JAGUAR (JEAN ROUCH/1967/FR) สามพระหน่อเดินดง

ขอตั้งชื่อไทยของหนังว่าสามพระหน่อเดินดง ตัวหนังนั้นว่าด้วยสามหนุ่มไนจีเรีย หรุ่มหน้ามนคนเลี้ยงวัว พ่อชาวประมงล่ำสัน และหนุ่มสำรวยไม่เรียนหนังสือ ทั้งสามวางแผนจะไปแสวงโชคกันที่กานา ตามรูปแบบของแรงงานพลัดถิ่น ก็โอเคไปกัน ไปขายวัวเป็นค่าเดินทางกัน ก่อนไปก็ไปหาหมอผีให้แกดูสักหน่อยว่ายังไง หมอผีบอกว่า เฮ้ยไอ้หนุ่ม ถ้าไปแพคสามข้าทำนายว่าจะไปตายกลางทางเจอโรคระบาด เรื่องชั่วร้าย พวกเอ็งน่ะให้ไปด้วยกันถึงสามแยก จากนั้นให้แยกกันไปคนละทางเลยนะ แล้วทุกคนจะรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งจักนั้นค่อยไปนัดเจอกันที่อัคาคารา จะกี่เดือนปีก็ว่าไป

เสร็จแล้วไอ้สามหนุ่มก็ไปตัดน้ำเต้า เอาไว้ใส่น้ำกินตอนเดินทาง แล้วก็ เอ่อ เดินเท้ากันไปข้ามประเทศ พอมาเจอฝั่งทะเลก็เล่นกันสนุกสนานแล้วก็เจอสามแยก เอ้าแยกกันไป

ไอ้หนุ่มสำรวย โบกรถมั่งเดินมั่งจนมาถึงอัคคาราก็ไปทำงานโรงไม้ เนื่องจากพออ่านออกนับเลขได้เลยได้เป็นหัวหน้าคนงานคอยนับผลผลิต แหม ทีนี้ก็กร่างสบายไปเลย
เจ้าคนเลี้ยงวัว ไปทำงานนู่นนี่หาเงินมาซื้อเสื้อใหม่ ๆได้ไปถึงขนากือบจะเป็นคนงานเหมือง สุดท้ายก็มาชวยเพื่อนขายของ ส่วนหนุ่มชาวประมงกำยำล่ำสันไปทำงานจับกังท่าเรือ งานหนักเงินน้อยเสียจนน่าใจหาย พอครบปีทั้งสามมาเจอกัน แล้วก็เดินทางกลับบ้าน เอาเงินที่หาได้ไปซื้อของฝากคนที่บ้านรอรับฝนแรกจะได้ทำนากันต่อไป

เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเอาสายตาของเจ้าอาณานิคมที่มองเห็นดินแดนแอฟริกาในฐานะแดนเถื่อนแสนแปลกหูแปลกตา สุดจะexotic มาสวมลงในสายตาของสามหนุ่มบ้านนอกเข้ากรุง และวางทาบอย่างแนบเนียน ความน่าสนใจประการหนึ่งอาจจะบอกได้ว่าเมื่อมนุษย์เปลี่ยนตัวเองเป็นนักเดินทาง สายตาที่เขาจ้องมองสรรพสิ่งจะดีดตัวออกจากความเป็นคนพื้นที่ การท่องไปในฐานะนักเดินทางมอบสายตาคล้ายคลึงกับการเดินทางของเจข้าอาณานิคมไปยังดินแดนexotic แต่ในหนังเรื่องนี้สายตานี้ถูกก่อกวนอย่างยิ่งด้วยการก้าวเข้ามาของเสียงซึ่จะได้กล่าวต่อไป

