วีระพงษ์ วิมุกตะลพ :นัยน์อนุทิน

หนังของวีระพงษ์ อวลกลิ่นอายละม้ายคล้ายกับหนังของ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ (ซึ่ง รับหน้าที่เป้นโปรดิวเซอร์และมือตัดต่อใหอยู่บ่อยๆ) หนังของเขาปล่อยให้เราประกอบสร้างเรื่องเล่าจากข้อมูลอันจำกัดเอาเอง   เรื่องเล่าจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นไม่ใช่จากการให้ข้อมูล แต่จากการไม่ให้ข้อมูล การแต่งเรื่องจากภาพนำพาเราไปสู่ขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องที่เราต้องคิด ต่อเอาเอง หนังของวีระพงษืคือการสังเกตสังการความงดงามของสิ่งละอันพันละน้อยในซากปรักหักพัง ในความยากจน บนถนนรนแคมของความทุกข์ระทม หนังของเขามักถ่ายด้วยกล้องวีดีโอ (ซึ่งเป้นกล้องตัวเดียวที่เขามี) ภาพเกรนแตกุ่นมัวช่วขัยเน้นความเรื่อเรืองในความหม่นหมองของชีวิตผู้คนชั้นล่างซึ่งเขาเฝ้่าสังเกตด้วยสายตาของความเป้นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

ใน สีบนถนน ฉากภาพที่ปรากฏคือภาพจากตัวรถไฟ ทดสายตามองลงไปยังชานชาลา สถานีฉะเชิงเทราในยามเย็น ส่องต้องเงาแดดสีทองแห่งสนธยา กล้องค่อยๆ เคลื่อนห่างตัวสถานีพร้อมกับตัวรถไฟซึ่งเคลื่อนไป มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ  ตลอดการเดินทาง คล้ายกล้องเหม่อมองไปนอกตัวรถ จ้องมองภาพชีวิตจากสองข้างทาง ภาพของชุมชน ภาพของท้องทุ่ง เสาไฟฟ้าแรงสูง อาคารร้าง ยิ่งเข้าใกล้กรุงเทพ เมืองยิ่งเรืองรอง ตึกรามบ้านช่องตามไฟสว่างไสว รถไฟเคลื่อนเชื่องช้าไปในพราวแสงไฟนั้น สิ้นปลายทางที่สถานีหัวลำโพง

จากนั้นกล้องกวาดเกร่ไปในกรุงเทพ จ้องมองแสงแดดเช้าที่ค่อยสาดลงบนถนน จ้องมองผู้คนจากแฟลตสูงแออัด เด็กๆ ของเมืองหลวงนั่งเบียดกันห้อยขาตรงริมระเบียง  เด็กในกองซากปูนปรักหักพังใต้ทางด่วน คนขายผลไม้เข็นรถของตนไปตามถนน กล้องกวาดเข้าไปในหมู่อาคารรกร้างที่สร้างไม่เสร็จ ถนนอันคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนจากที่นั่นที่นี่ สนามหลวงในยามค่ำคืน จ้องมองคนจรหมอนหมิ่นปูผ้าพลาสติกลงพักนอนกลางงาน จ้องมองไปตามความมืด


จากวันสู่วัน กล้องยังคงเกร่ไปตามถนนหนทาง พาเราไปเที่ยวกรุงเทพด้วยตาของคนแปลกถิ่น ที่ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความเรืองรองของกรุงเทพ หากกว่าตาติดดินไปยังบรรดาคนชายขอบ ชุมชนชาวบ้านยากจนที่ดิ้นรนอยู่ในเมือง กล้องพาเราไปยังที่เสื่อมโทรมนอกสายตาของความงามพร้อมสรรพ์ ราวกับทอดน่องท่องไปในกรุงเทพอันเดอร์กราวนด์  ดินแดนที่เราต่างรู้ว่ามีอยู่แต่ไม่เคยเหยียบย่างกระทั่งเหลียวไปพินิจ  จวบจนกระทั่งไปได้ครึ่งทาง กล้องพาเราซอกซอนไปค่ำคืนของหมู่ตึกแถวแออัดเพื่อไปจ้องมองผู้ชายคนหนึ่ง พลันมีตัวหนังสือพาดขึ้นบนจอ เรื่องของพ่อผู้ซื้อกล้องให้กับเขา โดยที่รู้ในใจว่าต่อไปเขาต้องเดินไปคนเดียว

