AGONISTES (LAV DIAZ /2009/PHILIPPINES) ฤดูกาลในนรก

English Version tranalsted by  May Adadol Scroll Down or read it  properly at Criticine

http://www.criticine.com/review_article.php?id=26

หมายเหตุก่อนอ่าน

หนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง ผมได้ดูหนังฉบับนี้ในชื่อนี้หลายปีก่อนเมื่แครั้งลุงลาฟ มางานรีโทรที่เมืองไทย ลุงลาฟฉายให้เราบรรดาผู้จัดงานดูเป้นพิเศษ ตอนนี้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปตัดต่อใหม่เป็นหนังเรื่อง Florentina Hubaldo CTE ซึ่งเราจะจัดหามาฉายในเร็ววันนี้ครับ

……………………………………………………………………….
พวกเขามาจากครอบครัวชาวนา  เขาอาจไม่อยากยอมรับแต่มันก็เป็นเช่นนั้น บัดนี้พวกเขาคือแรงงานไร้นามในกรุงมะนิลา ทำงานก่อสร้างตึกสูงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย   เช้าวันหนึ่งหลังน้ำท่วมจนพวกเขาไม่สามารถเดินทางไปไซต์งานก่อสร้างได้ พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทนทำงานก่อสร้างอีกแล้ว MANOLING ผู้เหนื่อยหนาย ชักชวน JUAN หนุ่มผู้สิ้นหวังหลังจากเพื่อนของเขาตกตึกตายอย่างไร้ความหมาย   คนทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางกลับไปBICOL กลับไปยังบ้านเกิดของMANOLING กลับไปยังแผ่นดินต้องสาปที่ไม่อาจเพาะปลูกอะไรงอกงามได้อีกต่อไป แผ่นดินที่ปู่ของเขาเล่าว่ามีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ใต้ดิน ไปเพื่อขุดเอาขุมทรัพย์นั้นขึ้นมาดีกว่าอยู่อย่างไร้ค่าในเมือง

ที่บ้านเกิด พวกเขาค้นพบว่า HECTOR ญาติของMANOLING มาปลูกกระท่อมเล็กๆไว้บนแผ่นดินนี้ เขาย้านตัวเองมาอยู่ดูแลลูกสาวที่ป่วยด้วยโรคปอดจนต้องแยกตัวจากสังคม เด็กสาวส่งเสียงไอชวนสะพรึงตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน สองหนุ่มผู้มาใหม่ปลูกเพิงอย่างเรียบง่ายด้วยผ้าใบผืนเดียว   พวกเขาลงมือขุดอย่างบ้าคลั่ง   พอยามเย็นพวกเขาก็ติดสอยห้อนตามพ่อลูกไปนั่งเหม่อริมแม่น้ำ หรือบางทีก็แวะดื่มเบียร์ที่ร้านค้าประจำหมู่บ้าน  ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเช่นนั้น จวบจนกระทั่งเด็กสาวล้มหายตายจาก ก็เหลือเพียงชายหนุ่มสามคนกบัการขุดที่ค่อยๆกลายเป็นนรกไป

นี่คือหนังเรื่องล่าสุดของ LAV DIAZ หลังจากทำหนังยาว9 – 11 ชั่วโมงมาหลายเรื่อง คราวนี้เขาทำหนังสั้นลงมาก (เมื่อเทียบกับหนังในอดีต) เพราะนี่คือหนังที่มีความยาวแค่ห้าชั่วโมง แต่ที่เลยพ้นไปกว่านั้น ในห้าชั่วโมงที่ว่า หนังประกอบขึ้นจากการฉากการขุดดินอยู่ร่วมสี่ชั่วโมง!

