LABU AND LABI (P. RAMLEE/1962/MALAYSIA) ความฝันของไพร่ฟ้า

 

หนังว่าด้วยอาการฝันเพ้อของพวกคนรับใช้ในบ้านคนชั้นกลางชาวมลายู สมมติความตามท้องเรื่อง ลาบู กับลาบี เป็นคนใช้ในบ้านของเจ้านายจอมดุ ทั้งคู่ตกหลุมรักดอกฟ้าลุกสาวเจ้านายจนเก็บไปเพ้อ ลาบู เป็นคนครัว ลาบีเป็นคนขับรถ เปิ่นเทิ่ง เกียจคร้าน ช่างฝันจนเจ้านายเหนื่อยหน่าย ต้องเขกกระโหลกกันอยู่เรื่อย ตกค่ำ ลูกสาวเจ้านายเข้าบ้าน นางเป็นช่างเย็บผ้าหน้าตาสะสวย เย้บผ้าร้องเพลงให้สองหนุ่มที่ล้างจานในครัวได้ร้องเกี้ยวตาม ครั้นพอทุกคนเข้านอน สองหนุ่มก็ปูที่นอนบนชานบ้าน คนใช้เขาไม่มีห้องต้องนอนหน้าประตู จากนั้นสองหนุ่มก็ฝันกลางวัน อันหมายถึงนอนคุยกันเพ้อเจ้อไม่หลับไม่นอนทั้งๆที่ตื่ลืมตานี่แหละ

ตอนแรกทั้งคู่ฝันว่าร่ำรวย มีรถสวยขับปร๋อไปเต้นรำ สูบบุหรี่ควันผุย นั่งคุยเขื่องเรื่องธุรกิจนายจ้างใจยักษ์กลายเป้นบ๋อย และพวกเขาเป็นศรษฐี ดูโชว์ของวงพี รามลี แล้วยังได้ดูการเดินแบบครบเชื้อชาติ ทั้งจีน ฝรั่ง อินเดีย มลายู แถมยังจีบสาวนางแบบแข่งกันเสียอีก

จากนั้นก็ฝันของลาบู คราวนี้เขาเป็นทาร์ซานในป่าไพร มีอาวุธคือกายเป็นกริช และมีสมุนเป็นลิงผีซึ่งคือนายจ้างใส่ชุดลิงนั่นเอง ทาร์ซานอย่างเขากินข้าวไม่กินผลไม้ จพตำเครื่องแกงเสียด้วยถ้าลาบีไม่ปลอมเป็นเสือมาให้ท้าสู้เสียก่อน

มาถึงฝันของลาบีบ้าง คราวนี้พ่อขอเป็นคาวบอยเลย ลาบู เล่นเป็นเจสซีลาบู โจรใจหยาบ ที่ต้องดวลกับนายอำเภอในร้านเหล้า ก็คงสนุกดีถ้านายจ้างไม่มาเคากระโหลกเสียก่อน พร้อมสั่งคำให้ลาบูไปหาฟืน ลาบีไปเช้ดรถก่อนพรุ่งนี้

ก็ไอ้ไปหาฟืนนี่แหละทำให้ลาบูไปเจอช่องลับที่มีคนเอาเงินมาซ่อน เขาเลยจิ๊กเงินไปตั้งตัวเปิดบริษัทสบายใจเฉิบ ครั้งพอร่ำรวยก็จะยกขันหมากมาขอลูกสาวนายจ้างเสียเลย

ลาบีเสียใจที่เพื่อนตาย ก็ยังทำงานคนใช้ต่อไป จนเมือ่ลาบูพ่ายหรักผิดหวังไปสั่งหมอทำคุณไสยใส่นางอันเป้นดวงใจ ลาบีจึงบุกป่าฝ่าดงไปหาหินวิเศษมาใส่น้ำล้างหน้าจนนางฟื้นแล้วได้แต่งงานกัน

ลาบูผู้คลั่งแค้นปลอมเป็น โรบิน ลาบู ยิงศรมาปักหน้าต่างบอกจะมาลักตัวนางไปทำให้เพื่อนต้องสู้กับเพื่อนเสียแล้ว!!!

