BEFF6 LUX FILMS PROGRAM เมื่อไม้ซีกงัดไม้ซุง

 

ภาพของโจนเช็ง ที่เดินกรีดกรายโดดเดี่ยวไปตามทางเดินของเรือนพักพนักงานยังคงตราติดอยู่ใน ความทรงจำ หลายปีที่แล้ว ในหนังแสร้งว่าสารคดีเรื่อง 24 City ของเจี่ยจางเคอะ ซึ่งสำรวจภาพของโรงงานเหล้กที่มีคนงานนับพันซึ่งกำลังปิดตัวลงเพื่อกลายเป็น อพาร์ทเมนต์หรูหรา  หนังตามสัมภาษณืคนงาสนเก่าใหม่กันอุดตลุด แล้วอยู่ดีๆ โจน เช็ง ก็โผล่เข้ามา ในฐานะนกน้อยเสียงทองอดีตาวประจำโรงงาน การโผล่เข้ามาของเธอทำให้เส้นแบ่งของสารคดีและเรื่องเล่าขาดสะบั้นเข้าหากัน ทำให้สารคดีทั้งหมดปูทางไปสู่การแทรกตัวของเรื่องเล่าที่ถูกแอบสอดใส้เข้ามา ผลุดโผล่กลางความทรงจำ ทำให้ความจริงบนบัลลังก์ถูกสั่นคลอนด้วยความเป็นเรื่องเล่าหน้าด้านๆ และการบอกว่าความจริงก็เป็นเรื่องเล่าชุดหนึ่งเหมือนกัน

หาก นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความจริงและเรื่องเล่าลักลอบคบชู้กันต่อหน้าผู้ชม เราอาจสืบย้อนขึ้นไปถึงแต่เมื่อครั้งที่ Jean Rouch เริ่มบอกให้บรรดาผู้คนที่เขาตามถ่ายเริ่มแสดงอะไรขึ้นมาหน้ากล้องเสียบ้าง โน่นนั่นเลยทีเดียว

 

และนี่อาจคือวิธีอธิบายหนังสองจากสี่ เรื่องจากสองโปรแกรมหนังของLUX FILMS เอเจนซี่จัดจำหน่ายหนังทดลองของศิลปินจากเกาะอังกฤษส่งมาฉายในงานBEFF แม้จะประกบคู่กันแบบแบ่งส่วนสารคดี(แอบทดลอง)หนึ่งทดลองหนึ่ง แต่การพูดึงหนังทั้งสี่เรื่องนี้นอกจากแหล่งที่มาเดียวกันแล้วยังมีจุดร่วมเสียจนต้องพูดควบกันสี่เรื่องเป็นหนึ่งโปรแกรม

สารคดีว่าด้วยโรงงานรถ DMC รถประตูทรงปีก (แบบในหนัง Back to the Future) ในอังกฤษที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลซึ่งล้มไม่เป็นท่าในเชิงธึรกิจส่งผลให้ต้องลอยแพคนงานจำนวนมาก สารคดีว่าด้วยนักการเมืองหญิงอายุน้อยที่สุกในรัฐสภาอังกฤษชาวไอร์แลนด์เหนือที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวไอร์แลนด์ชนิดถึงเลือดถึงเนื้อ หนังทดลองที่พาผู้ชมเข้าไปเดินเล่นในโรงงานชุบเหล็กที่กำลังจปิดตัวลง จ้องมองเงียบเชียบถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโรงงานนั้นอย่างเงียบ และภาพฟุตเตจส่วนบุคคลของครอบครัวที่เอามาตัดรวมกับฟุตเตจส่วนรวมจากงานฉลองพิธีสมรสของราชินีสองพระองค์

 

หนังสี่เรื่องจาก LUX ซึ่งทำห้าที่เป็นเอเจนซี่ในการจัดจำหน่าย หรือหาพื้นที่ฉายให้กับศิลปินนักสร้างภาพเคลื่อนไหวจากอังกฤษLUXส่งหนังสี่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ ธีม คุ้ยค้นหนังบ้าน ฟุตเตจเก่ามาร่วมใน BEFFครั้งนี้ได้อย่างแยบยล แนบบเนียนและร้ายกาจ

 

เราอาจกล่าวโดยรวมว่านี่คือหนังที่ทั้งพร่าเลือนเส้นแบ่งของสารคดีกับเรื่องเล่า แต่ในขณะเดียวกัน มันคือหนังขับเน้นปัจเจกออกจากมวลชนไร้นาม แสดงให้เห็นถึงด้านที่ถูกทำให้ลืมของประวัติศาสตร์ นั่นคือรายละเอียดของคนเล็กคนน้อยที่สาบสูญไปในชุดของเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อย่างพิธีอภิเษกสมรส หรือการล้มลงของอุตสาหกรรมอังกฤษ