หาก EVOLUTION OF FILLIPINO FAMILY และ HEREMIAS เป็นเสมือนภาพฉายเข้าคู่เกี่ยวกับคนชั้นล่าง เกษตรกร และบรรดาผู้ยากไร้จากแผ่นดินชนบท ในขณะที่ DEATH IN THE LAND OF ENCANTOS และ MELANCHOLIA เป็นภาพเข้าคู่ที่ฉายส่องวิพากษ์ปัญญาชน นักเคลื่อนไหวในฟิลิปปินส์ ถึงบทบาท ที่ยืนกระทั่งความผิดบาปในใจของแต่ละบุคคล กลับมาคราวนี้ เขากลับมาฉายส่องเชิงวิพากษ์ภาพของคนยากจนในปัจจุบันขณะที่เปลี่ยนสภาพจากชาวนามาเป็นแรงงาน คนจนเมืองผู้ยังคงสิ้นไร้ไม้ตอกอยู่เช่นเดิม

หนังเริ่มเรื่องด้วยภาพของคนงานก่อสร้างที่กำลังเร่งสร้างตึกสูง หนังให้เห็นเพียงภาพการทำงานของพวกเขาก่อนจะค่อยๆให้ข้อมูลความข้นแค้นของพวกเขาผ่านทางบทสนทนาและการนิ่งเงียบอันเนิ่นนาน จากนั้นพวกเขาเดินทางไกลกลับมายังแผ่นดินดั้งเดิม มาพร้อมกับความหวังถึงขุมสมบัติโบราณที่นอนจมอยู่ใต้ผืนดินต้องสาป  หากเมื่อพวกเขากลับมาถึงHECTOR ถามพวกเขาว่าไฉนจึงไม่ลงมือไถหว่านเล่า แม้แผ่นดินจะถูกกล่าวหามายาวนานว่าต้องสาปแต่อย่างน้อย มันก็น่าจะดีกว่าการขุดหาสมบัติที่เป็นเพียงเรื่องเลื่อนลอย   หากสิ่งที่HECTOR ได้รับคำตอบกลับคือ ‘พวกเขาไม่ใช่ชาวนาอีกต่อไป พวกเขาทำไร่ไม่เป็นและไม่คิดใส่ใจจะทำด้วย’

แน่ละ พวกเขาไม่ใช่ชาวนาอีกต่อไป บรรดาคนเล็กคนน้อย ที่เคยเร่ร่อนไปตามท้องทุ่งรับจ้างเกี่ยวข้าว บัดนี้ได้ขยับฐานะจากกเษตรกรไปสู่การเป็นแรงงานของเมืองหลวงไปแล้ว  นอกจากพวกเขาจะไม่ยอมทำนาแล้ว พวกเขายังไม่ยอมอาศัยอยู่ในกระท่อมเยี่ยงชาวนา (มันอาจอธิบายได้ว่าเขากลัวติดโรคจากเด็กสาว -ซึ่งนั่นทำให้การซ่อนสัญญะนี้แนบเนียนขึ้น ยิ่งเมื่อพิจาราณาว่ากระทั่งเด็กสาวตายไปแล้วพวกเขาก็ยังคงพึงใจอาศัยอยู่ในเตนท์อีกต่อไป   สถานะการนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นสถานะแบบแรงงานก่อสร้างเร่ร่อน ซึ่งดูเหมือนพวกเขาพกพามาจากในเมือง

กล่าวอย่างง่ายพวกเขาก็เหมือนกับผู้คนอีกจำนวนมาก ปฏิเสธรากเหง้าความเป็นชาวนาดั้งเดิม พึงใจในสถานะความเป็นคนเมือง ที่แม้จะยากจนปานกันแต่มันก็สูงกว่าสถานะชาวนาอยู่ขั้นหนึ่ง ที่ผืนแผ่นดินของพวกเขา พวกเขาขุดดินราวกับเป็นแรงงานรับจ้างมากกว่าเจ้าของแผ่นดินพวกเขาไม่ได้ขุดดินเพื่อเพาะปลูกพืชพันธุ์  การขุดดินของพวกเขามีนัยยะไม่ต่างจากการทำงานก่อสร้างในเมืองแม้แต่น้อย  แม้ในตอนแรก HECTOR จะยังพอมีสติมากพอจะยับยั้งการขุดแต่หลังจากลูกสาวตายเขาก็เริ่มเลอะเลือน บางทีเขาอาจค้นพบว่าการเป็นชาวนาไม่ได้ให้อะไรมากกว่าความเจ็บปวดและการสูญเสีย ฉากหนึ่งเขาถึงกับบอกว่า เงินที่เขามีหมดไปกับค่ายาของลูกสาว ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้เธอดีขึ้น หลังลูกสาวตาย – ประหนึ่งการแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของการขุด!