อันนี้พลอตคร่าวๆนะขอบอก

หนังขาวดำปี 1962 ของ P.RAMLEE ผู้กำกับคนดังของมาเลเซีย ทำในนามของชอว์ บราเดอรส์ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องท้ายนๆก่อนที่มาเลเซียจะประกาศอิสรภาพ เกิดารเปลี่ยนแปลงของทีมงาน จากสตูดิโอของชอว์ในสิงคโปร์กลับคืนบ้านในมาเลเซีย

หนังตลก รื่นรมย์สไรสติสมประดีในเซนส์ แบบเดียวกับ โรงแรมนรกของคุณรัตน์ เปสตันยี การที่หนังเป็นspectacular moment ต่อๆกันไป ทำให้นึกถึง Cinema of Attractions ที่กำลังอ่านอยู่

ขอแปลคำนี้คร่าวๆว่าเป็น’ ภาพยนตร์ยวนตา’ (ไม่ได้ตรงความหมายเลย แต่คำสวยดีพี่ชอบ) เท่าที่ได้อ่านสรุปคร่าวๆว่า ภาพยนตร์ยวนตา แรกเริ่มเดิมทีเอามาใช้อธิบายหนังเงียบยุคต้นของการมีหนัง ในโลกนี้ ในยุคนั้น หนังยังไม่มีเนื้อเรื่อง มีแต่ภาพต่อเนื่องกันไป มีภาพแบบชอตเดียวจบ ภาพแบบต่อเนื่อง (หลายชอตแต่ประสานกัน) และภาพแบบไม่ต่อเนื่อง (หลายชอตและแต่ละชอตไม่ประสานกัน มีช่วงเวลาโดดเด่นเป็นของตนเอง) ภาพยนตร์ยวนตา เอาไว้อธิบายเรื่องแบบนี้นี่เองนั่นแหละ

พอภาพยนตร์มีการสอดแทรกเข้ามาของเนื้อเรื่อง (หลังปี 1906) ปวศ.ภาพยนต์ก็โดนนำโดย ปวศ.ของภาพยนตร์เล่าเรื่อง แต่นี่คืออีกสายหนึ่งของภาพยนตร์ ในสายตาของปวศ.ภสพยนตร์แบบเดิม มีเมลิเยส์ เป็นเล่าเรื่อง และ ลูมิแยร์ เป็นแบบไม่เล่าเรื่อง แต่ในสายตายของทอม กันนิง บอกว่าทั้งสองแบบเป็น ภาพยนตร์ยวนตาเหมือนกัน เพราะมันเป็นความตื่นตาของภาพมากกว่าจะสอดประสานเล่าเรื่องจริงๆ

ทีนี้หลักๆภาพยนตร์ยวนตามันต้องมีองค์ประกอบที่หยิบยืมมาจากพวกละครสัตว์ หรือโชว์ต่างๆ นั่นคือการที่มันเป็นพวกชอบโชว์ แต่ละฉากจะแสดงตัวเป็น โมงยามแห่งความตื่นตาตื่นใจในตัวมันเอง เหมือนเวลาดูโชว์ แล้วเจอฉากไคลแมกซ์ (สึกถึงโชว์นางก้าก็ได้ มีspectacular ตลอดเวลา)แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้สอดประสานเล่าเรื่องอะไร ไม่ได้ทำเพื่อรองรับเนื้อเรื่องไม่ใช่สุนทรียศาสตร์แบบจมดิ่งลงในเรื่องเล่า แต่เป็นการนั่งดูฉากอลังการต่อเนื่องกันไป

