EXPERIENCED IN JANUARY 2012 Pt.1


UMBERTO D. (VICTORIO DE SICA/1952/ITALY)

หนังเล่าเรื่องขอคุณอุมแบร์โต คนงานชั้นรองที่ไร้ลูกเต้า อาศัยอยู่ในห้องซอมซ่อของเจ้าของบานหญิงใจดำซึ่งเวลาเขาไม่อยู่ก็ขายห้องเขาเป็นโรงแรมม่านรูด เขาไปร่วมประท้วงขอขึ้นเงินเดือน แต่ก็เป็นการประท้วงที่ล้มเหลว ชั่วชีวิตเขามีหมาแค่ตัวเดียวเป็นเพื่อน เขาพยายามขายนาฬิกาเก่ามาจ่ายค่าห้อง ป่วยไข้ก็ออกไปเร่ขายหนังสือเก่ามาวบรวมเงิน เพื่อนของเขาอีกคนคือเด็กสาวแม่บ้านที่เพิ่งตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กระหว่างนายทหารจากเนเปิ้ล กับนายทหารจากฟลอเรนซ์ คืนวันอันยากแค้น เขาป่วยเล็กน้อยแต่ก็หาเรื่องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อจะยืดเวลาหาค่าเช่าไปอีกวัน พอออกจากโรงพยาบาลหมาของเขาก็หายไป เพราะยายคุณนายใจร้ายเปิดประตูไล่มันออก เธอบอกว่าเก้บของออกจากบ้านเธอได้แล้ว เพราะเธอจะแต่งงานและไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่แล้ว เขาออกเร่ร่อนไปรอบเมืองเพื่อตามหาหมาของเขา มองดูการสังหารหมาจรจัดที่ไม่มีใครต้องการ หลังจากหาหมาจนเจอ เขาพยายามจะออกหาค่าเช่า ถึงขนาดจะทดลองขอทาน แต่เขาก็ทำไม่ได้ พอกลับบ้านเขาก็พบว่าห้องเขาถูกเจาะผนังเป็นรูโหว่ เด็กแม่บ้านบอกว่านางต้องการจะขยายห้องนั่งเล่นให้กว้างออกโดยการทุบเอาห้องของเขามารวมด้วย เขาเหนื่อยล้าเหลือเกินแล้ว เขาบอกกับเด็กสาว รุ่งสางคืนนั้นเขาเก็บกระเป๋าไปกับหมา บอกให้เด็กสาวไปจากบ้านนี้เสีย ไปหางานที่อื่นเขาก็จะไปแล้ว เราคงได้พบกันอีก เขาออกเร่ร่อนไปกับหมาของเขา ตัดสินใจที่จะเอาหมาไปฝากใครสักคนแต่ก็ทำไม่ได้เหมือนกับที่ไม่สามารถขอทาน ไม่สามารถแม้แต่ที่จะตายหรืออะไรแบบนั้นด้วยซ้ำ

de Sica เป็นต้นธารหนึ่งของItalian Neorrealism เจ้าของหนังที่ใช้สอนหนังสือกันอย่าง Bicycle Thief Umberto D. เป็นอีกหนึ่งหนังสำคัญของ de Sica ปราณีต หมดจดงดงามเอามากๆ ตัวหนังอาจเล่าเรื่องตรงไปตรงมาพร้อมที่จะเป็นหนังเรียกน้ำตา แต่หนังเลือกเล่าได้งามมากๆ หนังมีฉากสวยๆอย่างเช่นฉากที่เด็กแม่บ้านตื่นตอนเช้าในบ้านเงียบๆ ชงกาแฟ เอาท้าเขี่ยประตูครัวให้หับปิด แล้วร้องให้้ำตาซึม หรือ ฉากที่อุมแบร์โตยื่นมือออกไปเพื่อขอทานแล้วชักมือกลับ หรือให้หมาของเขาคาบหมวกแทน

หนังให้ภาพของรถบัส รถรางที่โผพุ่งผ่านฉากเป็นภาพแทนความเปลี่ยนแปลงที่ฉุดกระชากคนจากโลกเดิม ตั้งแต่ฉากแรกที่รถบัสพุ่งเข้าหาฝูงชนคนประท้วง หรือนายตำรวจเอารถไล่บี้ผู้ชุมนุม รถโรงพยาบาลพุ่งเข้ามาในฉากปากประตูโรงพยาบาล หรือการที่อุมแบร์โตมองเห็นรถไฟเป็นทางเลือกสุดท้ายของชีวิต