หากแผ่นดินต้องสาปคือประเทศฟิลิปปินส์ ดังเช่นภาพแทนใน DEATH IN THE LAND OF ENCANTOS  ใช่หรือไม่ว่านี่คือเรื่องของบรรดาผู้คนที่หนีจากสถานะคนผู้ผูกพันกับแผ่นดิน(ชาวนา) ไปสู่ความเป็นคนเมือง พวกเขาพ่ายแพ้ และกลับมาเพื่อขุดค้นเอาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของต้น ที่ถูกนำเสนอผ่านภาพของสมบัติเจ้าคุณปู่ แต่ขุดไปเท่าไรก็ไม่มีทางพบราวกับว่าอัตลักษณ์ดั้งเดิมเป็นเพียงเรื่อโกหกหลอกลวง พวกเขาถูกทำให้เชื่อว่าจะค้นพบ จุดประสงค์ก็ถูกลบเลือนความหมายไป เหลือเพียงกระบวนการซึ่งกัดกินพวกเขาอย่างถึงที่สุด ซึ่งหากจะกล่าวไปเราอาจใช้แบบจำลองนี้กับประเทศไทยได้โดยไม่ขัดเขิน  เพราะยิ่งเราพยายามดำเนินการเพื่อขุดค้น ‘ความเป็นไทย’(ที่อาจไม่เคยมีอยู่) เรากลับค้นพบว่าถึงที่สุดเรากลับติดกับของการพยายามรักษาความเป็นไทยเทียมๆบางอย่างที่เราอุปโลกน์ขึ้นมา เราติดกับของการขุดเชื่อเอาอย่างโง่ซื่อไร้เดียงสาว่ามันจะพาเรากลับไปหาราก สุดท้ายเราก็ลืมเลือนประวัติศาสตร์ที่แท้จริง แล้วหันมาบ้าคลั่งอยู่กับการรักษาวัฒนธรรมบางอย่างอย่างบ้าคลั่งไร้เหตุผลไม่ต่างจากคนที่ขุดดินจนลืมไปว่าพวกเขาขุดไปทำไม