หลังการจ้องมองพ่อโดยไม่ได้พบ กล้องพาเรากลับคืนมายังสถานีรถไฟ  รถไฟวิ่งสวนเส้นทางเดิมกับขามา มุ่งหน้ากลับบ้านในสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา เส้นทางเดิมกับที่เราเห็นในตอนแรก มืดมัวหมองลงไปส่วนหนึ่ง จวบจนกระทั่งกล้องพาเรากลับมายังปากทางเข้าบ้าน ถนนลูกรังเจิ่งนองน้ำขังและโคลนหยำเยอะ  บ้านไม้โบราณที่ข้างใต้เป็นลานดินแข็งแห้งแตก บ้านซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในทุ่งร้าง กล้องพาเราไปยังท้องทุ่งริมทางรถไฟ ไกลๆ เป็นตึกแถวใหม่สวยหรู แต่ตรงนี้เป็นทุ่งหญ้าท่วมหัว สนธยาแล้ว รถไฟเดินทางผ่านไปแล้วแต่เขาเพียงจ้องมองมันอยู่อย่างเงียบเศร้า

และนี่คือทั้งหมดที่เราได้ชมตลอด 62 นาที ของ ‘สีบนถนน’   ภาพยนตร์โดย วีระพงษ์ วิมุกตะลพ หนัง ซึ่งอาจจะเหมือนเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่โดยสารรถไฟไปตามหาพ่อ พลอตที่ดูเหมือนธรรมดาธรรมดา แต่ทั้งหมดนั้นถ่ายผ่านกล้องซึงแทนดวงตาของเขา  กล่าวอย่างง่าย ตลอด 62 นาทีของหนังเราจะได้เห็นแต่เพียงภาพของบรรยากาศ สถานที่ ฝุ่นควัน แสงไฟ ถนนหนทาง ซากตึก โดยไม่มีคนอยู่บนจอ มีเพียงสถานที่ และบรรยากาศ  ภาพผู้คนที่เราได้เห็นคือภาพฉายของคนที่เขาผ่านพบระหว่างทาง ในขณะเดียวกันฉากไหนที่เขาจะแสดงความมีอยู่ของตัวเอง เขาจะวางกล้องไว้กับพื้น เราจะเห็นก็แต่เท้าของเขาเท่านั้นที่แทนตัว

แล้วมีอะไรในหนังทำคนเดียว ถ่ายคนเดียว และอาจจะเข้าใจคนเดียวเรื่องนี้ ตัวหนังเรียกร้องผู้ชมให้เดินตามตัวผู้กำกับไป  มองจากมุมที่เขามอง โดยไม่ให้ข้อมูลพื้นฐานใดๆ ราวกัยเราควรรู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มขึ้นจนจบลง คนดูถูกนำพามาทิ้งไว้กลาง ‘วิสัยทัศน์’ ของผู้กำกับ ค่อยๆ เลาะตะเข็บรื้อสร้าง โลกของเขา เรื่องเล่าของเขาจากสิ่งที่คนดูได้พบเจอในหนังจากวิธีที่เขาจ้องมองสิ่ง ต่างๆ สิ่งที่เขาเลือกมอง ที่เขาตามหา และที่เขาค้นพบ

ภาะวะอิหลักอิเหลื่อที่หนังมอบให้ จึงกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เราอาจบอกได้ว่านี่มันหนังอะไรวะมีแต่ภาพกรุงเทพเน่าๆ  แต่ในอีกทางหนึ่งเราก็บอกได้เลยว่า นี่เป็นไดอารี่ทางตาที่น่าทึ่งมาก เพราะว่าหนังเต็มไปด้วย การจ้องมองอย่างหลงไหล  ภาพของเด็กๆ ซากตึก หรือถนนวุ่นวายไม่ได้ถูกจ้องมองด้วยดวงตาเสียดสี หรือดวงตากดต่ำ หากเป้นการจ้องมองด้วยท่าทีที่เท่าเทียม และอาจเลยเถิดไปถึงหลงไหลความทรุดโทรม รกร้าง เหล่านั้น เราประกอบสร้างตัวตนของเขาขึ้นจากสิ่งที่เขามอง และท่าทีในการมองนั้น ซึ่งไม่ว่าจะผิดหรือถูกมันก็เป็นประสปการณ์การตีความที่น่าสนใจ

‘สีบนถนน’ อาจไม่ใช่หนังเล่าเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน  แต่ความส่วนตัวของมัน ความลุ่มหลงทางการจ้องมองของมัน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การมองกรุงเทพในอีกแบบหนึ่งซึ่งไมได้พบเห็นบนจอบ่อย ครั้งนักยิ่ง  หนังใช้ภาพเป็นทั้งหมดของเรื่อง เราเข้าใจเรื่องจากภาพ รู้สึกร่วมกับตัวละครก็จากภาพ มีเพียงภาพที่มีศักยภาพในการแสดง ตึกรามงามหรู หรือ เสาไฟฟ้าแรงสูงเศร้ารันทดได้ เพียงการเลือกจ้องมอง และนี่คือพลังของสิ่งที่เราเรียกกันว่าภาพยนตร์