หนังอิตาเลียน นีโอเรียลลิสท์มักถูกยกให้เป็นของสูง เอาไว้อ้างอิงเรื่อง realism การที่มันถูกยกให้สูงทำให้เราไม่ค่อยกล้าดูมัน แต่อันที่จริงแล้วมันสวยงามมาก หมดจดมาก และเอาเข้าจริงก็ปรุงแต่งอยู่มาก (แต่นั่นก็นับว่าลดทอนมากเมื่อเทียบกับการถือกำเนิดของมันที่ต่อต้านสตูดิโอ) เมื่อเทียบกับหนังสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีอะไรเยอะแยะ หนังอิตาเลียน นีโอเรียลลิสท์จริงๆปราณีตและงามตามขนบหนังโบราณ และมันไม่น่าเบื่ออย่างที่เข้าใจ

JEEVAN EK SANGHURSH (RAHUL RAWAIL/1990/INDIA)

หาหนังอินเดียมาดูกับแม่รับวันปีใหม่ อะไรจะเวริ์คไปกว่าหนังบู๊ของอานิล กาปูร์ (จำได้ไหมเขาเล่นMI4ด้วย)

หนังคลิเชสัสๆ ประมาณว่าสามพี่น้อง คนกลางแม่ไม่รักเพราะทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยุ่รอด ไปเล่นพนันเอาเงินมาซื้อของให้น้อง แล้วไปขโมยของเศรษฐีที่มาหาเรื่องแม่ ถูกส่งไปบ้านเมตตา พอหนีออกมาแม่ก็ไปบอมเบย์แล้ว เด็กก็เร่ร่อนไปอยู่กับอู่รุถ โตมาเป็นอนิล กาปูร์ตอ่มาเป็นโ๗รง พี่ชายเป็นศุลกากร กลับมาหาแม่แม่ไม่รักเพราะเป็นคนไม่ดี อะไรแบบนั้น

หนังคลิเช ดราม่า บ้าพลังตัดต่อหวือหวาว่องไว แน่นอนสนุกมากๆ ถ้าอยากเป็นปัญญาชน อย่าดูหนังเมนสตจรมีมอินเดีย เพราะหนังมันดราม่ามากจนคุณจะอดไม่ได้ !

ชอบปมโหยหาแม่ของพระเอกมาก เพราะตัวละครแม่ในเรื่องนี้แปลกมากคือนางรักศีลธรรมมากกว่าลูก นางตัดลุกออกจากอกเพราะเป็นลุกไม่ดี แล้วพระเอกเลยโหยหาแม่ตลอดเวลา ทำทุกอย่างเพื่อขอความรักจากแม่ ซึ่งจริงๆมันโหดร้ายมากทีเดียว

COLD FISH (SION SONO/2010/JP)

too predictable kind of violence for me , but i like the declined of family value in this film

เรื่องของเจ้าของร้านปลาตู้เซื่องๆ อาศัยอยุ่กับเมียใหม่ที่ทำกับข้าวด้วยไมโคเวฟ (ก็ซื้อมาอุ่นนั่นแหละ)แล้วก็ลูกสาวแหลๆนางหนึ่ง ต่อมานางลูกสาวไปขโมยของแล้วโดนจับได้ แต่มีคนมาช่วยพูดให้ปล่อยตัว ไอ้คนพูดเป็นเจ้าของร้านขายปลาเขตร้อนใหญ่ยักษ์ เข้ามาตีซี้บอกจะพาลูกสาวไปทางานที่ร้าน ก่อมาก็กิ๊กกะเมียเขา เอาเขาไปเป็นลูกน้องเซื่องๆ และความจริงแล้วคู่ผัวเมียนี้เป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ไอ้นี่ก็ถูฏข่มขู่ให้รู้เห็นกับการฆ่าหั่นศพ เผากระดูกอะไรแบบนั้น ตอนหลังพอถูกกดดันก็ตอบโต้กลับ จบ

หนังมันวิปริตนั่นแหละ แต่เป็นความวิปริตแบบที่กะอยู่แล้วว่าจะได้เห็น การฆ่าหั่นศพ การข่มขืน การตบผู้หญิง การใช้ความรุนแรง บลาบลา ไม่ยากเกินคาดเดา เลือดมากเท่าที่ต้องการ วิปริตแบบที่คิดว่าจะได้เจอนั่นแหละ

WE NEED HAPPINESS (ALEXANDER SOKUROV + ALEXIE JANKOWSKI/2011/ RUSSIA) 

a bit too romantic but extremely sad

THE GIRL WHO PLAYED WITH FIRE ( DANIEL ALFREDSON/2009/SWEDEN)

