แต่เพียงผู้เดียว (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/2011/ไทย) ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง

 

 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ไม่รุ้ว่าดีหรือไม่ดี ที่คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับไทยที่เราชอบเป็นอันดับสามในใจรองจากอภิชาติพงศ์ และไพสิฐ เปลี่ยนจากาการทำหนังในระบบมาทำหนังอินดี้ เพราะในครั้งกระนั้น หนังของคงเดชคือหนังกระแสหลักที่ดูแปลกออกไป ทั้งในแง่ของเรื่อง ไปจนถึงตัวละครที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างสามัญชนคนเดินดิน (แบบที่คนทำหนังไทยไม่ยอมเอามาขึ้นจอ) กับคนประหลาดพิลึกโดดเด่น (ที่มักจะเป็นตัวประหลาดในหนัง) การรักษาสมดุลของความเป้ฯหนังเล่าเรื่อง กับหนังที่มีโทนพิเศษเป็นความโดดเด่นที่ผลักให้คงเดชแตกต่างไปจากหนังกระแสหลักทั่วไป สิ่งเหล่านี้หายไปในหนังเรื่องนี้เมื่อเขาหันมาทำหนังในท่วงทำนอง อาร์ต นิ่ง ช้า ดูบ้าง ตัวละครสูญเสียสมดุลของความปรหลาดพิลึกและสามัญดาษดื่น ไปสู่การเป็นตัวละครแท้ๆที่เท่ๆคูลๆ ตัวละครที่เต้มไปด้วยควาหมกมุ่นประหลาดโดดเด่นแบบที่เราเห็นได้ทั่วไปในหนังอาร์ตแบบเดียวกัน เดินเรื่องด้วยท่วงทำนองเดียวกัน

 

หนังเล่าเรื่องของ เล็กช่างทำกุญแจ กับก้องเด็กแผงหนังสือ ร้านของสองคนวางอยู่ตรงกันข้ามกันในห้างแห่งหนึ่ง ก้อเคยเป็นคอนทินิวดูแลความต่อเนื่องในกองถ่ามาก่อน เขาอยากเป็นนักเขียน อยากเขียนเรื่องสืบสวนสอบสวน เรื่องจารชน วันหนึ่งก้องชวนเล็กไปเล่นเกมสนุกๆ นั่นคือการไขกุญแจเข้าไปในห้องของคนอื่นๆในช่วงเวลาที่เจ้าของห้องไม่อยู่ เพื่อที่จะไปลองใช้ชีวิตแบบเจ้าของห้องดูบ้าง พวกเขาเข้าไปกินข้าว นอนฟังแผ่นเสียง อาบน้ำ เล่นดนตรี ก่อนจะปัดกวาดเช็ดถูทุกร่องรอยอย่างไม่หลงเหลือ จากไปอย่างไร้ร่องรอยตามที่พวกเขาคิด กระทั่งวันหนึ่งพวกเขาไขกุญแจเข้าไปในห้องของชายคนหนึ่ง ก้องเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของชายผู้นั้นเพียงเล้กน้อย แต่ทั้งหมดเป็นชวนลุกลามไปใหญ่โตนำไปสู่เหตุการณ์นอกเหนือการควบคุม

 

หลังเหตุการณ์อันคลุมเครือ เล็กฟื้นตื่นในโรงพยาบาลด้วยชื่อของก้อง เขาพบกับอ้อย สาวนักดมกระป๋องที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดอักเสบเรื้อรัง อ้อยเล่าเรื่องเกี่ยวกับตำนานของยูงทองก่อนที่เล็กในร่างของก้องจะได้พบกับนกยูงเข้าจริงๆ และทุกอย่างยิ่งกลับตาลปัตรมากขึ้นจนไม่อาจจะอธิบายจริงลวง หรือถูกผิดได้อีกต่อไป

 