เขายกตัวอย่างองค์ประกอบของภาพยนตร์ยวนตา ก็เช่น มีฉากตัวละครหันมาพูดกับคนดุโต้งๆตรงๆ มีฉากร้องเพลง(พวกหนังมิวสิคัลจึงเป็นตัวแบบของภาพยนตร์ยวนตามากๆ) มีฉากที่ขายความอลังการ หรือขายของ (เช่นฉาก ตัวละครชายแก้ผ้าอย่างไร้เหตุผล เอ่อ ตัวละครหญิงด้วย) การโคลสอัพใกล้ชิด มันมุ่งเร้าอารมณ์ผู้ชมโดยตัวของมันเองในฉากนั้นๆเองโดยไม่เกี่ยวกับตัวเรื่อง

ส่วนจะส่งผลอย่างไรยังอ่านไม่ถึงแต่คงในทำนองว่ามันได้นำพาความพาฝันของผู้ชมในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ทั้งบวกทั้งลบด้วยการจับมาทำให้เห็นเป็นภาพ ให้ได้ชักว่าวทางอารมณ์สมับเป็นรสนิยมของสังคมสมัยใหม่ (อันนี้มั่วนะ)

LABU LABI นี่มีครบองค์กระกอบที่ว่าไป ทั้งการพูดกับคนดู การร้องเพลง(เพราะมากๆๆ)อย่างไร้เหตุผล การขายฉากพาฝันสามร้อยห้าสิบฉากอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย (แหงล่ะ หนังมันคือฉากความฝันรต่อเนื่องกันไป) หนังแทบไม่มีเรื่องราวมีแต่ฉากพาฝันต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ

อาการพาฝันของมันจึงยวนตายวนใจ ใ้ความรู้สึกของผู้ชมพุ่งขึ้นถึงจุดสุดขีด โดยเแพาะกัยคนชั้นล่างที่อยากเหลือเกินที่จะเห็นเจ้านายกลายเป็นลิงค่างบ่างชะนี หรือเป็นบ๋อยให้กดหัวใช้ การสร้างโมงยามแบบนั้นทำให้ผู้ชมถึงกับหลั่ง ได้โดยไม่ต้องสนใจเนื้อเรื่อง หนังจึงถือว่าเป็นอภิมหาตัวอย่างของCinema of attractions ได้อย่างยิ่ง

ไปกันต่อ ทีนี้ลองมาดูความฝันของสองหนุ่มบ้าง
มันน่าสนใจมากๆที่ฉากหนึ่งในหนังคือฉากความฝัน ที่สาวๆมาเดินแบบ อันที่จริงหนังมลายูไม่ค่อยข้ามเชื้อชาติ (อ.เล็กบอกมา) นอจากหนังของพีรามลี บางเรื่อง ก็แทบไม่เคยเจอ แต่ในหนังเรื่องนี้ซึงเป้นหนังช่วงปลายอาณานิคม มีตัวละครครบทุกชาติแม้แต่ฮิน ดี แต่มาในรูปของนางแบบนะ หนังมีฉากเดินแบบ ครบทุกชาติพันธ์ุ สาวจีน สาวมลายู สาวฮินดี แม้แต่สาวเจ้าอาณานิคม แบบอังกฤษ ! อย่างไรก็กีนี่ไม่ใช่อารมณ์รวมชาติ แค่ทุกคนมีพื้นที่เท่ากันแต่ บนแคตวอล์ค ให้เป็นที่จับจ้องของผู้คน ในฐานะ วัตถุแห่งการจับจ้องมอง ซึ่งน่าสนใจดีในแง่นี้

แถมตัวหนังเอาเข้าจริงมันยังมีอาการแบบauto colonial ที่น่าสนใจมากๆ เมื่อตัวเอกเป็นคนมลายูเหมือนกัน แต่คนชั้นหลางที่จ้างคนใช้ในบ้าน แต่คนใช้ในบ้านต้องทำตัวเยี่ยงคนรับใช้ของเจ้าอาณานิคม แต่งตัวสีขาวปลอด มียูนิฟอร์มคนรถ คนครัว มีหมวกกุ๊กให้ใส่ด้วย กล่าวคือ ในที่สุดคนมลายูชั้นกลางก็รับเอามรดกเจ้าอาณานิมคมาใช้เสียงเองครื้นเครงในหัวใจ อย่างไรก็ดี ตัวหนังกลับไม่ได้มุ่งวิพากษ์เจ้าอณานิคมสักกะนิด ตัวมันกลับทำหน้าที้่เป็นหนังวิพากษ์ชนชั้นกันเองในมลายูมากกว่า