ดราม่ากว่าภาคแที่แล้ว แบบเป็นเรื่องเป็นราวดราม่ามากกว่า แต่ชอบมากกว่า ชอบเซนส์ของความเกลียดชังในครอบครัวของหนังเรื่องนี้ ชอบเซนส์การต้านรัฐในทำนองที่ว่ามีแต่คนตัวเล็กๆเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาสู้ คนแบบนักมวย กะหรี่ นักข่าว หนังมันให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มากๆ เหมาะจะมาจากสวีเดนจริงๆ

ชอบฉากจบของภาคนี้ด้วย สุดท้ายรัฐมันอวยให่้คนพวกนี้น่ะ ชาวบ้านชาวช่อง ก็ต้องรับกรรม นั่นขนาดสวีเดนนนะ

DRACULA IN PAKISTAN (KHWAJA SARFRAZ/1967/PAKISTAN)

หนังเรทXเรื่องแรกของปากี เพราะนางระบำเต้นรำเซกซี่เกินไป พลอตมาจากนิยายของบราม สโตรเกอร์+หนังแฮมเมอร์ ฉากร้องเต้นเล่นระบำ ทำให้หนังพีคแตกสุดๆ ว่ากันว่ามีสตรีหัวใจวายตายคาโรงเพราะหนังเรื่องนี้

อนึ่งไม่รู้มาก่อนว่าLollywood หรือหนังปากียุคทอง มันเถิดเทิงมาก ชนิดแข่งกับบอลลีวู้ดได้สบายๆ

THE DARKEST HOUR (CHRIS GORAK /2011/US)

it should called CULT , if positivie thinking can be called cult!

จริงๆเอนจอยกับหนังพอสมควร แต่มันโง่มาก โสมาก มองโลกในแง่ดีมาก ชนิดที่ไม่เคยเห็นหนังเอเลี่ยนเรื่องไหนมองโลกในแง่ดีแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้กระทั่งคนที่เลวที่สุดในหนังยังตายด้วยการช่วยเหลือคนอื่นเลย ที่ฮาคือ อีพวกนี้น่าจะตายในสามนาทีถ้าอยู่ในTHE ROAD

สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมรัสเซียในหนังมันหน่อมแน้มจังวะ หน่อมแน้มกว่าอเมริกาในTHE ROAD สามล้านเท่า รัสเซียกลายเป้นแผ่นดิหน่อมแน้มในหนังฮอลลีวู้ดหลายปีแล้วนะ หรือเพราะมันเปิดให้เข้าไปถ่ายหนังได้แล้ววะ

ช่วงที่โสมากๆ คือช่วงเรือดำน้ำเป็นต้นไป โสทั้งพลอต ทั้งโปรดักชั่น ทั้งสปีช ทุกอย่างโสหมดจนเกือบหัวเราะออกมา ช่วงนี้เรียก คัลท์แตกจริงๆ

ดู THE DARKEST HOUR แล้วทำให้ชอบTHE HAPPENING มากขึ้นไปอีกสิบเท่า เพราะในขณะที่ตัวละครในDKH หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้เปีะตลอด เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ใน HPN มันกลับใช้ไม่ได้ ผิดพลาด มีข้อยกเว่้นตลอด ทำให้คิดต่อไปว่า วิทยาศาสตร์กับเหตุผลเป็นคนละเรื่องกัน วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การคิดแบบเหตุผล เพราะการอ้างเหตุผลแบบเทพเจ้าภูติผีปีศาจก็เป็นการคิดจากเหตุไปหาผล แต่วิทยาศาสตร์คือคำอธิบายของเหตุไปหาผลที่พิสูจน์ได้แบบบัญญัติไตรยางค์ มีสิ่งที่น่าฟังในแง่การอ้างพื้นฐานที่รู้อยู่แล้ว แล้วขยายออกมาเปรียบเทียบ

การคิดแบบเหตุผล คือสิ่งนั้นทำให้เกิดสิ่งนี้เป้นฐานคิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองหรือเปล่า เพราะมนุษยืเชื่อมนหลักเหตุผล(มันจึงต้องคิดด้วยหลักเหตุผลตลอด ความเชื่อก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้อธิบายเหตุไปหาผล ซึ่งความเชื่อ หรือสัญชาตญาณไม่ได้ยืนอยู่บนวิทยาศาสตร์ การที่ตัวละคร ใน HPN จะตายห่าเพราะคิดแบบวิทยาศาสตร์ จึงน่าอภิรมย์ในแง่ของการต่อต้านว่าวิทยาศาสตรือาจไม่ใช่หรอบคิดเดียวท ี่อธิบายโลก ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราคันคะเยอ เพราะหากปราศจากวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มนุษย์ปัจเจกก็ไม่เหลืออะไรให้ยึดจับนอกจากยอมรับความง่อยเปลี้ยเสียขาของตน และหวังพึ่งพาพระเจ้า (วิทยาสษสตร์ให้ความหวังในทำนองประชาธิปไตยว่าไม่ว่าใครก็คิดเรื่องพื้นฐานพวกนี้ได้แค่สังเกตสักหน่อย)