ใน วันที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด  หนังสั้นที่ไม่มีอะไรนอกจากการบันทึกภาพของดวงจันทร์นวลใหญ่กลมโตในวันที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด นวลแสงจันทร์ระเรื่อยามพลบค่ำที่พื้นที่รกร้างริมทา่วน แสงจันทร์ตัดสลับกับแสงของไฟนีออนจากถนน โมงยามของควาปรารถนาการจ้องมองที่อิ่มเอิบ เศร้าสร้อย คนบนดินจ้องดูดูดวงจันทร์แสนไกล ดวงจันทร์ที่งดงาม อยู่ท่ามกลางทุ่งทางร้างรก ดวงจันทร์ ภาพเรียบนิ่งแสนเศร้าค่อยๆคลี่ตัวผ่านการจ้องมองด้วยกล้องวีดีโอเกรนแตกเก่าแก่ ท่ขับให้ภาพนวลจันทร์นั้นเศร้าลงในแสงแห่งรัตติกาล

ใน ชิงช้า หนังที่เป็นเพียงภาพของการติดตามอาหลานคู่ หนึ่ง ถีบจักรยานไปยังที่รกร้างริมทางด่วน อาพยายามผูกชิงช้ากับต้นไม้ใหญ่ ให้หลานเล่น ชิงช้าที่ในที่สุดออกมาใช้การไม่ได้ อาหลานยังคงเล่นอยู่บนดินแดนรกร้าง ที่ที่มีแต่กระต๊อบผุๆ ที่ที่คนเอาของเหลือใช้มาทิ้ง รอคอยให้ไฟทางด้วนค่อยสว่างเรื่อเรืองก่อน กลับบ้านกับจักรยานคู่ใจ

มัน เป็นไปได้หรือไม่ที่สุนทรียศาสตร์แบบศิ ลปะหนังทดลองจะพบกับgazing แบบคนสามัญ เมื่อคนสามัญกลายเป็นศิลปิน เขาจะละทิ้งหารจ้องมองชีวิตของตนไปสู่การจ ้องมองในฐานะศิลปินซึ่งแยกออกจา สิ่งที่เขา จ้องมองหรือเปล่า กในหนังของวีระพงษ์ วิมุกตะลพ ทุกเรื่องมันคือภาพที่จ้องมองจากสายตาของค นสามัญที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับคน ยากคนจนค่อ นประเทศ ภาพในหนังของวีระพงษ์ เป็นภาพอย่างเช่น แฟลตรูหนู บ้านไม้เก่าแก่ บานมุ้งลวดเขรอะฝุ่น ดงน้ำครำ ดินแดนใต้ทางด่วน ที่ทิ้งขยะ ซากปรักหักพังของความรกร้างว่างเปล่า การจ้องมองของเขาเป็นการจ้องมองเปล่าในท่ว งทำนองของการค้นพบความงาม โดยไม่ประสงค์จะเล่าเรื่อง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นภาพแทนของสิ่งใด มันคือการจ้องมองแบบเดียวกับการจ้องมองท้อ งฟ้า ต้นไม้ สายลม แสงแดด

การ จ้องมองในชิงช้าก็เช่นกัน มันคือโมงยามอันแสนสุขของการละเล่นในสถานท ี่รกร้าง มันคือโมงยามแสนสวยงามเจือความเศร้าของการ จ้องมองยามเย็นที่ค่อยๆคล้อย เคลื่อนการมาเ ยือนของแสงไฟข้างทาง เพียงสิ่งละอันพันละน้อย การถ่ายรูปด้วยกล้องเก่า หรือการเล่นกับเศษซากของสิ่งที่หลงเหลือ

อาจ จะเป็นเพราะเราชอบจ้องมองแบบเดียวกับที ่ผู้กำกับจ้องมองก็เป็นได้ ขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันส วยงามมากๆ ยิ่งในช่วงท้ายเมื่อเขาวางกล้องเอาไว้ท้าย รถจักรยาน ถีบรถกลับบ้านจ้องมองฟ้าที่มืดลง แสงไฟที่กระตุกสั่นไหวคล้ายกับเต้นระบำอยู ่ในการบันทึกของกล้อง เรารู้สึกว่ามันมีความเศร้าของยามเย็นที่เ จือกับความงามของการถีบรถกลับ บ้านและมันทำ ให้เราอิ่มเอิบจนอยากจะร้องให้ออกมา

และนี่คือหนังของเขา  เราคนดูเดินเข้าไปใน อนุทินทางตาของผู้กำกับ จ้องมองด้วยสายตาของบุรุษษที่สามผ่านดวงตาของบุรุษที่หนึ่ง   เราไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่เขามอง แม้เราจะมองผ่านดวงตาของเขาแต่เราก็ยังเป็นเพียก ‘แขก’ ในหนังเรื่องนี้ หนังไม่เปิดพื้นที่ใก้เราไปนั่งกลางใจ เราเพียงสวมดวงตาของเขา แต่เราต้องทำความเข้าใจเอาเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s