่สุดตัดสินใจโกนหัวบวชชีหนีทุกข์ ขณะที่เสนะกะก็สารภาพความจริงว่าแอบรักสุจีมาเนิ่นานแล้ว

จะชายผ้าเหลืองสมชื่อเรื่องหรือไม่อิฉันไม่อาจทราบ เพราะมันเป็นหนังขาวดำ ที่ทราบก็คือนี่คือหนังพุทธศรีลังกา ที่เล่าเรื่องพุทธแบบดราม่าโดยไม่ลูบหน้าปะจมูก เอาเรื่องพุทธมาปิดท้ายเพื่อตบสั่งสอนอีนางผุ้หญิงไม่รักดีอย่างที่หนังไทยชอบทำ

ตัวมันเองเป็นหนังดราม่าโดยไม่ต้องสงสัย ดราม่าในระดับเดียวกับที่เอาไปฉายแจ่งอีแพงผีอีโมได้สบายๆ (แถมยังพุทธกลายๆคล้ายกันด้วย)

หากเมื่อเปรียบมวยกับอีแพงความจรงก็จะยอ่งแจ้งประจักษ์แก่ใจตน ในขณะที่หนังไทย (ในที่นี้เราอาจจะยกอีแพงให้เห็นภาพ) ผู้ชมจะสุดแสนพึงใจตลอดเวลาสามในสี่ของเรื่องที่จะได้เห็นฉากจิบหัวตบ เอาเลือดล้างตีนระหว่างผู้ดีกับไพร่ ความพึงพอใจที่ได้ลงโทษอีผญิงคนชั่วให้สาสมทั้งทางกายภาพ (โดนตบด้วยหนามทุเรียนสักทีไหมอีดอก) และทางจิตใจ (ชีวิตรักช้ำกระหน่ำมรสุมนานัปการ) แต่มันช่างน่าอับอายขวยเขิน ที่เราจะไม่มิดเม้มซ่อนเร้นอาการยินดีปรีดาที่เรามีเมื่ออีนางคนชั่วโดนฟ้าดินลงทัณฑ์ เพราะถึงแม้เราจะเสี้ยนกระหายการทำลายล้างขนาดไหน เราก็ยังรู้เดียงสาดัดจริตพอจะลูกหน้าปะจมูกด้วยศีละรรมอัดกระป๋องขีั้นง่าย จะยากอะไร ให้อีเป็นบ้า หรือถ้าจะสั่งจะสอนก็ให้นางสำนึกลาปแล้วบวชชีกหนีโลกไปเสียจะได้ละวางอะไรๆลงเสียบ้าง

ไอ้วิธีคิดเช่นนี้เอง ที่อีแพงกลายเป็นหมา เรยาพ่ายว.วชิระเมธี เราคิดกันเอาง่ายๆว่า แค่ตัดปะศีลธรรม ศาสนาลงไปปะหัวปิดท้ายเราก็จะรอดพ้นจากบาปของการตบล้างน้ำ ด่าพ่อล่อแม่ หรือหัวเราะเยาะในชีวิตบัดซบของตัวละครได้อย่างตัวปลิวผ่องเนื้อนพคุณประสาผู้ปฏิบัติธรรมได้ฟังสาธกยกนิทานแสนซาบซึ่งมายกจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงลอยขึ้น

ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดไม่มีแม้สักกระผีกริ้นในหนังเรื่องนี้ !!!

เพราะนี่คือหนังที่เดินเรื่องเชื่องช้านุ่มนวล ชะตากรรมของตัวละครไม่ได้รับการบดขยี้ให้บี้แบน เป็นผุยผง พวกหล่อนล้วนเลือกเดินตามทางของตัวเอง ชนะหรือพ่ายแพ ก็ไม่มีใครจะซ้ำเติมใครได้ ไม่มีการเชิดชูพุทธให้สูงลอยเพื่อกดหัวอีสาวรักเสรีผิดผีผิดธรรมเนียม ในหนังเรื่องนี้ ชะตากรรมของตัวละครนั้นเพียงพอที่จะทำร้ายตัวละครแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ชมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำอีก ผู้ชมทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆและไม่อาจจะก้าวล่วง เมื่อตัวละครใช้ศาสนามาแก้ปัญหา มันไม่ใช่การผุดบังเกิดเพื่อยกตัวเองให้สูงลอย มันเป็นสิ่งที่หนังปูมาแต่ต้น เลสเตอร์ เจมส์ตั้งใจจะเล่าเรื่องพุทธมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว โดยไม่ได้ลูบหน้าปะจมูก เส้นทางของมันจึงคืบเคลื่อน ไปอย่างเหมาะเจาะลงตัว โดยไม่ได้มอบอาการฮิสทีเรียทางศีลธรรมให้แก่ผู้ชมแต่อย่างไร

ที่น่าสนใจคือการบวชไม่ใช่ความงาม ในหนังเรื่องนี้ หนังออกจะนำเสนออาการใฝ่ศาสนาของสุจีในรูปแบบของสิ่งที่พอ่แม่ไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ สุจีมากเกินไปเรื่องศาสนาสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการให้เธอแต่งงานเป็นฝั่งฝามากกว่า

แต่ในที่สุดสุจีก็ไม่ได้บวช คนที่ทำท่าจะบวชแต่แรกนั้นไม่ได้บวช (และอาจมีผัวในตอนจบด้วยซ้ำ) แต่คนที่ไม่มีทีท่าจะบวชได้กลับได้บวช ราวกับว่า การบวชไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรมากไปกว่าความต้องการจากเบื้องลึกในที่สุดมากกว่า การศึกษาศาสนา กับการเป็นนางชีเป็นคนละเรื่องกัน

นี่ก็เปนหนังอีกเรื่องที่อาจะได้ดูแค่ครั้งเดียวในชีวิต ช่างงดงามและน่าตื่นเต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s