ไอ้การใช้หลักคิดวิทยาศาสตร์ในการสู้เอเลี่ยนของDKH มันจึงไม่น่าอภิรมยื มากไปกว่าการเป็นยากล่อมประสาทว่ากูก็คิดออกเหมือนกันว่าต้องเอาหลอดไฟมาดักควาย เอ๊ย ดักเอเลี่ยน

เพิ่งเห็นว่าโปสเตอร์ยังคัลท์ มึงเห็นอีดาวฝังขวานี่ตอนไหนในเรื่อง!

TEXAS KILLING FIELDS ( AMI CANAAN MANN/2011/US)

โอเค นอกจากหนังสยองขวัญแล้ว นี่คือหนังอเมริกันแบบที่เราชอบดูที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงเอนจอบกับมันอย่างสุดๆไปเลย แม้ว่าเอาเข้าจริงมันจะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลยก็ตาม

แม้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแต่ตอนดูจะนึกถึงหนังฆาตกรรมเมืองใต้อีกเรื่องที่ไม่ได้ดีมากแต่เราชอบมากนั่นคือ THE GIFT หรือไปจนถึงหนังดีๆอย่างGONE BABY GONE หรือหนังที่ใครก็ว่าดีอย่างMISSISIPPI BURNING หรือที่ไม่รู้ดีไม่ดีแต่เราว่าดีอย่างIN THE ELECTRIC MIST ชอบดูหนังgenreนี้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับคุณค่าอะไรของหนังแต่มันเป็นความบันเทิงกดดัน แบบที่เหมาะกับการดูเพื่อเอนเตอรืเทนตัวเองมากๆๆ

สิ่งที่ชอบมากๆในหนังคือการที่มันไม่ไปเน้นเรื่อง killing field อะไรมาก มีแค่บอกนิดเดียวว่าเป็นเขติรเดียนแดง เหมือนไอ้คิลลิ่งฟิลด์เป็นmythของหมุ่บ้านว่าจเป็นที่ฆ่ากันแล้วเอาศพไปทิ้ง เป็นดินแดนต้องสาป ไม่มีใครอยากเข้าไป การที่ตัวเอกมันเข้าไปในkilling field แล้วเป็นคนนอก มันก้เลยเป้นการทำลายmyth ตรงนั้น

ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้เล่าเรื่องแบบ คนบ้านเดียวกันร่วมกันทำอาชญากรรม มันบอกกลายๆด้วยซ้ำว่าคนทั้งเมืองนี่มันเกลียดกัน แต่มันติดอยุ่ในเมืองนี้ไปไหนไม่ได้ มันต้องจมในนี้แหละ

มันก้เลยน่าสนใจมากที่มันมาเล่นตัวละครที่มักจะถูกตัดทิ้งอย่างนางเด็กแอนน์ ปกติในหนังเยื่อจะออกมาแค่ห้านาทีแล้วถูกเชือด (เราก็จะสงสัยว่ามึงไปเดินล่อตะเข้ทำไม) แต่หนังมันให้เวลามากพอจะบอกว่าเออเหยือมันเป้นคนไม่ใช่เหยื่อ เหตุผลที่ผลักเด็กไปเดินข้างถนนมันคืออะไร แล้วพอมันวางตัวละครตำรวจนักสวดใจบุญเข้ามา มันเลยสอดรับการทำลายmythของความเกลียดชังว่าเยื่อไม่ได้เป้นแค่เหยือ แล้วเราก็ไม่ได้ตกอยุ่ในความกลัว

แต่เสียดายหนังเลือกทางหวานเจี๊ยบในตอนจบ แล้วก้ไม่คลี่คลายคดีอะไรมากนัก

ซีนที่ชอบมากๆคือตอนที่อีแม่มันรู้ว่าลุกตายแล้วอึ้งไปสามสิบวิ การทำหน้าสอะไรไม่ถูกแบบนั้นมันลงตัวดี

หนังทำได้ระดับตามที่มันควรจะเป็นไม่มีอะไรเด่นด้อยไปกว่านั้นไม่ว่าเรื่องดาราหรือนักแสดง just a plain one , but the one i liked

FLYING SWORDS OF DRAGON GATE (TSUI HARK/2012/HK+CHN)

ฟินค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

หนังโสมาตรฐานฉีเคอะนะคะ แต่กูฟินค่าาาาาาา
ปล. ฟ้องค่ะ อีนางโจวซุ่นหล่อนอยากเป็นหลินชิงเสียค่ะ !