หนังกระโดดไปมาระหว่างการเป้นหนังสารคดีชีิวตชาวแอฟริกันสุดแสนโรแมนติกกับการเป็นหนังเล่าเรื่องชีวิตรันทดและการเดินทางของสามพระหน่อตลอดฤดูร้อนในฐานะแรงงานพลัดถิ่น เราอาจจะแยกให้สนุกมากขึ้นด้วยการบอกคร่าวๆว่าสายตาของภาพนั้นคือภาพบันทึกแบบสารคดีexotic แน่แท้ กล้องซุกซนจับภาพชีวิตคนบนถนนรนแคม ภาพสิ่งแปลกถิ่นหูตา อย่างๆรก็ตามสิ่งที่ตามมารบกวน เบี่ยงเบนความหมายทำร้ายความหมายที่ถ้าปิดหูจะไปอีกทางหนึ่งคือเสียง

เสียงเล่าในเรื่องไม่ใช่เสียงจากโลกในหนัง แต่เป็นเสียงเล่าแบบcommentary! อันหมายความราวกับว่าทั้งสามหนุ่มมานั่งดูฟุตเตจชีิวิตพลัดถิ่นของพวกเขาแล้วก็สนทนากัน คอมเมนท์ไปเรื่อยเปือ่น บางทีก็ล้อกันเอง บางทีก็อธิบายภาพ บางทีก็เล่าเรื่องคนอื่นในภาพ หรือกระทั่งแสดงความเห็นขัดแย้ง หรือเล่าสิ่งที่อยู่นอกกรอบภาพออกมา

เสียงสนทนาของสามหนุ่มต่างหากที่สร้างเรื่องราวขึ้นมา ในทางนี้ สายตาของเจ้าอาณานิคม /คนขาว/คนนอก ถูกสวมแทนด้วยเรื่องเล่าของคนพื้นเมืองของจริง ไม่ว่าความประหลาดพิลึกใดๆที่เราได้เห็นในหนัง ตลาดริมน้ำ การเล่นไพ่ตลอดวัน พ่อมดหมอผีเต้นรำ ทุกอย่างที่ถูกภาพ exoticise ถูกทำลายลงโดยความเห็นของสามหนุ่มคึกคะนอง ไม่มีวามทุกขือะไร พวกเขาเล่าเรื่องในฐานะของสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว ในฐานะความทรงจำคูลคูลส่วนบุคคล

พอพูดในทาางนี้เท่ากับว่าหนังถูกถอดสายตาจำพวก เจ้าอาณานิคมเห็นความแปลกประหลาดไม่ศิวิไลซ์ของเมือเถื่อน ในขณะเดียวกันสายตาแบบคนถูกกดขี่ที่น่าสงสารประเภทหนังเรียกร้องสิทธิมนุษยชนก็ถูกถอดออกไปด้วย จะว่าไปแล้วกรทั่งความจริงจังแบบสารคดีก็ยังถูกท้าทายด้วยควาเมป็นเรื่องเล่าในตัวเหตุการณ์นั่นเอง ภาพที่เป็นภาพจริงมีความเป็นเรื่องเล่าในฐานะของสายตาคนนอก ในขณะที่เสียงเล่าเรื่องกลับเล่าเรื่องด้วยเสียงของคนจริงๆในเหตุการณ์ แถมยังเล่าด้วยภาษาฝรั่งเศสอีกต่างหาก !

JEAN ROUCH เป็นหนึ่งในบิดาแห่งethnographic film หนึ่งในบิดาของ Cinema Verite แต่การท้าทายของJean Rouch ไม่ได้แค่อยู่ในระดับหักล้างของเก่า แต่เขาท้าทายไปทุกขั้นตอนจนนน่าตดกใจที่เราจะพบว่าสารคดีในปี 2012อาจดูเชยล้าหลังทั้งทัศนคติและวิธีการมากกว่าหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้น่าจะเข้ากันดีกับหนังประเภท INTERNATIONAL FILMS ที่นิยามโดยNICOLE BRENEZ ด้วย อ่านเพิ่มเติมที่นี่

http://cinespect.com/?p=3090

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s