HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ (ชูเกียรติ ศักดิ์วรีระกุล/2012/ไทย ) รักเก่าที่บ้านเกิด

ด้วยอาการเดาเอาเอง ตอนที่หนึ่งน่าจะเป็นความสุข ตอนที่สามคือความรัก และตอนที่สองคือความทรงจำ
ของเริ่มต้นจากประเด็นการพูดของตัวละครก่อน

อันที่จริงโมเมนต์สั้นๆในตอนที่หนึ่งนั้นเหมาะเจาะงดงามมากในท่วงทำนองของการกลับไปหวนรำลึกถึงการจากลาในรั้วโรงเรียน อดีตหวานชื่นและขื่นขม เรื่องของความรักทยังไม่ไ้ดเกิดขึ้น ช่วงสั้นๆที่ตัวละครอยู่ด้วยกัน หนังคุมโทน โฮโมอีโรติคได้ดีมากๆ แต่โดยส่วนตัวเราอาจจะติดความประดิษฐ์ประดักประเดิดของการซ่อนนัยเพื่อจะบอกถึงตัวละครผ่านทางบทสนทนา การแอบซ่อนของมันจงใจไปนิดสำหรับเรา กล่าวถึงที่สุดเราอาจเชื่อไม่ได้ว่าตัวละครจะซ่อนนัยเพื่อพูดถึงตัวเองมากขนาดนั้นในเวลาแค่คืนเดียว การพูดของตัวละครในเรื่องนี้คือการพูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ ตัวละครสองตัวแปลกหน้าต่อกัน พูดกันแล้วซ่อนลักษณะของการพูดถึงตัวเองเอาไว้ ด้วยคำที่ต้องให้คิดต่อ คิดไปเอง คิดเป็นตุเป็นตะ การพูดถึงที่สุดแทบจะเป็นการพูดใส่ตัวเอง และใกล้ชิดกันมากขึ้นเพราะการพูดนั้นไม่ใช่ทำให้รู้จักกันมากขึ้น แต่รู้จักตัวเองมากขึ้น

ในตอนที่สองนั้นอาจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด อาจจะเพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจมากๆอยุ่ด้วยนั่นคือเรื่องของชีวิตหลังความตายของคนเป็น การที่ต้องอยู่กับความทรงจำของคนที่ตายไปแล้ว และร่องรอยที่หลงเหลือทั้งปัญหา และความดีงาม ตอนนี้เป็นตอนที่ดีที่สดของหนัง(ในมุมมองของข้าพเจ้า) เพราะเป็นตอนที่ตวัละครได้พุดมากที่สุด

การพูดโมโนลอกของเพ็ญพักตร์ (ที่เล่นดีมากๆๆๆๆๆๆ) เป็นการพูดคนเดียว(ด้วยการพูดกับคนตาย) เพื่อที่จะำด้รุ้จักตัวเอง (การพูดเพื่อรู้จักตัวเองคือหัวใจของเรื่องนี้) ในขระเดียวกัน คนตายก็ได้พูดด้วย พูดผ่านร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้ กระดาษโน๊ตนั่นนี่ การพูดของคนตายนี้น่าสนใจในแง่ที่ว่ามันเป็นการพูดนอกบริบท อันหมายถึงคนตายก็ตายไปแล้ว สิ่งที่เขาพูดก็จบไปแล้ว แต่การที่มันยังล่องลอยอยู่ทำให้มันโบยตีความทรงจำผู้คนไม่สุดสิ้น ผ่านทางการคิดไปเองว่าคนตายกำลังพูดใหม่ คำพูดนอกบริบทกลายเป็นคำพุดในบริบทใหม่ที่เปลี่ยนความหมายไปหมด การอยากกินเบียร์ในตอนนั้นกลายเป็นการอยากในตอนนี้ กลายเป็นเรื่องคนเป็นที่ ‘คิดแทน’คนตาย ผ่านทางร่องรอยที่คนตายทิ้งไว้ให้ (ซึ่งเฉลยกลายๆว่าหลายเรื่องผิด เช่นใบมีดเครื่องตัดหญ้า หรือหนี่้ที่คนตายไม่ได้พูดถึง) การพูดของคนตายกลายเป็นทั้งปัญหาและเครื่องปลอบประโลม และการกลับไปยังบริบทของการพูดเดิมคือทางแก้ปัญหา การปล่อยคนตายออกจากการยังไม่ตาย คนที่เป็นจำต้องทุกข์ทรมานต่อไป จากร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ให้