แล้วหนังก็ทอดทิ้งคนดูไว้กับการขุด ตลอดสี่ชั่วโมงอันยาวนานเราถูกนำมาปล่อยไว้ปากหลุมจ้องมองการขุดที่คืบเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า เราหลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงพลั่วที่เสียดลงไปในเนื้อดิน เสียงสูดลมหายใจลึกถี่ เสียงครวญเบาๆขณะเดอี้ยวตัวเหวี่ยงดินให้พ้นตัว เสียงกรอบแกรบของแก้วพลาสติกที่ถูกหนีบไว้บนหูหิ้วของขวดน้ำพลาสติกขนาดใหญ่ เสียงของฝนที่ตกลงมาอย่างไมรู้จบ ภาพความนิ่งงันของการขุด หลุมที่ลึกลงเรื่อยๆ จนในที่สุดดูเหมือนต่างคนต่างขุดลึกลงเป็นร่องส่วนบุคคล ร่องซึ่งบีบอัดตัวละครเหมือนกรอบกรง ขณะเดียวกันดินซึ่งพูนสูงระหว่างแต่ละร่องลึก กลายสภาพคล้ายคลึงกับสองอย่าง หนึ่งคือแปลงผักซึ่งถ้าพวกเขาลงมือปลูกจริงๆมันคงเจริญงอกงามไปแล้วกับสองคือหลุมฝังศพ เรียงรายราวกับหลุมที่กลบฝังจิตวิญญาณของพวกเขาเอง  บางครั้งในชั่วขณะการขุดอันยาวนาน เราแว่วเสียงเพลงเต้นรำดังมาจากที่ห่างไกลซึ่งอาจเป็นร้านค้าแถบนั้น หรือจากที่ไหนสักแห่ง ราวกับว่าโลกเบื้อนอกนั้นได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไปข้างหน้า แต่วันและคืนของนักขุดกลับหยุดนิ่ง มืดจนสว่าง สว่างจนมืดอีกครั้งพวกเขาขุด เหนื่อยก็นอนพักในเตนท์ ซึ่งท้ายที่สุด HECTOR ก็ออกมานอนอนอกกระท่อมด้วยอีกคน ยิ่งขุดยิ่งลึกจนในที่สุดพวกเขาขุดหลุมลึกท่วมหัว กล้องเลื่อนตัวลงต่ำตามลาดความหลุมลึก ท้องฟ้ากระจ่าใสตอนต้นค่อยๆหายไป สุดท้าย กล้องจ้องมองร่างของพวกเขาขยับเคลื่อนไหว ชุ่มเหงื่อกับแอกการงานไม่รู้จบประหนึ่งว่าชั่วโมงสุดท้าย กล้องได้ไหลเลื่อนลงสู่ขุมนรก!

ที่พวกเขาได้จากหลุมซึ่งลึกลงไปและกว้างออกไป เป็นเพียงซากของรองเท้าบูท(ทหาร?)ข้างหนึ่ง กับเศกเหล็กบ่างชิ้นที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ราวกับมันจะคือการกล่าวถึงยุคสมัยแห่งกฏอัยการศึก ยุคสมัยของมาร์กอสได้จบสิ้นและถูกกลบฝังจนเปื่อยเน่าไปแล้ว (หากความทุกข์เข็ญสิยังคงอยู่) และนอกจากนั้นยังมีเต่าอีกตัวหนึ่ง เต่าซึ่งถูกค้นพบในหลุมลึก หากคลานขึ้นจากหลุมเชื่องช้าสวนทางกับทั้งสามซึ่งขุดลึกลงไปโดยไร้วี่แววของการได้กลับขึ้นมาอีก   และราวกับประวัติศาสตร์ถูกกลบลบลืมไปจริงๆฉากหนึ่งในหนังพวกเขาบอกเล่าความลับแก่กัน ความลับที่ล้วงลึกลงในประวัติศาสตร์ทั้งของโลกและของฟิลิปปินส์ แต่มันก็เท่านั้น มันกลับกลายเป็นเพียงมุกฝืด เรื่องที่พูดแล้วก็เลยไป ไม่มีใครใส่ใจอื่นใดอีก ลอยหายไปลับไปกับลมหลังพูดจบ

ทำไมแต่ละฉากมันต้องยาวนานถึงเพียงนั้น คำถามเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นบาปผิดติดตัวDIAZ มาตลอด เลยพ้นจากคำตอบว่ามันเป็นสุนทรียะส่วนตัว เป็นรูปแบบการมองเฉพาะของDIAZ ดูเหมือน AGONISTIC จะสามารถให้คำตอบได้ชัดแจ้งกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะความยาวนานในการขุดของหนังเรื่องนี้ค่อยๆไหลซึมเข้าไปสู่จิตใต้สำนึกของผู้ชม ในขณะที่สองชั่วโมงแรกเราอาจจะลุ้นกับสิ่งที่พวกเขาจะขุดเจอ แต่พอยิ่งนานไป การขุดก็ยิ่งสิ้นหวังลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราจ้องมองการขุดไปอย่างไร้หวัง พอถึงชั่วเวลาขณะนั้น แค่เพียงใบไม้ร่วงหรือนกบินมันก็ได้กลายเป็นเสมือนสิ่งมหัศจรรย์สำหรับพวกเขา (กระทั่งคนดู)ไป

