CHRONICLE (JOSH TRANK/2012/US)ANGRY YOUNG MAN

ในฐานะของคนซึ่งเคยเป็นวัยรุ่น ขี้แพ้ ไร้เพื่อน ไร้สุข แม้ตอนนี้จะกลายเป็นคนธรรมดาที่ยังขี้แพ้ แต่ก็พอจะมีเพื่อน และมีความสุขอยู่บ้าง หากก็ยอมจำนนกว่าและสิ้นหวังกว่า CHRONICLE พาเราเข้าไปท่องวัยเยาว์อันแสนหวาน(อมขมกลืน)ของตนเองอย่างร้ายกาจ

หนังว่าด้วยไอ้หนุ่มเนิ์รด ไร้เพื่อนไร้สุข แม่กำลังป่วยตาย พ่อไม่ได้เรื่องเอาแต่คอยตบตี ไอ้หนุ่มเนริ์ดซื้อกล้องวีีดีโอพระเจ้าเหามาถ่ายสรรพสิ่ง เพื่อนคนเดียวที่เขามีคือลูกพิี่ลูกน้องที่โตมาด้วยกัน วันหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อคนดำคนดังของโรงเรียน ไปเจอหลุมประหลาดในทุ่งร้างข้างโรงนาปาร์ตี้เลยตามเขาไปถ่ายหนังเก็บเอาไว้ ในหลุมเป็นแท่งผลึกประหลาดๆที่ทำให้สามหนุ่มกลายเป็นคนมีพลังพิเศา เคลื่อนย้ายสิ่งของได้ เหาะได้ พลังเหนือมนุษย์

แต่พวกเขาไม่เอาไปช่วยคนหรอก พวกเขาเอาไว้ใช้เล่นแกล้งกันขำๆ จนไอ้หนุ่มเนริ์ดเลยเถิดไปหน่อยทุกคนเลยรู้ว่านี่เป็นพลังที่อันตรายถ้าใช้ผิดทาง อย่างไรก็ดี ถึงที่สุดพลังที่ยิ่งใหญ่ก็มากับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ว่าเราจะควบคุมมันได้ยังไง ในโลกของคนสามัญนั่นเรื่องหนึ่ง แต่กับคนที่เก็ยความโกรธไว้ในใจมากมาย คนที่ยากลำบากมาตลอด มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

ในฐานะหนังวัยรุ่นเก็บกด และหนังเรื่องมิตรภาพของเพื่อนซี้หนังเล่าเรื่องออกมาได้สวยงามดี โดยเฉพาะการให้ภาพของการไม่เชื่อมั่นในค่านิยมของครอบครัวอย่างไม่ประนีประนอม การท้าทายด้วยการบอกว่าครอบครันี้จะไม่หันหน้าเข้าหากัน มีแต่การทำลายล้างให้แหลกยับกันไปข้างหนึ่ง (ฉากพ่อเข้ามาสาปส่งแอนดรูว์ไอ้หนุ่มเนิ์รดที่เตียงคนไข้เลยเป็นฉากที่พีคจัดมากๆ)

แต่หนังไม่ได้ทำตัวมืดดำหดหู่ มันทำตัวรับรองคุณค่าของวัยรุ่น่นคือการยักย้ายถ่ายเท ความไว้เนื้อเชื่อใจของครอบครัวมาเป็นเรื่องของมิตรภาพแบบเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ฉากจบของหนังที่ดูมีแสงสว่างเรื่อเรืองของมิตรภาพเลยดูอิหลักอิเหลื่อ เมือ่หนังพูดเรื่องความโกรธแค้นและความเกลียดชังมาตลอด ต่อให้หนังปูพื่้นความดีงามในใจของตัวละครมาก่อนหน้า มันก็ช่วยไม่ได้ที่มันจะทอนพลังอัดแน่นของความไม่พอใจโลกที่หนังสั่งสมมาตลอดเรื่อง

เวลาเราเป็นคนขี้แพ้ เราจะเป็นไปตลอดแหละ ต่อให้ในที่สุดเราค้นพบพรสวรรค์เราก้ไม่สามารถแก้อาการเป็นคนขี้แพ้ไร้สุขได้ง่ายๆที่ไหน มันจึงเป็นเรื่องเจ็บปวดที่เข้าใจได้มากๆที่แอนดรูว์จะได้เรียนรู้เรื่องนี้เสียก็แต่เพียงว่าเพื่อนคนเดียวของเขาไม่มช่เพื่อนแต่เป็นกล้องวีดีโอ