ไปกันต่อ เราพบว่าความฝันของสองหนุ่มที่จริงผูกพ่วงอยู่กับGenre หนังด้วยนะ ในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังแบบทาร์ซาน คาวบอย อะไรแบบนั้นมันยั่วล้อความเป็นหนังเมื่อตัวละครหลักของเราเข้าไปเป็นเจ้าอาณานิคมผ่านทางการเป็นทารืซาน หรือคาวบอย เสียเอง แต่ที่แสบทรวงคือทั้งหมดนั้นเป็นฝันกลางวัน ฝันตอนตื่นตอนนอนคุยเล่นกัน แต่พอฝันจริงๆเขาก็ฝันกันเป็นมลายูว่าเจอเงินแล้วกลายเป็นคนรวย แล้วต่อสู้กันด้วย เอ่อ คุณไสย หินวิเศษ อะไรแบบนั้น (ในส่วนนี้น่าสนใจมากว่าหากคนใช้ได้เงินแล้วตีเสมอเจ้านายแล้วไซร้จะถูกลงโทษอย่างสาสมผิดกับคนใช้แสนดีที่จะได้ดอกผลของความดีตอบแทน)

สุดท้าย หนังพูดผ่านกรอบของเวลาที่น่าสนใจมากๆ กฃล่าวคือทุกช่วงของความฝันและความจรีิงจู่ๆหนังจะตัดไปหาหอนาฬิกาเสมอ เพื่อบอกให้รู้ว่านี่ผ่านไปกี่ขั่วโมงแล้ว ไอ้พวกนี้ไม่หลับไม่นอนมาฝันกันอยู่ได้ มันทำให้นึกไปถึงบทสนทนากับลุงลาฟ ที่ลุงลาฟเล่าว่าในความคิดของแก วัฒนธรรมลายูเป็นวัฒนธรรมที่ขึ้นกบัดินฟ้าอากาศ ไม่ขึ้นกับเวลา ในฐานะของสังคมกเษตรกรรม งานจะเริ่มเมื่อลมฟ้าอากาศเป็นใจ โดยไม่ได้มีกรอบเวลากำหนด กรอบเวลา เป็นกรอบคิดแบบเจ้าอาณานิคม ที่กำกัยบว่าเวลานี้ต้องไปทำงาน ต้องนอน ต้องสวดมนต์ กรอบคิดแบบนี้ได้คดง้างและเปลี่ยนแปลงกรอบคิดดั้่งเดิม (เป็นหตุผลหนึ่งที่ลุงลาฟ ต่อต้างกรอบคิดเชิงเวลาด้วยการทำหนังยาวสิบชั่วโมง) ที่นี้ไอ้การที่เราเห็นหอนาฬิกาตลอด ในหนังเรื่องนี้มันยิ่งตอกย้ำทฤษฎีของลุงลาฟให้ชัดเจนขึ้นว่าชาวมลายู๔โดนกดโดยเจ้าอาณานิคมผ่านเรื่องกรอบคิดอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การแต่งกาย ยูนิฟอร์ม ไปจนถึงกรอบคิดเชิงเวลาของการไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน

กล่าวแบบถึงที่สุดก็ต้องบอกว่า หนังป๊อปปูล่าร์ โปกฮามหาสนุกเรื่องนี้ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจได้ซ่อนประเด็นหลักแหลมคมคายไว้เป็นจำนวนมากให้ได้คุยกันยาวๆ และที่แน่ๆมันเป็นหนังบ้านๆที่สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ต้องอาร์ตแตกก็คมได้!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s