การสูญหายไปของการถ่ายทำแบบหนังเมนสตรีมที่ไม่เน้นอาการ อาร์ต นิ่งช้า ขนาดนี้ หรือตัวละครที่ไม่ลอยไปจากพื้นฐานชีวิตมากนัก (คนขับแทกซี่ในเฉิ่ม หรือไอ้หนุ่มไปรษณีย์สามแขนในกอดดูเป็นมนุษย์ในแง่ที่ว่าอยู่ร่วมในสังคมกับเราได้ จินตนาการไปได้ มากกว่า ช่างกุญแจ(ซึ่งที่จริงการแสดงและรูปลักษณ์ของGreasy Cafe เป็นสิ่งสุดวิเศษมากๆที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ไม่ลอยออกจากพื้นโลก ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวละครอีกตัวที่ดูเหมือน keep cool ตลอดเวลาจนเราไม่เชื่อว่าเป็นมนุษย์จริงๆ (อย่างไรก็ดี ความสำคัญของตัวละครนี้มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ เพียงแต่กว่าจะมาถึงตรงนั้นเราก็ดีดออกจากเรื่องไปหน่อย ) ที่หนักข้อมากคือน้องอ้อยนักดมกระป๋องที่คงจะคูลมากๆเวลาอยู่ในวรรณกรรม แต่พออยุ่ในหนังแล้วมันดูประดักประเดิดมากๆ ดูเป็นตัวละครที่พอจะพูดได้ว่า หลุดออกมาจากหนังสือมากกว่าจะมีอยู่จริง(และอีกครั้งหนึ่งที่มันอาจจะถูกแล้วที่เป็นเช่นนั้น)

 

อย่างไรก็ดีทั้งหมดที่กล่าวไปไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เอาเข้าจริงๆมันก็สอดรับกับประเด็นของหนังได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

 

 

 

เราอาจเริ่มประเด็นของหนังด้วยเรื่องของการลักลอบเข้าไปก่อกวนความทรงจำของผู้อื่น ความทรงจำเล็กๆน้อยๆเช่นข้าวของในห้อง สิ่งของๆม่จำเป็นที่สูญหายไปก็ไม่รุ้สึกอะไร ความทรงจำที่จดจำไม่ได้ ถึงเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีใครใส่ใจ เริ่มต้นจากการจารกรรมแบบเล่นสนุกนั้น ในครึ่งแรก ในที่สุดทั้งคู่ก็เรียนรู้ว่าการกระทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ การเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับความทรงจำผู้อื่นถึงที่สุดก็ชักพาลากพันมาทำลายความทรงจำของตนเอง เมื่อก้องเข้าไปตอบเฟซบุคเล่นๆในห้องที่เจ้าของเปิดคอมทิ้งไว้ การสร้างเรื่องขึ้นใหม่ การเล่นสนุกๆ ลามปามจนไปถึงการฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้เองที่หนังมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อทั้งคู่หนีจากอาชญากรรมโดยบังเอิญ เหตุการณ์จากนั้นไม่ปะติดปะต่อ ด้วยความบังเอิญ เล็กฟื้นขึ้นมาด้วยชื่อของเก่ง(จากข้าวของที่หลงเหลือ อันหมายถึงบัตรประกันสุขภาพที่เล็กเอามาใช้สะเดาะกุญแจ) ท่ามกลางความสับสนมึนงง เขาค่อยกลายเป็นเก่ง โดยสะเดาะกุญแจเข้ามาในห้องของเก่ง เล็ก(ในชื่อเก่ง)เข้าวามก่อกวนความทรงจำของเก่งที่สาบสูญไปแล้ว อ่านไดอารี่ของเขา อ่านนิยายจารชนที่เขาทิ้งเอาไว้ ไล่เรื่อยไปจนถึงความทรงจำของคนรัก

 

หนังตลบหลังเราอีกครั้งเมื่ออันที่จริงไม่ใช่แค่ก้องไม่มีตัวตนจริงอีกต่อไป แต่เล็กที่เรารัยรู้มาตลอดก็อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริง เล็กคนใหม่กลายเป็นหนุ่มร้านถ่ายเอกสาร ที่ชอบอ่านนิยาย ก้อง สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดลดรูปเหลือเพียงสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งประกอบขึ้นมาเป็นตัวของเก่ง ก้อง หนังสือเจสันบอร์นของก้อง นิยายของก้อง เกมจารชนของก้องกับเล็ก อ้อยเด็ดมกระป๋อง และฟิล์มหนังเสน่ห์บางกอกที่อ้อยเล่า ทั้งหมดไหลกลืนเป็นเศษเสี้ยวเล้กๆของตัวเล็ก แม้กระทั่งประสปการณ์ในป่า หรือในโรงพยาบาล ทั้งหมดเป็นเพียงเสษเสี้ยวเล็กๆที่เล็กหยิบยืมขึ้นมาใช้ ตัวเล็กในตอนหลังคือภาพรวมของสิ่งละอันพันละน้อยแตกสลายที่หนังเล่าขึ้นมาทั้งหมด กล่าวถึงที่สุดก็ตามที่ผู้กำกับได้พูดไว้ ตัวตนของเล็กไม่ได้เป็นสิ่งดั้งเดิมกำเนิดใหม่ แต่มันประกอบขึ้นจากสิ่งละันพันละน้อยของผู้อื่น หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้อง หนังทั้งเรื่องที่เราดูคือการพาเราไปตรวจตราสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้น ซีนที่หนึ่งคือการประกอบสร้างของซีนที่สาม เจ้ด เก้า เล่นเดียวกันกับซีนที่สาม ก็เป็นการประกอบสร้างของอีกหลายซีนที่เหลือ ทั้งหมดทั้งมวล หนังเรื่องนี้จึงคือการรวมร่างเพื่อแตกสลาย มันคือการที่คนสองคนมารวมกันเพื่อจะพบว่าอันที่จริงคนทั้คู่ก็เป็นของที่รวมมาจากแหล่งอื่น เป็นเพียงชิ้นส่วนกระจัดกระจาย