หนังที่ใช้ลูกไม้ของกาารถ่ายทำด้วยกล้องวีดีโอนี่มีทั้งหนังที่อาศัยมันเป็นกิมมิคเก๋ๆอย่าง CLOVERFILED ไปจนถึงหนังที่เอามาใ้สร้างความขนพองสยองเหล้าหิดจุดบกพร่องของอาการทุนต่ำ อย่างหนังชุด PARANORMAL ACTIVITY หรือ REC ไปให้ไกลกว่านั้นก็เอามาเป็นจุดสร้างเรื่องสำหรับขายหน้าหนังอย่าง BLAIR WITCH PROJECT ในอีกทางหนึ่งมันก็เอาไปรับใช้ประเด็นหลักของหนังในการวิพากษ์สังคมร่วมสมัยอย่างแยบคายสุดขีดใน DIARY OF THE DEAD

แต่ในCHRONICLE กล้อง กลายเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องไปเลย ไม่ใช่เพราะมันเป็หนนังที่ถ่ายจากกล้องของตัวละครแต่เป็นเพราะว่า หัวใจของเรื่องมันคือการอยุ่ต่อหน้ากล้อง มันคือการพยายามสร้างตัวตน การได้รับการยอมรับ และสิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยมอรับคือการปรากฏตัวหน้ากล้องจ่อหน้าผู้ชมล่องหนนั่นเอง

หนังไม่เคยบอกงว่าแอนดรูว์จะถ่ายสรรพสิ่งไปทำไม เริ่มทีเดียวเขาเป็นผู้จ้องมอง เป็นคนถ่ายทำ อย่างไรก็ดีฉากแรกที่กล้องปรากฏขึ้นนั้นเป็นภาพของกล้องหน้ากระจก ซึ่งสะท้อนภาพตัวของเขาเอง พูดให้ง่ายคือสิ่งที่เขาอยากจะถ่ายคือตัวเอง การถ่ายหนังเป็นการดึงจุดสนใจเข้าหาตัวเอง โดยเป็นฝ่ายทำเองเริ่มจากการถ่ายกระจก ที่รุนแรงคือภาพสะท้อนตัวเขาในกระจกถูกกดทับด้วยเสียงทุบประตูของพ่อ ความอยากเอาชนะพ่อ และกลายเป็นพ่อที่เราจะพูดต่อไปฉายชัดตั้งแต่ในฉากแรกที่กล้องปรากฏตัวขึ้น

ทีนี้กล้องเลยกลายเป็นผู้ชมล่องหนของแอนดรูว์ที่ไร้เพื่อน พูโให้ถูกคือเป็นเพื่อนล่องหนของเขา ใช่ว่าเขาจะไม่มีเพื่อนจริงๆ แต่ความรู้สึกแปลกแยกภายในตัวเขาไม่ใช่เรื่องของการที่จะแก้ได้ง่ายๆด้วยการที่มีเพื่อนที่แชร์ความลับร่วมกัน ถึงที่สุดไม่ว่าจะสนิทกันแค่ไหนเขาก็แตกต่างจากคนอื่น ไม่ได้แตกต่างแบบพิเศษ แต่แตกต่างแบบประหลาด แปลกแยกออกไป ยิ่งการแสดงภาพชนชั้นที่ต่างกัน(สตีฟ หนุ่มผิวสีเป้นลูกคนรวย ส่วนแมทท์ลุกพี่ลูกน้องของเขาก็พอมีพอกินขนาดที่ขับรถมารับได้ ส่วนเขาพ่อที่กเษียณก่อนวัยจากงานพนักงานดับเพลิงมีเงินไม่พอซื้อยาให้แม่ด้วยซ้ำ

กล้องจึงกลายเป็นเพื่อนแท้ของเขา ยิ่งเมื่อหนังพยายามเล่นgimmick ด้วยการหามุมกล้องแปลกๆผ่านทางความสามารถในการบังคับกล้องลอยฟ้าได้ กล้องก็ยิ่งจับจ้องตัวละครได้อย่างละเอียดขึ้น ฉากสำคัยที่สุดคือฉากที่เขาพูดต่อหน้ากล่้องขณะทำลายรถคันหนึ่ง ถึงที่สุดเพื่อนที่รู้ใจมีแต่ผู้ชมไร้ตัวตน กล้องที่เขาพูดด้วย กล้องที่ถ่ายภาพเขา พูดให้ถูกกล้องที่สะท้อนภาพของตัวเอง ด้วยหน้าที่แบบเดียวกับกระจก

ตลอดทั้งเรื่องกล้องของเขาจึงคุกคามผู้อื่น ด้วยกล้องเขาจึงถูกรังแก และด้วยกล้องเขาจึงแปลกแยกออกมามากขึ้น ในเรื่องเขาเป็นคนเดียวที่ไม่เก้อเขินเมื่อถูกกล้องจ้องเอาบ้าง (กล้องของเคซี่ ตัวละครหญิงคนเดียวในเรื่องที่คลั่งถ่ายวีดีโอเอาไปลงบลอก)