 

เราอาจต้องแบ่งหนังออกเป็นสองกลุ่ม โดยจัดเรียงเสียใหม่ไปตามท่วงทำนองของมัน โดยหนังอย่างTWO CORONATIONS และ SACK BARROWS อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มของหนังที่มีสายตาส่วนบุคคลสอดส่องไปในเหตุการณ์ทางการเมือง ในขณะที่BERNADETTE และ MAKE IT NEW JOHN เดินหน้าเต็มตัวในฐานะสารคดี ที่ลงเอยอย่างลางเลือนแลดิ่งลึกลงสู่การแตกความเป็นเป็นปัจเจกของสิ่งที่ดูเป็นของมวลชน อย่างงดงามและรวดร้าว

 

SACK BARROWS โดยBEN RIVERS เล่าถึงความล่มสลายของอุตสาหกรรมใอังกฤษด้วยวิธีการพิเศษกล่าวคือพาผู้ชมเข้าไปจ้องมองโรงงานแห่งหนึ่งที่กำลังจะปิดตัวลง โดยไม่ให้ข้อมูลใดๆ ทั้งหมดเป็นเพียงภาพของโรงงานีทึทึม คนงานที่ยังคงทำงานกันเป็นปกติ และสิ่งละอันพันละน้อย ของเหลวที่เือดปุดจากกระแสไฟฟ้าในถึงชุบ คราบไคลที่จับตามที่นั่นที่นี่ โถงทางเดินทึบทึม ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของคนงาน รางเหล็กที่เคลื่อนไปมา หรือภาพโป๊วับๆแวมๆที่แปะอยู่ตามที่นั่นที่นี่ บางภาพคงอยู่มานานถึงขนาดถูกทาสีทับบางส่วนไปด้วยซ้ำ

 

ความเก่าคร่ำคร่า มืดทึม หม่นเศร้า ฉายภาพเรื่อเรื่องของโรงงานโดยไม่ตั้งคำถามไกลไปกว่าการจ้องมอง เราอาจรู้มาก่อน หรืออาจจะในภายหลังว่านี่คือภาพของโรงงานที่กำลังจะปิดตัวลง คำถามอื่นๆตามมาจากเรื่องย่อหรือ statement แต่ในขณะเปลือยเปล่าต่อหน้าภาพผ่านดวงตาของผู้กำกับ เราอาจล่องลอยไปได้ไกลแสนไกล ลึกเข้าไปในโรงงานมืดๆรั้นด้วยตนเอง

 

ดวงตาปัจเจกของBen Rivers นี้เองที่ไม่ได้มุ่งมาดปรารถนาจะตั้งคำถามอะไรนี้เอง ที่ทำให้เราได้เข้าไปสู่ด้านที่อยู่นอกเหนือคำถาม ด้านที่อยู่นอกเหนือสาตาของการเมือง เศรษฐกิจ ปัญหาแรงงาน แต่อาจเป็นสายตาของลูกจ้างสักคน หรืออาจจะคนนอกสักคนที่จ้องมองสิ่งนี้

 

ด้วยดวงตาในทำนองเดียวกันนี้เอง TWO CORRONATIONS (STEPHEN CONNOLLY/2011/UK) หยิบจับเอาสายตาส่วนตัว ของภาพถ่ายการเที่ยวปิคนิคของครอบครัว มาผสานร่วมกับ ฟุตเตจทางการอย่างภาพพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยเรื่องเล่าเวอร์ชั่นใหม่ของเจ้าหญิงนิทรา

 

ด้วยวิธีการนี้เอง สายตาส่วนตัวในฐานะ ประชาชนชาวอังกฤษ จึงถูกใช้ในการจ้องมองตัวเอง (ฟุตเตจของครอบครัว ) และจ้องมองไปยังหอคอยของเจ้าหญิงด้วย ภาพฟุตเตจพิธีที่CONNOLLY เลือกใช้ คือภาพมุมสูงที่มองลงมาเห้ฯหวลมหาประชาชนเงยขึ้นไปสบตากล้อง และภาพระยะไกลของทหารสนวนสนาม กล่าวถึงที่สุด ใช่หรือไม่ว่านี่คือส่วนของสายตาจากปราสาทที่มองลงมายังฝูงชนที่มองสวนขึ้นไป และในขณะเดียวกัน ขณะที่เราเห่อเหิมไปกับประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยม เขาก็ได้ตัดต่อเอาประวัติศาสตร์ส่วนตัวของประชาชนคนเล็กคนน้อยแนมเข้าไปแทนที่ ขัดขา สะดุดจังหวะเรื่องเล่าเจ้าหญิงนิทราว่าด้วยการที่เมื่อใดที่ท่านสนใจแต่เจ้าหญิงที่หลับอยุ่ ท่านจะคิดถึงนางคนใช้ หรือชาวบ้านชาวเมืองไปพร้อมๆกันได้ด้วยหรือไม่