เข้าเรื่อง นี่มันต่อจากภาคเหลียงเจียฮุยใช่ไหม โจวซุ่นมรับบทจางม่านอิี้วต่อ (แต่ทำเป็นหลินชิงเสีย) แหมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ฉันใดก็ฉันนั้น คอหนังชอว์ด่าหนังยุค90ฉันใด คอหนังยุค90ก้ต้องด่าหนังจีนใหม่ฉันนั้น อ้าวฉีเคอะมันยุค90หนิ โอเค โสสม่ำเสมอ จบ

หนังแฟนเซอร์วิสมากๆๆ มีทั้งการประลองยุทธ แย่งผัว ไปจนถึงการหาขุมทรัพยื โอ๊ยมึงจะเอาทุกอย่างแล้วไม่ได้สักอย่างใช่ไหม ตอบ ใช่ แต่ แต่ ไอ้ความกระพร่องกระแพร่งนี่ไม่ใข่เหรอที่ทำให้เราตามหนังฉีเคอะมาสิบปี

หนังควรเป็นตัวอย่างของหนัง3D ว่า 3D ทำลายเอสเทติคภาพยนต์อย่างไร เพราะหนังแม่งจะขาย3Dตลอดจนมันไม่มีฉากภาพกว้างเลย มีแต่ภาพหน้าชัดหลังเบลอตลอด ต้องเอาแสงสาดตัวละครตลอด เพื่อให้มันเป็น 3D ปัญหาคือกูดู 2Dกูก็เห็นน่ะสิว่ามึงจงใจ

ดารารุ่นนี้ไม่ค่อยมีพลังดาราเลย จริงๆถ้ามันเอาดาราใหญ่ๆมาเล่นอีกสักสองคนคงฟินกว่านี้มากๆๆๆๆๆๆ

PARANORMAL ACTIVITY 3(HENRY JOOST +ARIEL SCHULMAN/2011/US)

เหี้ยยยย น่ากลัวสัดดดด ชอบมากกว่าภาคแรก โอเค มันแทบจะเป็นหนังไปแล้ว แต่มันก็เลือกเล่นได้ทรงปสภ.มากๆๆๆๆ กล้องพัดลมนี่เป็นเทคนิคที่พีคสุดๆจริงๆ

หนังย้อนไปต้นเรื่องนะจ้ะ เป้นภาพจากวีดีโอที่ตัวพี่สาวเอามาฝากบ้านน้องสาว (อีพี่คือภาคสอง อีน้องคือภาคแรก) พอมันเป็นยุค80 ความเป็นผีมันก็มีอารมณ์ 80 ด้วย

ที่ฮาคือหนังเงียบกว่า น่ากลัวกว่า ควาฒโฉ่งฉ่างในหนังตัวอย่างมากๆๆๆ สิ่งที่อยู่ในตัวอย่างไม่อยุ่ในหนัง สัส หลอกกู! ( แต่ดูหนังก่อนดูตัวอย่าง)

เอาเป็นว่าขึ้นทอปลิสต์สยองขวัญนะ for sure!

ปล. เนื่องจากอันที่โหลดมาได้ มันเป็นCAMVID มันเลยยิ่งพีคมากในแง่ที่ว่า เป็นวีดีโอของวีดีโอยุคแปดสิบ!

THE INNKEEPERS (TI WEST/2011/US)

This is the true fighter of HOTEL (JESSICA HAUSNER) supreme great in totally different ways !

TI WEST was one of my fav director now!

ในกรณีของHOTEL หนังทำให้ดูมีอะไรจะเกิดขึ้นแต่อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ในHOTEL โรงแรมเป็นดินแดนสนธยา ไม่เชื่อต่อกันในแต่ละส่วน อยู่ติดกับป่าที่มีตำนานประหลาด ลึกลับดำมืด สิ่งต่างๆที่เาอจจะเกิดอาจจะไม่เกิดก็ได้ (อันนี้คือหัวใจสำคัญของทั้งสองเรื่อง) ในHOTEL ทุกอย่าง มืด น่ากลัว หลงทิศผิดทางตลอดเวลา