และเช่นเคย DIAZ ยังคงเลือกใช้กรอบภาพเยี่ยงผืนผ้าใบ ตัวละครถูกจัดวางอย่างกระมิดกระเมี้ยนอยู่ที่ใดแห่งหนึ่งในฉษก แรกทีเดียวเราอาจแทบไม่สังเกตเห็นราวกับDIAZ แต้มสีลงเพียงเล็กน้อยแตะปลายพู่กันร่างภาพผู้คนขึ้น เราค่อยมองเห็นพวกเขา กะจิริดอยู่กลางภาพที่กดข่ม ยิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานบ่อยครั้งเราก็ถึงกับทำตัวละครหล่นหายไปในฉากภาพ เมื่อถึงเวลานั้น เราก็เข้าใจถึงความเป็นคนเล็กคนน้อยของพวกเขา เช่นเดียกันกับที่หากภาพขยับเข้าใกล้ พวกเขาครั้งใด ใบหน้าของพวกเขาก็จักมืดจมอยู่ในความมืด  นี่คือบรรดาผู้คนไร้หน้าภาพแทนความคับแค้นง่อยเปลี้ยนเสียขาของบรรดาฟิลิปปินโน หรืออาจจะรวมถึงมนุษยชาติก็เป้นได้

หากเมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆเรากลับพบว่าในคราครั้งนี้ DIAZ ได้ขยับขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ จากในยุคก่อนหน้าที่เขาอาศัยเรื่องเล่าร้อยเรียงเกี่ยวกระหวัดชะตาตัวละคร แล้วค่อยๆแทรกสอดรูปแบบการจ้องมองของเขาลงไป หากในคราวนี้ สุดท้ายเขาก็เลือกละทิ้งทุกเรื่องราวลง เหลือเพียงแต่ภาพที่ดำเนินไปอย่างไม่สุดสิ้น แล้วปล่อยให้ตัวภาพเองสร้างเรื่องเล่าอื่นขึ้นมาเอง

AGONISTES แปลตามตัวได้ว่าการดิ้นรนต่อสู้ ความหมายเชิงทุกข์เข็ญมากกว่ายิ่งใหญ่งดงาม และนี่คือเรื่องเล่าอันสิ้นหวังเกี่ยวกับการดื้นรนซึ่งไม่ได้จบลงอย่างคลี่คลายหากจบลงตรงระหว่างการดิ้นรนที่มอไม่เห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ชะตากรรมที่มนุษย์แบกมาเสมือนบาปผิดติดตัว ที่จะตามหลอกหลอนเราไปจนตาย

AGONISTES (LAV DIAZ /2009/PHILIPPINES)  A SEASON IN HELL

They come from a long line of peasants, though they do not like to acknowledge this fact. They have already turned themselves into one of those tireless, anonymous construction workers in Manila. One morning after a heavy flood prevents them from reaching the site, tolerance runs dry for the world-weary Manoling and his friend Juan, who is tormented by the randomness of a friend’s plunge to death. Manoling suggests that Juan returns with him to his hometown, Bicol, a cursed land that can no longer be cultivated. His grandfather claims, however, that beneath its barren earth are buried treasures. For the men, to dig up those treasures would be better than toiling on worthlessly in the city.

Back in Bicol the men discover that Hector, Manoling’s cousin, has built a small hut on the land. He moved there with his daughter after she developed a lung disease, which meant she had to be removed from the community. All day and night the sound of the girl’s coughing strikes a terrifying note. The newcomers erect a simple canvas tent as their shelter, and immediately begin to dig with crazed concentration. In the evenings they would follow the father and daughter to the water’s edge, to sit listlessly, or they would stop by at the village stall to drink beer. Time passes in this rhythm until the girl dies, leaving the three men to throw themselves into an act that slowly turns hellish.