กระทั่งหนังเองก็ยังมีชิ้นส่วนกระจัดกระจายให้เราจับต้อง ในทางหนึ่งการฉายภาพของตัวละครชายสองตัวที่รวมเป็นหนึ่งหรือกลายเป็นอื่น ให้ความรู้สึกประหวัดไปถึง เก่งกับโต้งในสัตว์ประหลาด! ของอภิชาติพงศ์ (ยิ่งในฉากหนึ่งตัวละครถูกทักผิดเป็นโต้ง!) ตัวละครอ้อยในหนังก็ชวนให้นึกถึงตไแหน่งแห่งที่ของป้าสำเริง เรื่องเล่าส่วนของเกย์หลงป่า ตำนานนกยูงที่ชวนให้คิดถึงเสือสมิง หรือฉากในโรงพยาบาลชุมชนที่ชวนให้คิดถึงช่วงต้นของ แสงศตวรรษ อย่างไรก็ตามนัยประหวัดเรานี้อาจไม่ได้สะท้อนอะไรมากไปกว่ากระทั่งการรับรู้หนังเรื่องนี้ของผู้เขียนก็ล้วนผสมปนเปอยู่ด้วยชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายจากหนังเรื่องอื่น หรือแม้แต่หนังอย่างเสน่ห์บางกอก หรือตำนานนกยูงทองเองก็เถอะมันก็เป็นชิ้นส่วนกระจัดกระจายที่ปะปนอยู่ในหนังเรื่องนี้เหมือนกัน กล่าวถึงที่สุด เราดำรงคงอยู่ได้ด้วยการมีสิ่งอื่นๆ เราไม่ใช่สิ่งใหม่ เราไม่ใช่ตัวเรา เราคือองค์ประกอบของสิ่งอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ (ทั้งนี้นี่ยิ่งทำให้หนังโน้มเข้าหาสัตว์ประหลาด ที่พูดถึงกระบวนการที่เรากลายเป็นสิ่งอื่นผ่านทางความทรงจำของคนที่รักซึ่งได้ทำร้ายเรา – หากสัตว์ประหลาดแสดงให้เห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงจากความทรงจำที่เรามีของคนอื่นได้อย่างไร แต่เพียงผู้เดียวก็ซูมออกให้เราเห็นว่ามิใช่เพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ได แต่มันอาจจะเป็นทุกเหตุการณ์ ทุกสิ่งในชีวิต)

 

ที่งดงามมากๆ คือการที่หนังถ่ายทำในรูปแบบของเศษเสี้ยวความทรงจำซึ่งไม่ช่ของใหม่ แต่การที่หนังเลื่อนไหลเข้าไปในรายละเอียดของความทรงจำของแต่ละตัวละครซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงผูกพันกัน ทำให้ภาพยนตร์ในฐานะเครื่องจักรบันทึกความทรงจำนั้นสมบูรณ์ การที่เราได้เข้าไปในความทรงจำของเจ้าของห้อง หรือของอ้อย เป็นสิ่งที่ไม่ต้องมีเสียก็ได้ แต่มันคือเศษเสี้ยวเล็กๆที่สำคัญ เพราะมันคือการประกอบสร้างจากสิ่งละอันพันละน้อยขึ้นเป็นความทรงจำใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ชิ้นส่วนกระจัดกระจายเหล่านี้ไปไกลกว่าแค่การเป้นหนังที่คลี่ให้ดูว่าเรื่ทั้งหมดฉลาดแค่ไหนในการเอาชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ในหลากหลายแบบ คือการแสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์ของชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล (เราเรียกใหม่ในนามความทรงจำ) ที่ส่งผล ดำรงคงอยู่ ทำลายล้าง ต่อต้าน หรือส่งเสริมปัจจุบันขณะ อนาคต อันเป็นสิ่งซึ่งลอยฟ่องอยู่ในหนังอย่างน่าสนใจ