แต่หัวใจสำคัญของ INNKEEPRES คือความสว่างไสว การจัดแสงราวกับเป็นละครซิตคอม ตัวละครที่ไม่ใช่แบบที่จะเจอเรื่องร้ายๆน่าจะไปอยุ่ในหนังเวส แนเดอร์สันมากกว่า ในINNKEEPERS มันคือหนังแบบที่ ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง การม่ HINT ของหนังในจุดที่หนังต้องHINt หรือการHINtเพื่อไม่เจออะไรเลย แล้วการวางหมากอย่างไม่แน่ใจว่าอะไรคืออะไร การบอกคนดูว่าทั้งหมดอาจจะเป้นเรื่องเพ้อไปเองในหนังมันเป็นวิธีที่ทรงปสภ.มากๆ เพราะทุกอย่างในหนังมันสว่างไสวไปหมด มันทำหนังโรงแรมผีสิงโดยตัดการจ้องมองแบบผีออกไปหมด โรงแรมริมถนนใกล้ปิด ห้องก็ดูสวยงามโทรมๆ ทุกอย่างดูไม่เอื้อต่อเรื่องผี พอเรื่องผีเกิดขึ้นเราไม่แน่ใจ ที่ร้าคือมันก็ไม่ยอมให้เราแน่ใจด้วย

วิธีการถ่ายหนังผีโดยการตัดการมองแบบหนังผีออกไปหมดคือหัวใจของหนังเรื่องนี้

ATLANTIS ( คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2011/ไทย)

ประเด็นของหนัง ออกมาเวริ์ตค และออกมาเวียร์ดแบบคงเดชดี โดยเฉพาะฉากการคุยกับน้องน้ำผ่านส้วม

ไอ้การคุยกับน้องน้้ำด้วยอีโมติค่อนนี่เป็นจดหมายเหตุของคนชั้นกลางในปี54 ได้เลย

หนังจับอารมณ์หวั่นไหวของคนชนชั้นกลางสองแบบต่อภาวะน้ำท่วมได้อย่างน่าสนใจ เสียดายอาจจะเพราะมันต้องสั้น ตัวละครเลยจำเป็นต้องเป็นภาพแทนที่ตรงไปตรงมาของคนชั้นกลางไหหน่อย ที่ชอบจริงๆคือฉากแรกของหนังการนั่งเรือบนน้ำแค่เข่านี่เป็๋นการเปิดตัวความเป้นคนชั้นกลางที่เจ็บดีมากๆ

PUSHED (FLORIAN SCHNEIDER/2011/GERMANY)

สารคดีสเกตบอร์ด ที่พาเราไปในโลกของนักสเกตวึ่งขยายตัวออกไปถึงโลกของสิละปะ ภาพยนตร์ หรืออะไรต่อมิอะไร

ชอบนักเสกตอเมิรักนมากๆ เพราะเมื่อเทียบกับคนอื่นๆเขาดูเหมือนจะยากจนและไม่ได้รับการยอมรับที่สุด เขาเก็บชยะมาทำงานศิลปะแบบคอลลาจ ต้องไปทำงานเป็นพนักงานเสริ์ฟ แล้วค่อยหาเวลาเล่นสเกต สิง่ท่เขาดิน้รนมันเลยพีคมากๆ

ชอบการที่นักสเกตอเมิกันพาคนถ่ายไปเยี่ยมห้องที่มีแต่เศษขยะ แล้วโชว์เศาขยะพวกซองบุหรี่ เทป โพสตือิทให้ดู แล้วพอเก็บขึ้นวางเขาบอกว่าคุณต้องรอให้ของมันเข้าที่ เงี่ยหูฟังเสียงมีานเคลื่อนไหวจนลงสมดุลคุณถึงจะวางใจว่าของจะไม่หล่นลงมา

TOKYO DAY (BENJAMIN GENISSEL/2011/FR)

ผู้ชายเอากฃ้องไปตจามถ่ายสาวงามและ้มืิองโตเกียว จากนั้นใส่ดนตรีแนวๆเข้าไปวนไปวนมา อารมณืเหมือนดูหนังสั้นมาราอนของเด็กมัธยมคูลๆ

PASSING THROUGH THE NIGHT (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย)

หังตอกย้ำปัญหาที่เรามีกับหนังทดลองกลุ่มนี้คือการใช้เสียงในการชี้นำพลังงานของภาพ ดนตรี หรือซาวนด์ประกอบที่เอามาขับเน้นให้ภาพลึกลับเต็มไปด้วยพลังงานมืดจะทำให้เราดีดตัวออกมานิดหนึ่งในแง่ที่ว่าหากปราษสจากเสียงแล้วไซร็ พลังของหนังคงอ่อนอด้อยลงไป อย่างไรด็ดีในสองนาทีสุดท้ายของหนัง(ดังภาพ) หนังกลับย้อนมาเอาคืนผู้ชมอย่างเราด้วยการเลิใส่เสียงเหล่านั้น ตอนนั้นเองที่เราถูกจู่โจมด้วยพลังขอภาพล้วนๆ

