TAKE SHELTER (JEFF NICHOLS/2011/US) ความป่วยไข้ของคุณพ่อรู้ดี

despite the age i have nothing in common with Micheal Shannon in this film ,but i shared his experienced of having nightmares and wake up with the feeling of exhausting , so in terms of passive person like me i think this film was a very feel bad film -that’s why i really loved it.

จริงๆข้องใจฉากจบของหนังนิดหน่อยจนอดสงสัยไม่ได้ว่าหนังจะบอกอะไรกันแน่ระหว่าง การพูดถึง ‘ความป่วยไข้ของคุณพ่อรู้ดี’ที่การพยายามปกป้องครอบครัว พยายามจะกอบรักษาให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน การเห็นสิ่งอื่นเป็นปฏิปักษ์จากความเสี่ยงของมัน แล้วจัดการทำลายความเสี่ยงอย่างบ้าคลั่ง นำพาครอบครัวไปสู่หายนะในท้ายที่สุด กับการเป็นหนังที่สะท้อนสภาวะไม่มั่นคง เอาแน่ไม่ได้ของคุณพ่อรุ้ดีในสังคมทุนนิยม อาการหวาดกลัวพายุที่มองไม่เห็นของเขาเป็นอะไรระหว่างอาการของโรคประสาท กับการเป็นผู้ทำนายที่กลายเป็นบ้า

แต่ไม่ว่ายังไง ฉากจบของหนังก็น่าสนใจอยู่ดี ไม่ว่าจะบ้าหรือไม่ พายุอาจจะมาหรือไม่มาก็ได้ และเอาเข้าจริงก็ไม่มีหรอกหลุมหลบภัย

TAKE SHELTER จึงไม่ได้เป็นเรื่องของการหลับภัย แต่เป็นการป้องกันเหตุร้าย สร้างหลุมหลบภัยก่อนภัยมา ซึ่งมันเหวี่ยงไปมาระหว่างความเพี้ยนกับความรู้สึกป้องกันภัย คุ้มภัย อันเป็นความรู้สึกร่วมของคุณพ่อรู้ดีชาวอเมริกัน


น่าสนใจว่าหนังเล่าว่าลูกสาสที่หูหนวก อาจจะไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด (ผมยังถอดบู้ต และฉันยังพูดกระซิบ) แต่หนังก็ไม่ได้บอกถึงปวศ.บาดแผลทั้งของตัวครอบครัว และของตัวเอก (การที่มีแม่เป็นบ้า) การจากไปของแม่ทำให้เขาหมกมุ่นกับการการไม่ยอมจากไป การสร้างหลุมหลบภัยเป็นเครื่องหมายของการอยู่รวมกันในทุกมิติ มันไม่สำคัญว่าจะมีภัยหรือไม่มี มันสำคัยที่หลักประกันว่าถ้าหากมีภัยแล้วล่ะก็

ความรู้สึกถึงภัยจึงสำคัญกว่าภัย (การรู้สึกถึงการโดนกัดจากความฝัน หรือการพยายามย้ายเพื่อนร่วมงานจากความรู้สึกของการถูกทำร้าย) ความรู้สึก ตระหนักถึงภัยร้าย คือความเสี่ยง การกำจัดความเสี่ยงเป็นการตอบโต้ต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น และการตอบโต้ก่อนมันจะเกิดขึ้นคือลักษณะของการปกป้องคุ้มภัย ไม่ใช่การแก้ปัญหา หรือผเชิญความยากลำบาก ความหมกมุ่นกับการปกป้องคุ้มภัยของตัวเอก จึงไม่ได้มาจากการมองเห็นปัญหา แต่เป็นการมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตรืบาดแผลของตัวเองแล้วพยายามป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างล้นเกิน

หนังเน้นย้ำค่าใช้จ่ายของการป้องกันภัยที่ต้องเอาบ้านไปจำนอง ยกเลิกวันหยุด หรือ อาจจะไม่ได้ผ่าหูให้ลูกสาว (การที่ลูกสาวหูหนวกได้รับการปกป้องที่ล้นเกินเป็นสัญญะที่น่าสนใจมาก)

เจสสิก้า เชสแทนน่าสนใจมากในฐานะของเด็กดีของคุณพ่อ เมียที่ดีของผัว เมื่อเธอรู้เรื่องฝันร้าย เธอยืนเคียงข้างเขาในทุกขั้นตอน และปล่อยให้เขาปกป้องเธอต่อไป เธอจึงไม่ยอมรับว่าผัวเะฮเป็นบ้า (หรือออาจจะไม่) การที่เธอตัดสินใจในช่วงท้าย ก่อนพายุจะมา เป็นการตัดสินใจ ลดร่ายจ่ายเพิ่มรายได้ รัดเข็มขัดประหยัดเพื่อรัฐ โดยไม่ได้มองว่านี่คือการป้องกันที่ล้นเกิน จนกระทั่งเมือ่พวกเขาได้ลงไปในหลุมหลบภัยจริงๆ

ฉากจบอาจจะทำลายสิ่งที่ว่าไปทั้งหมด ในเมืองมันอาจจะมีขึ้นมาจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่ถึงที่สุดกลับมาเสียดเย้ยว่าการปกป้องอันล้นเกินไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี ในฉากนี้ทุกอย่างจึงรวมศูนญืรุนแรงอยู่ที่ใบหน้าทำอะไรไม่ถูกของตัวละคร(ไม่พวกเขาไม่ได้มองหน้ากันเพื่อจะบอกว่า กูบอกแล้วไงต้องมี แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้อยุ่ดีแม้จะพยายามแล้ว) ฉากนี้รุนแรงในระดับเดียวกับฉากจบของA SERIOUS MAN ซึ่งที่จึงเป็นผู้ชายแบบตรงข้ามกับไมเคิลแชนนอนในเรื่องนี้ หนังสองเรื่องนี้ควรฉายคู่กันอย่างยิ่ง

ขอกราบ ไมเคิล แชนนอน และ เจสสิก้าเชสแทน นี่สิคุณค่าที่คุณคู่ควรกว่าต้นไม้ของชีวิต ตลกดี ที่เชสแทนเล่นบทซ้ำกับบทตัวเองในTREE OF LIFE และ ไมเคิล แชนนอนเล่นบทซ้ำกับ เคริ์สเตน ดันทส์ในMELANCHOLIA ซึ่งทั้งหมดอยู่ในปีเดียวกัน แต่ชอบเรื่องนี้มากกว่าสองเรื่องที่กล่าวไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s