 

ฉากสำคัญที่ทำให้ประเด็นนี้โดดเด่นคือฉากที่เล็ก (ในนามของก้องซึ่งเลอะเลือนอยุ่ในอาการความจำเสื่อมว่าตัวเองคือใครหรือไปทำอะไรมา (ละม้ายกับตัวละครVera ใน The Headless Woman ของ Lucrecia Martel ไม่ผิดเพี้ยน) ) คุยกับอ้อยถึงตึกที่กำลังสร้างใหม่ทับลงบนตึกเดิมที่ร่ำลือว่าผีดุ อ้อยถามว่าในเมือ่ตึกนี้ผีดุ เมื่อมีการสร้างใหม่ผีจะจำได้หรือเปล่าว่ามันเคยอยู่ที่นี่ หากมันมันจำไม่ได้แล้วล่ะก็ผีก็คฝังอยู่ในฐหินปูทรายเสียมากกว่า หากในอีกทางหนึ่งอ้อยเองก็เป็นนักล่าผีผ่านทางการเป็น นักดมกระป๋องสูดหากลิ่นของสิ่ของที่เคยบรรจุอยู่ ที่มีนัยยะถึงคนที่ยังระลึกถึงความทรงจำเก่าของสิ่งต่างๆที่ไม่ได้อยุ่ในภาชนะบรรจุของมันอีกแล้ว

 

การสร้่างปรัะวัติศาสตร์ขึ้นใหม่จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อกวนความทรงจำในอีกท่วงทำนองเช่นกัน และถึงที่สุดแล้วตัวละครในเรื่องต่างพากันเขียนประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง โดยทำให้มันดูคล้ายของเดิม คล้ายของที่มีอยู่แล้ว วิธีการนั้นแสนง่ายได้ มันก็คือการหยิบจับเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วนั่นเองมาตัดทนอลดรูปเขียนใหม่ เหมือนตึกที่สร้างใหม่ในหนัง เหมือนตัวเล็กกับก้องที่เกิดขึ้นมาจากการประกอบสร้างสิ่งละอันพันละน้อยของเด็กหนุ่มในร้านถ่ายเอกสาร

 

ประวัติาสตร์ที่สร้างใหม่เด่นชัดอยู่ในฉากห้องของชายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของก้องกับเล็ก เมื่อเขาตายลง ความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนชายในป่า ถูกเอาไปทำซ้ำกำเนิดใหม่ในเรื่องการหลงป่าของเล็ก หรืออาจจะในตำนานนกยูงทองของอ้อย การมีอยู่ของเขาถูกลบเลือนไปเจ้าของห้องคนใหม่ย้ายเข้ามา และจัดห้องใหม่อีกครั้ง เขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นทับประวัติศาสตร์ฉบับเดิมของเจ้าของเก่า โดยไม่เคยรู้เลยว่า ‘ ที่นี่มีคนตาย’ ในฉากนี้หนังโฟกัสไปยังคราบไคลของสิ่งต่างๆที่ยังคงดำรงอยู่อย่าง ‘มองไม่เห็น’ คราบเลือดที่พื้นห้อง คราบที่รูท่อของห้องน้ำ ผ้าม่าน ผนัง ร่องรอยเล็กๆที่ไม่ได้สลักสำคัญ ร่องรอยของประวัติศาสตร์ฉบับเดิมที่ถูกกดทับไว้ ทำให้หายไป (เฉกเช่นเจ้าของห้องคนใหม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของห้องคนเดิม) และไอ้สิ่งที่มองไม่เห็นนี่เองคือหัวใจสำคัญของเรื่อง

 

ในฉากแรกสุดของหนัง คือฉากภาพเบลอของสิ่งที่เราไม่รู้ว่าคืออะไร มวลสีเคลื่อนไหวไม่รู้รูปทรง ก้องอธิบายกับเล็กว่ามันคือภาพของนางในฝัน ที่ก้องระลึกได้เมื่อได้ฟังเพลงของDebussy นางในฝันที่ไม่ใช่นุก คนรักเก่าของเขา แต่เป็นหญิงสาวแปลกหน้า ก้องพยายามจะบอกให้เล็กจ้องมองภาพนั้นแต่เล็กมองไม่เห็น ไม่ว่าจะทำอย่างไร