ชอบการพูดถึงคอนเซปตืของเวลาผ่านทางริ้วรอย แผลเป็น หรือภาพextreme close upของเนื้อหนังมนุษย์ มากๆ แต่องก์ที่สองของหนัง(ช่วงตึกร้างอาจจะดูแปลกอยกออกไปนิด อย่างไรก็ดี คราบบนผลอกหมอน ผ่าม่าน แสงที่ลอด หรือร่องรอยบนผนังัมนทาบทับเข้ากับร่องรอบยของมนุษย์ มีนจึงทรงพลังมากๆเมื่อเวลาถูกทำลายลง

HAIR (TAYFUN PIRSELIMOGLU/2010/TURKEY )

ชายโดดเดี่ยวเจ้าของร้านขายวิกผมในอิสตันบูล กำลังจะตาย เขาค้นพบความลุ่มหลงในเส้นผมของแม่บ้านนางหนึ่งที่มาขายผมให้กับเขาจนถึงกับติดตามเธอไป เธอเป็นเมียของชายเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพผมเริ่มหงอกที่ดูเหมือนจะนอกใจเมียตัวเอง วันแล้ววัน้ล่าเขาเฝ้าติดตามผัวเมียคู่นี้ ไดูเธอทำงานเป็นหนักงานทำความสะอาดในห้าง ตามไปดูการอาบน้ำศพของสามีเธอ เขากลายเป็นผู้ติดตามเข้าขั้นหมกมุ่น ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะก้าวล่วงเข้าไปในชีิวตของสองผัวเมียอย่างน่าตระหนก คนทั้งหมดถูกดึงดูดเข้ามาหากันก้วยพลังแห่งความสิ้นหวังและมันจะคงอยู่อย่างนั้น

หนังใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆกัยอาการที่ไม่มีอะรเกิดขึ้น แค่การติดตามดูชีวิตของอีกฝ่ายอยู่ภายนอก และจวัตรประจำวันที่เคลื่อนไปโดยแรงเฉื่อยของความสิ้นหวังซึ่งค่อยๆกัดกินชีวิต

ไปๆมาๆหนังน่าจะพูดถึงเรื่องความเป็นชายที่ไม่มีวันทำลายล้างได้ในสังคมอิสลาม คิดเอาว่าพระเอกเป็นเจ้าของร้านขายวิกที่ซึ่งผู้หยิงต้องมาถอดผ้าคลุมผมลองวิก (ในร้านมีแต่วิกผู้หญิง) เขาเองก็ทำวิก (ความเป็นหญิง) ด้วยตนเอง วิกในสังคมที่ผู้หญิงคลุมผม การวิลหาความเป็นชายของเขาก้วยการเข้าไปแทนที่สามีของหญิงอื่นนั้นถูกทำลายลงด้วยภูติผีของความเป็นชายที่ฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด กลับมาผงดาง้ำอยู่เหนือทั้งคู่อีกครั้ง

ฉากกินข้าวครั้งสุดท้ายในหนังจึงทรงพลังในแง่ของความเป็นชายที่นั่งอยู่ในจุดศุฯยืกลางหันหลังให้ผู้ชม แผ่พลังควบคุมหญิงชายซ้ายขวา และนี่เป็นครั้งแรกที่เมีย(ซึ่งต้องกินข้าวทีหลัง) ได้กินข้าวพร้อมผัว การหมกมุ่นกับการกินของตัวเมียนั้นน่าสนใจในแง่ที่ว่าเธอต้องกินอาหารที่เหลือจากผัวอยู่แล้ว แต่เธอดูเหมือนจะหมกมุ่นกัยการกินของเหลือ ทั้งจากจานของผัวและจากตู้เย็น

หญิงผมบลอนด์ลึกลับในเรื่องอาจจะเป็นสัญญะที่ตรงไปตรงมาสักหน่อยแต่ก็พอเหมาะพอเจะาในแง่ที่เธอเป็นภาพแทนของความเป็นอิื่น (ผมบลอนด์) และเป็นภาพแทนของบราซิล ซึ่งเป็นสัญญะดินแดน่างไกลในฝันของชายหนุ่ม เพลงGIRL FROM IPANEMA เป็นเพลงบอสซาโนวา ที่สมบูรณ์ทั้งในแง่ความเป็นบราซิล( ดินแดนห่างไกลในฝัน) และเพลงที่พูดถึงการหมกมุ่นในหญิงสาวอีกด้วย สาวผมบลอนด์ที่รออยู่ข้างนอกเสมอ จึงเป็นทั้งตัวเขา (ที่อยากจะเข้าไปข้างใน) เป็นทั้งความฝันไกลห่าง และเป็นภาพแทนของการหมกมุ่นที่ไม่อาจครอบครอง