แต่ตัวละครที่ดีที่สุดในเรื่องและน่าสนใจที่สุดในเรื่องกลับเป็นตัวละครอย่างไอ้เหว่าและอีชมพู่สองผัวเมียคนงานญาติห่างๆ กับฉากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่ดีที่สุดและกล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในหนังไทย (นับจากฉากรอยยิ้มสุดท้ายในทอมแฮงค์ แห่ง รัดกจัดหนัก) การที่ตัวละครคนงานหรือพิรตี้ สามารถกล้าจะเปิดเผยปัญหาทางเพศต่อหน้าเจ้านาย หรือญาติห่างๆที่มีศักดิ์สูงกว่า ตามมาด้วยฉากการร่วมเพศแบบท้าทาย โดยที่การร่วมเพศนี้ถูกเจ้านายคิดไปเองว่าจะนำมาซึ่งการสืบพันธุ์ ยิ่งทำให้มันน่าสนใจเมือ่หนังให้ผู้หญิงที่เพิ่งพูดว่าถ้าไม่เอากันจิ๋มจะปิด พูดถึงการแตกในแตกนอกในเวลาต่อมา เพราะดูเหมือนเซกส์เพื่อการสืบพันธุ์เป็นเซกส์ที่รับได้ แต่ต้องในบริบทการแต่งงาน ตัวละครไม่ได้แต่งงานกันแต่มีเซกส์เพื่อสืบพันธุ์ ตามประสงค์อ้อมคอ้มของเจ้านาย เลยเป็นทั้งการยอมจำนนและท้าทายไปด้วย

ในเวลาต่อมา ตัวละครที่ได้พูด/พูดได้มากที่สุดในเรื่องอย่างชมพู่นี้เองเป็นคนเผาทำลายคำพูดของคนตาย คำพูดนอกบริบทที่ถูกทำลายลงกระตุ้นเตือนว่าเรากำลังรับเองคำพูดเดิมมาพูดซ้ำ พูดใหม่ พูดผิด เพื่อปลอบและขู่ตัวเราเอง

แต่การพูดกลับกลายเป็นปัญหาในตอนที่สาม ในตอนนี้ปัญหาใหญ่ของมันคือการที่ในขณะที่สองตอนแรกไม่มีตัวละครที่เป็นผู้ชายที่ได้พูด (ตัวละครชายในตอนแรกถูกกำจัดด้วยซ้ำ) ตอนนี้จึงเป็นตอนเดียวที่เป็นการพูดของผู้ชาย ปัญหาของมันคือการพูดนี้เป็นการพูดแบบปิตาธิปไตยมากๆ

หนังโฟกัสความสับสนล่มสลายทางจิตใจของเจ้าสาวที่ไม่ถูกกับญาติเจ้าบ่าว เจอคนรักเก่าในงาน และยิ่งพยายามจะควบคุมงานแต่งก็ยิ่งเละ ตัวละครของนุ่นศิรพันธุ์ (เล่นดีมากๆๆๆๆๆอีกคน) กลายเป็นตัวละครที่อยากจะพูดแต่พูดไม่ได้ แถมยังฟังไม่ได้ด้วย (เธอไม่สามารถฟังแม่เจ้าบ่าวได้ กระทั่งเจ้าบ่าวก็ยังไม่ให้เธอฟังผ่านทางการไม่พูด) การพูดของเธอไม่ได้เป็นการพูดในฐานะของการพูดได้ แต่เป็นการพูดของคนที่พูดไม่ ได้ อันที่จริง ฉากของเธอกับลิฟท์สุพจน์ เธอก็ไม่ได้พูด มีแต่ผู้ชายที่เป็นคนพูด และเธอยอมตาม ด้วยฤทธิ์ของเหล้า แดดเช้าหรือถ่านไฟเก่าก็แล้วแต่

ให้ง่ายคือปรารถนาของเธอกลายเป็นสิ่งลึกลับ การพูดของเธอในช่วงท้ายของเรื่องกลายเป็นการพูดของคนที่พูดไม่ได้ แล้วยังพูดอะไรผิดๆให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก ในหนังเรื่องนี้เจ้าสาวได้เรียนรู้ว่ากรพูดของเธอ หากเธอพูด /พูดได้ จะเป็นบาปผิดติดตัวชนิดหนึ่ง

ตรงกันข้ามกับเจ้าบ่าว การพูดของเจ้าบ่าวถูกพูดผ่านทางการไม่พูด การไม่พูดแสดงออกได้ดีที่สุด การไม่พูดคือการพูด เพราะเป็นการไม่ยินยิมต่ออำนาจของการพูดของคนอื่น (เจมส์เล่นดีมากๆๆๆๆๆด้วย) ตัวละครเจ้าบ่าวเป็นคนเก็บงำและไม่พูด แต่การไม่พูดของเขาเป็นการสื่อสารชนิดหนึ่งคือการสื่อสารความมีอำนาจ(คนออกเงินจัดงาน คนร่ำรวย) การที่เขาไม่พูดเพราะรักษาน้ำใจหรือเพราะไม่มอยากให้มีเรื่อง หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ทำให้การไม่พูดนั้นได้ยกตัวเขาออกจากปัญหา ได้ทำให้เขาพูดได้โดยไม่ต้องพูด

และเมื่อเขาพูด หายนะก็บังเกิด!