Having made several films of the length between 9-11 hours, Lav Diaz’s latest is comparatively short at five hours. The challenging aspect of the duration of this film, though, lies in the four hours or so of digging that viewers are asked to witness!

Diaz’s films can be grouped in this manner: Evolution of a Filipino Family and Heremias are twin portrayals of the masses – the peasants and the destitute from rural areas; Death in the Land of Encantos and Melancholia look at the Filipino intelligentsia and activists, especially their political roles and the psychological burden, or guilt, the individuals carry. With Agonistes, Diaz shifts his focus to observing those who have transformed themselves from farmers into labourers –who nonetheless remain desperate.

Agonistes begins with shots of the construction workers toiling under the pressure of erecting the tall building. From these sparse images of their physical burden, the film slowly builds up a picture of their wretched state, especially through their dialogues and long silences. Manoling and Juan make the long journey back to the hometown, carrying with them the hope of finding the ancient treasures buried beneath the arid land. There, Hector tells them they’re better off ploughing the land long accused of being cursed than digging blindly for treasures, guided only by an unfounded tale. Manoling and Juan reply that they are no longer peasants and have no interest in doing so.

They are no longer peasants, of course. The masses that once travelled from field to field selling their labour during the rice-harvesting season are no longer farmers; they have moved up in the world to become capital’s labouring force. Not only do they not wish to work the land, they can no longer sleep in humble huts as peasants do. (We could take at face value the implication that Manoling and Juan are nervous about contracting the disease from the girl, but that only serves to envelop the signification more deeply, especially when we consider that the men prefer to stay in the tent even after the girl’s death.) Being accustomed to transient abodes, to itinerant ways of living, seem to exhaust the advancement that they’d acquired as migrant workers.

To put it simply, the men in Agonistes are no different from those who have abandoned their peasant roots for a new urban identity. Although they are no better off than before, at least the mere fact of being a city worker places them a notch up the rung from that of the farmer. Now that they have returned to the homeland, they exert themselves as hired hands do. As rightful owners of this piece of land, they might have dug over the soil in order to grow things; but their relentless digging for treasures places them in exactly the same wretched state as they had been before, back on the construction site. Of the three, it is Hector who initially manages to hold onto a semblance of sanity, trying to dissuade Manoling and Juan from pursuing their blind quest. After the death of his daughter, however, Hector too begins to implode. Perhaps it is his form of realisation that the life of a peasant is one of endless suffering. At one point he says he has spent all his meagre savings on the medication for his daughter, but this was to no avail. After her death, the act of digging becomes his search for solace, his quest for a steady place to anchor his soul.

If Death in the Land of Encantos portrays the Philippines as a cursed land, it is probably appropriate to describe Agonistes as a story of its people lost in flight from their historical attachment to the land. Defeated by the city these people, the peasants, return to search for their original self – to reclaim an identity that is now reduced to a mythic image of buried ancestral treasures. They do not find that treasure, no matter how hard they dig. It is as if the notion of an original identity is a deception that is holding them captive. The meaning, the object, of their quest has been erased, and what remains is the ghost of a process that will consume them.

To describe the film this way is to dare to turn it into a mirror for Thailand. The more we try to unearth ‘Thainess’ (our absent origin?) the more we find ourselves caught in the effort to hold on to a spurious national identity that we have imposed on ourselves. We are now trapped in the blind excavation of something we naively believe will lead us back to our origin. What we have become, as a result, is a people who have forgotten our real history. We have thrown ourselves like fools into the frenzied defence of culture, of that emblem of our culture, and along the way we have become like those men who go on digging but can no longer recall why they are digging in the first place.