 

ภาพเดิมมาปรากฏอีกครั้งในตอนจบ และคราวนี้เล็กไม่ได้เพียงมองในจินตนาการจนเห็นแต่เขาเห็นมันขึ้นมาจริงๆ

 

การมองเห็นสิ่งมองไม่เห็นคือประเด็นสำคัญของหนัง หาเราคือคนที่มองไม่เห็นมาตลอด เป็นคนธรรมดาที่ใ้ชีวิตอยุ่กับประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างที่เราเหมาเอาว่ามันเป็นฉบับทางการ เรากระทั่งหลงลืมไปด้วยว่าอันที่จริงตัวเราไม่ใช่สิ่งกำเนิดใหม่เอี่ยมอ่อง หากเป็นภาชนะบรรจุร่องรอยของสิ่งอื่นๆจำนวนมาก ผู้คนที่อยู่กับเรา หรือผู้คนที่เราลืมไปแล้ว ที่เราฝันอยากจะเป็น หรือที่เรากดทับเอาไว้ เรามืดบอดต่อการตระหนักรู้ว่าเราเป็นเหมือนกระป๋องบรรจุร่องรอย ซึ่งถูกทำขึ้นใหม่ ถูกปิดฉลากใหม่จากบรรจุภัณฑ์เดิม ภูติผีของผู้คนที่เรามองไม่เห็นไหลเวียนอยุ่ในทุกส่วนของร่างกายของเราเสมอ เรามืดบอดจนแม้มีคนตายลงตรงหน้า เราก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี มืดบอดจนแม้เราอยุ่ในห้องเล็กแคบเราก็ไม่อาจหา ‘เสื้อสีแดง’ที่หายไปพบ มืดบอดจนเราคิดว่าเราสามารถก่ออาชญกรรมเพื่อเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนเรื่องจารชน จารชนความจำเสื่อมที่ต่อสู้เพื่อความดีงามจนความจำเสื่อม แถมยังเป็นเรื่องจารชนแบบที่มีตัวเราเองเป็นฮีโร่ด้วย เรามองไม่เห็น เพราะเราไม่เคยมอง จนเมื่อเราได้ประกอบอาชญากรรมขึ้น ได้รื้อสร้างตัวตนของเราใหม่อีกครั้ง ในตอนนั้นเองเราจึงมองเห็น มองเห็นภาพที่เรามองไม่เห็นมาก่อน ภาพของคนรักของผู้อื่น ซึ่งมีร่องรอยอยู่ในเราด้วย ภาพของผู้หญิง ‘ร่มแดง’ที่ชานชาลารถไฟ ผู้หญิงที่อาจอยุ่ในตำนานนกยูง ซึ่งสับสนไปหมดว่าโจรกับเจ้าชายแตกต่างกันตรงไหน เมื่ออะไรก็สับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ ตอนนั้นเองที่เราได้ค้นพบขนนกยูง ขนนกยูงตัวที่เราทิ้งใ้ตายในกองไฟทั้งที่สัญญากันแล้ว

 

 

แต่เพียงผู้เดียวจึงคลี่คลายตัวเองในลักษณาการเช่นนี้ มันคือการกระจัดกระจายของสิ่งต่างๆออกไปเพื่อที่จะมัดรวบทั้งหมดขึ้นมาใหม่เป็นคนเพียงคนเดียว สิ่งสำคัญไม่ได้อยุ่ที่ว่า เขาคือใคร แต่คือการที่รู้ว่าเขาเป็นส่วนประกอบของอะไร และเราจะค้นหาส่วนประกอบนั้นได้อย่างไรหากเราไม่สามารถมองเห็นคราบเปื้อน ร่องรอยที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา

 

ไม่ว่าจะมีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ (หรือมันอาจจะเป็นการตีความผิดๆถูกๆของผู้เขียนเท่านั้นเอง) เลยพ้นไปจากกอาการประจำยุคสมัยของการเป็นหนังอาร์ตนิ่งช้า คงเดชยังคงทำหนังแบบเข็มซ่อนปลายที่ซ่อนประเด็นต่างๆในหนังไว้ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง และแม้แต่เพียงผู้เดียวอาจจะไม่ใช่หนังที่ผู้เขียนชอบที่สุดของคงเดช แต่มันก็ยังคงยืนยันว่าคงเดชเป็นผู้กำกับไทยที่เราจะต้องติดตามต่อไปอย่างยิ่ง

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s