การพูดของเจ้าบ่าวในช่วงสุดท้ายของหนังคือปัญหาใหญ่มากๆ ในแง่ที่ว่าเมื่อเขาเริ่มพูด พูดถึงหยิงคนรักด้วยสถานะเดียวกันกับพนักงานเพื่อจะบอกว่าเธอทำผิดพลาด เขาให้อภัย การพูดของเขา ไม่ใช่การพูดของคนที่รู้สึกว่าตัวเองก็มีส่วนร่วมในอาชญากรรมความรัก แต่ตัวละครของเขาพูด เพื่อที่จะกดการพูดในช่วงก่อนหน้าของเจ้าสาว การพูดของเจ้าบ่าว เป็นการย้ำว่าความสับสน อ่อนไหว และการพูดของเจ้าสาวเป็นสิ่งผิด เขาได้ช่วยตอกย้ำด้วยการให้นามของความรัก เพราะฉันรักเธอฉันจึงอภัยในความผืดของเธอ ความรักของเจ้าบ่าวจึงเป้นความรักแบบชายเป็ยใหญ่มากๆ เพราะฉันรักเธอฉันจึงปล่อยให้เธอเดาเอาเองว่าฉันคิดอะไรอยู่ (แบบเดีนยวกับคนที่ตายไปแล้วในตอนสอง) การพูดของฉันคือการคล้องเธอด้วยความรักเพื่อบอกว่า’ฉันอดทนมากแค่ไหนที่รักเธอ ‘ สาเหตุที่ฉันอดทน เพราะเธอทำผิด เธอทำผิดฉันให้อภัย ไม่ใช่เพราะฉันผิด การพูดของเจ้าบ่าวเป็นการโยนขี้ไปให้เจ้าสาวเพื่อจะบอกว่า ฉันผิดเพราะฉันพูด

ดอกพุทธรักษาจึงเป้นสัญญะหมอ่นเหม่มากๆ ว่าถ้าเธอได้อย่างที่เธอต้องการ (ที่ฉันต้องลำบากไปเอามาให้ ) ฉันก็จะล้างความผิดของตัวเอง และเธอจะยอมรับความผิดนั้นเอาไว้ ด้วยกรอบคิดที่การแต่งงานต้องดำเนินไป

ตอนที่สามเลยกลายเป็นการพูดของผุ้ชาย พูดแบบผู้ชายซึ่งทำลายการพูดของเกย์ และของผู้หญิงไปโดยไม่ตั้งใจ

อย่างไรก็ดีมันก็สะท้อนภาพการพูดหลากหลายแบบที่น่าสนใจมากๆ

นอกเหนื่อจากนี้หากมองสามเรื่องเป็นเนื้อเดียวแล้ว ประเด็นที่เราควรพูดถึงมากๆๆ อันหนึ่งคือประเด็นที่ทางของคนต่างจังหวัดในสังคมไทย

เพราะเอาเข้าจริงเราจะเห็นว่าหนังทั้งสามเรื่องเกี่ยวโดยงอยู่กับการพลัดพรากจากกันในระดับหนึ่ง มันคือเรื่องสำคัญในตอนแรกที่เด็กมัธยมที่เรียนจบจะเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพ โมงยามดีๆในตอนแรกคือภาพขถวิลหาอดีตของเด็กต่างจังหวัด อดีตซึ่งพลัดพรายไปในตอนที่สอง ที่ในจุดหนึ่งพูดถึง รักเก่าที่บ้านเกิด ประโยคทีลิฟท์ถามบอกนู่นว่าการพูดการจาเปลี่ยนไป เพราะไม่ได้ได้อู้คำเมืองแต่ไปพุดภาษากรุงเทพเสียแล้ว การออกจากบ้านทำให้รักเก่าต้องเลิกร้างห่างกันในที่สุด แต่ละคนมีขชีวิตเป็นของตัวเอง ละถึงที่สุดในตอนที่สามก็เป็นลุกที่อยู่ห่างไกลพอ่แม่ เป็นลุกที่บอกว่า แม่ควรจะปล่อยพ่อไป แล้วลูกๆก้กลับกรุงเทพเพื่อให้แม่จมอยุ่ในความทรงจำเพียงฝ่ายเดียว

ความสัมพันธ์ของกรุงเทพในฐานะของการดึงดูดหนุ่มสาวไปจากบ้าน ถูกจัดวางอย่างน่าสนใจในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพราะนี่มันคือชะตากรรมของคนต่างจังหวัดมากกว่าครึ่งในประเทศนี้ (ต่อให้เป็นเชียงใหม่ก็เหอะ)

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามHOME ก้ออกมาเป็นหนังไทยที่น่าพอใจมากๆเรื่องหนึ่งในรอบปีนี้

 

2 thoughts on “HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ (ชูเกียรติ ศักดิ์วรีระกุล/2012/ไทย ) รักเก่าที่บ้านเกิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s