กล้องจึงไม่ได้ส่องสะท้อนความอยากดังหรืออยากเป็นsomebody ของตัวละคร แต่มันกลับทำหน้าที่ของภาพยนตร์นั่นคือสะท้อนตัวตนของผู้ขชมในลักษณะของกระจก และในที่นี้กล้องสะท้อนภาพผู้ถ่าย อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ชมที่ไม่มีตัวตนในความรู้สึกของแอนดรูว์กลายเป็นตัวเรา และตัวเราซึ่งดูสายตาของผู้ถ่าย (แอนดรูว์)กลับพบว่า เรามาจ้องผู้ถ่ายเสียเอง (เราอาจเอาปรากฏกาณ์นี้ไปอธิบายกับรรดาคลิปพูดกับตัวเองหน้ากล้องได้มากมาย)

เมื่อกล้องทำหน้าที่เหมือนกระจก มันสะท้อนอะไร ขอให้เรากลับไปยังฉากกล้องส่องกระจกอีกครั้ง ในฉากนั้นกล้งะท้อนภาพตัวแอนดรูว์ที่ประตู (กระจกแขวนกับบานประตู) และเสียงทุบประคูขู่เข็ญข้างนอก เสียงของพ่อ ซึ่งทุบลงมาบนตัวเขานั่นเอง

ดูเหมือนพอ่จะเกลียดกล้องของเขาที่สุดฉากที่ทั้งคู่ขาดจากกันเกิดขึ้นเมื่อพ่อค้นห้องแล้วพบว่าเขามีกล้องราคาแพงในบ้าน พ่อบอกว่าพอดูวีดีโอของเขา เช่นนั้นพ่อคงเห็นภาพที่ตัวเองตบบ้องหูเขาลงไปกองกับพื้น

กล้องคือตัวแอนดรูว์ที่แอนดรูว์อยากเป็นในขณะที่พ่อคือส่ิงที่เขาเกลียดแต่เขาก็กลายเป็น เมื่อเขา เริ่มใช้พลังไปในทางรุนแรง ในฉากสำคัญของเรื่องเขาหาเงินไปซื้อยาให้แม่ด้วยการเปลี่ยนชุด เปลี่ยนร่างจากชุดเด็กหนุ่มไปใส่ชุดดับเพลิงของพ่อ พูดให้ถูกคือเขากลายเป็นพ่ออยาหรือไม่อยากเป็นก็ไม่ทราบได้ เขาทำในสิ่งที่เขาอยากให้พ่อทำแต่พ่อไม่ทำ คือออกไปหาเงินช่วยแม่ และในอีกทาง
ใช้ความรุนแรงกับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา ไอ้พวกนักเลงสวะต่างหาก

การเปลี่ยนเครื่องแต่งกายนั้น่าสนใจมาก เริ่มจากการเป็นเด็กหนุ่มกลายเป็นเครื่องแบบของพ่อ สุดท้ายเขากลายเป็นคนป่วย ในฉากวินาศสันตะโรท้ายเรื่อง ความเป็นพ่อที่เขาปฏิเสธ/ต่อต้าน ทำให้เขากลายเป็นพ่อ เปลี่ยนจากเหยื่อเป็นผู้ล่า ในฉากนี้เขาสวมชุดคนป่วยในโรงพยาบาล เปลี่ยนตัวเองจากมนุษย์ไปเป็นสัตว์ประหลาด

ขอให้จินตนาการฉากนี้ในรูปแบบเดียวกับฉากทำนองเดียวกันของ KINGKONG แอนดรูว์กลายเป็นตัวประหลาดอย่างถึงที่สุด สิ่งที่เขาเป็นมาตลอด และมันก็ดีอยู่จนกระทั่งเขาเริ่มมีเพื่อน (เหมือนคิงคองมีรัก) ประโยค LEAVE ME ALONE ในหนังจึงเป็นการตระหนักรู้เอาเมื่อสายเกินไป เขาอาจจะเกลียดตัวเอง แต่เมื่อเขาพยายามจะรักตัวเองเขาก็กลายเป็นคนทีตัวเองเกลียดอย่างช่วยไม่ได้ เขากลายเป็นพ่อที่เข้าใจว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าอย่างที่แม่พูด

ถึงที่สุดแล้วแม้เราจะรู้สึกว่าฉากสุดท้ายของหนังอิหลักอิเหลื่อไปบ้างเมื่อเทียบกับความมืดมนตลอดเรื่อง แต่CHRONICLEก็ยังเป็นหนังพลังพิเศษที่ืน่าสนใจไม่แพ้moral dilemma ในหนังชุด X MEN เลยทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s