การขายรถก็น่าสนใจมากว่า ปกติรถเป็นสัญญะของการหนีไปจากสภาพที่เป็นอยู่เดิมเขาน่าจะมารับเธอแล้วหนีไปด้วยกัน แต่ในเรื่องเขาขายรถที่สตาร์ทไม่ติด (การไม่สามารถหนีไปได้ การไม่สามารถเป็นผู้ชายได้) เขาขายความเป้นชายเพื่อจะเป้นชาย ขายรถมาซื้อตั๋วไปบราซิลนั่นเอง แต่การไไปไม่ได้ไกลกลับไปไม่ถึงได้สำแดงภาพของมันเมื่อเขาแค่มารับเธอไปยืนหยุดอยู่ตรงไฮเวย์

หนังเป็นเรื่องสุดท้ายของไตรภาคความตาย (อยากดูสองภาคแรกมากๆ)

การเอาผมของเธอมาทำวิกให้เธอเพื่อที่เขาจะได้หมกมุ่นในตัวเธอในแบบที่เขาต้องการก็เป็นเรื่องน่าสนใจมาก

THE KID WHO LIES (MARITE UGAS/2010/PERU)

NO. 89 SHIMEN ROAD (SHU HAOLUN/2010/CHN)

สิ่งที่ทำให้เรารักหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงคือในขชณะที่หนังเรื่องอื่นอาจนำเสนอผู้ประสบภัยเทียนอันเหมินในฐานะของเหตุการณ์เทียนอันเหมินได้ทำลายชีวิตลง แต่ในหนังเรื่องนี้กลับโฟกัสไปยังคนที่ทำอะไรไม่ได้ในเหตุการณ์นั้น ูกหลานคนชั้นกลางที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ เป็นผู้เผ้ามอง บาดเจ็บขากเรื่องส่วนตัว สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ก็เพียงแค่การพยายามเอาตัวรอดเท่านั้นเอง

การไล่ระดับของตัวละครก็งดงามมาก หลันมี่เป็นตัวแทนคนชนชั้นแรงงานที่การปฏิวัติไม่มีผลอะไรกับเธอ เธอจะสนประเทศชาติทำไม ในเมือ่ประเทศชาติไม่เคยสนเธอสักหน่อย ชะตากรรมของหลันมี่คือภาพแทนของคนที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางจะไปได้ไกลกว่านี้ ประเทศชาติได้ทอดทิ้งคนจนชนชั้นแรงงานเสียตั้งแต่เริ่มแรกไม่ว่าใครจะกุมอำนาจชะตากรรมของเธอไม่ได้ต่างกัน

ในขณะที่ปากรปฏิวัติเป็นเรื่องของนชั้นคนมีเงินเท่านั้น ข่าวการปฏิวัติมาจากลูกสาวหัวเสีรีของผู้มีอำนาจในพรรค เผื่อแผ่มาถึงภาพแทนของปัญญาชนไร้เดียงสา การไม่ไ้ด้ไปเทียนอันเหมินของทั้งคู่ ไม่ใช่เพียงภาพแทนของการตกรไฟขบวนปวศ. หากแต่เป็นภาพของการไม่อาจมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การติดอยู่ตรงกลางอย่างแท้จริงเหมือนคนชั้นกลางจำนวนมากที่นั่งร้องให้หน้าจอคอมในวันที่19 พฤษภาคม

หนังไล่ความเจ็บปวดหลายขั้นตอนตั้งแต่ความไม่สามารถทำอะไรำได้ทั้งต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือเปลี่ยนชะตากรรมของคนรัก ในขณะเดียวกันทำได้เพียงเอาตัวรอดออกจากประเทศนี้ไป และเมื่อกลับมา ความทรงจำก็ศาบสูญ เซี่ยงไฮ้โดนทุบทำลาย ไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้ไถ่บาปอีกต่อไป

แต่ดูเหมือนหนังจะบอกกลายๆว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่คนรุ่นเทียนอันเมิน แต่เป็นคนรุ่ปู่ที่เป็นปัญญาชนขุนนางเก่าที๋โดนริบภาพเขียน ลูกชายสาบสูญไปในคอมมูนของการปฏิวัติวัฒนธรรม และต้องทำทุกทางเพื่อปกป้องหลานจากเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

หนังอาจจะติดลูกคลิเชแบบหนังจีนนอสตาลเจียอยู่บ้าง แต่ความพิเศษของมันคือการพูดถึงอาการง่อยเปลี้ยเสียขาของผู้ไม่ได้ปฏิวัติ แต่อยู่ร่วมในช่วงเวลาของการปฏิวัติ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s