But then Agonistes leaves viewers to struggle with the duration of the digging – the long four hours which begins when the film abandons us at the mouth of the ditch, asking us to witness the barely perceptible pace of its deepening. Most of us at that screening found ourselves undone, merged eventually into the blunt thud of the spades cutting the earth, the repeated heaving sighs, the soft groans as the men’s bodies twist to lift the spades. Accompanying this is the rattling of plastic cups rested with their rims against the neck of large plastic water bottles, and of course there is the constant sound of rain. The images are still – the ditch slowly grows deeper until it is as if each man is digging his own hole. Each separate hole closes in on them in sharp lines like the contour of a cage, and the mound of earth grows between them. The earth dug up calls to mind two things: a vegetable bed that might have nurtured healthy plants had the men desired to grow them, or a graveyard whose newly dug, neatly lined holes are being prepared to bury the souls of the diggers. Every now and then punctuating the duration is the faint offscreen sound of music, perhaps coming from the stalls nearby. An invitation to dance, the music evokes the sense that life elsewhere has edged forward, but time is suspended for the diggers in their long days and nights. From darkness to light, from light to darkness, they carry on digging, resting in the tent when too exhausted to go on. Soon even Hector moves out of the hut to sleep outside. Eventually the holes are deep enough to bury the men standing. The camera slides down the side of the ditch, lower and lower until the bright sky, which appeared at the beginning of the film, slips out of sight. The camera observes the men’s sweat soaked bodies, engrossed in the demand of the endlessly repetitive gesture until it is as if in the last hour of the film the camera itself has passed on down below the earthly realm.               .

All that they retrieve from this large, deep hole are the remains of a boot (a soldier’s boot?) and some unidentifiable bits of metal. These remnants seem to reference the Martial Law era – the rule of Marcos that has long past but lingers like a corpse rotting beneath the ground, leaving its stench of misery. The men also find a turtle in the hole; the creature slowly makes its way up to the surface, moving in the opposite direction, while the men dig further and further and show no sign of resurfacing. They tell each other secrets, in a scene that seems to equate this exchange with the erasure of history. In the act of telling, the secret that lies at the heart of world history, and Filipino history, becomes a lame joke, nothing more. The words evaporate into thin air, which passes by, and no one mourns their passing.

Why does each shot have to be so long? Questions such as this imply a certain criticism. Beyond the immediate reply that the challenging duration of his films is a matter of personal aesthetics, Diaz’s own way of seeing, Agonistes would seem to answer most readily to the charge the filmmaker is meant to be guilty of. The length of the digging sequences here slowly works on our unconscious. In the first two hours we might still cling to the hope that the men would find something, but the more time elapses the less hopeful their digging becomes. Eventually we too begin to watch them in a state of desolation, and it is only at that point that the mere movement of a leaf, or a bird taking flight, seems to transmute into a miraculous sight both for the men and for us viewers.

As with his previous films, in Agonistes Diaz chooses to use the frame in the manner of a humble canvas. Human figures are discreetly placed, at first barely perceptible in the landscape. They appear like the faint dab of a paintbrush. We see them as tiny shapes amidst towering lines. The longer the duration of the shot the more likely we are to lose sight of the characters – the figures that suddenly disappear into deep space or off the frame as our eyes drift elsewhere. At that point we grasp the essence of their invisibility. Similarly, when Diaz’s camera moves into a medium shot the faces of the figures remain concealed in the shadows. Their facelessness represents the devastation of the Philippines, and perhaps speaks also of the wretchedness of our humanity.

Compared to his previous films, Diaz seems to have made certain shifts with Agonistes. His earlier work rely on episodic narration to weave a complex tapestry of the characters’ fate, gently inserting his distinctive way of seeing into this structure. This time, however, Diaz has chosen to pare down all stories, leaving only those seemingly unending series of images, in the trust that the images themselves would furnish other stories.

Agonistes literally means to struggle, and implies a sorrowful experience rather than a heroic one. True to this word, Diaz’s film can be seen as a bleak portrayal of a struggle that can’t be resolved, a tale whose ending lies at the point where action loses connection with its past, and its future. Ultimately the film is about our human fate, the weight of guilt we carry – that which haunts us to our death.

One thought on “AGONISTES (LAV DIAZ /2009/PHILIPPINES) ฤดูกาลในนรก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s