 

พิธีราชาภิเษกของราชวงศ์อังกฤษจึงถูกนำมาตั้งคำถามอย่างแยบยลในการณ์นี้ด้วยการไม่เห็นราชวงศ์ แต่เห็นสายตาแบบราชวงศ์ (ที่ทอดมองต่ำลงมา) และเห็นการสบตาจากประชาชนข้างล่างซึ่งก็มีตัวตนอยู่เหมือนกัน

ต่างกับหนังอีกสองเรื่องที่เหลือ จากภาพไร้เรื่องเล่า (หรือเรื่องเล่าที่ไม่ตรงกับภาพ)ในหนังสองเรื่องแรก มาสู่หนังที่ทำทีท่าว่าจะบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของจริง แต่ค่อยๆเลือนเส้นของมันออกอย่างแนบเนียน

 

ในMAKE IT NEW JOHN ( DUNCAN CAMPBELL /2009 /UK) หนังทำตัวเป็นสารคดี (ที่น่าจะตัดต่อจากฟุตเตจข่าวโทรทัศน์ โฆษณา และสกูปอื่น) ว่าด้วยการถือกำเนิิดจวบจนล่มสลายของบริษัทผลิตรถยนต์ประตูทรงปีก (แบบที่ต้องเปิดประตูด้วยการยกขึ้นเหมือนปีกที่กางออกยี่ห้อ DMC ซึ่งัฐบาลอังกฤามีส่วนร่วมในการให้ทุนสนับสนุนหลัก แล้วก็เป็นการเลิกสนับสนุนของรัฐบาลเช่นกันที่ทำให้บริษัทล้มละลายจนต้องปลดคนงานนับพันคน

 

หนังไล่เรียงเหตุการณ์ด้วยรูปแบบของสารคดีเต็มสูบ (ละเว้นก็แต่ไม่มีเสียงvoiceover)เราจะรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท การให้สัมภาษณืของผู้บริหาร การเยี่ยมชมโรงงาน การให้สัมภาษณ์จากทางรัฐบาล ไปจนถึงภาพโฆษณารถยนตร์ ได้เห็นไปจนถึงช่วงวิกฤตเมื่อยอดขายไม่กระเตื้อง ผู้บริหารล้มละลาย ปลดคนงานออก ไล่เลยไปจนถึงกรสัมภาษณ์คนงานที่โดนปลดออก

 

ตรงนี้เองที่ดูเหมือนเส้นแบ่งนั้นเลือนออกไป เมื่อเริ่มจากการสัมภาษณ์หน้าโรงงาน ไหลเรื่องไปจนการนั่งโตีะสัมภาษณ์กันสดๆ ในฉากการสัมภาษณ์นี่เองที่หนังเปิดเผยให้เห็นถึงชีวิตฝั่งคนงานบ้าง การดิ้นรนเดือดร้อนเมื่อตกงาน คนงานที่มีลูกเมีย คนงานที่มีอายุ และคนงานที่อยู่คนเดียว การสัมภาษณืไปได้ไกลถึงขนาดเผยให้เห็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เรื่องราวส่วนตัวของแต่ละคนที่เผลอไผลพูดออกไป เข้มข้นคาดคั้นโดยมีผู้สัมภาษณ์อยู่หลังกล้องยิงคำถามเด็ด หนังจบลงตรงนี้ ที่น่าทึ่งคือเราไม่อาจรู้ได้ว่าฉากสัมภาษณ์ท้ายเรื่องนี้เป็นของจริงหรือเป็นสิ่งที่ทำขึ้นใหม่!

 

ความเข้มข้นทั้งหมดถูกเคี่ยวให้งวดลงเพียงแค่บนาทีสุดท้ายของหนัง ซึ่งเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นของทำขึ้นใหม่ ทำไมน่ะหรือ เพราะการสัมภาษณ์คนงานโดยตัวมันเองคือการสัมภาษณ์ใครก็ได้ที่ไม่เคยอยู่ในฉากช่วงของการบันทึกด้วยกล้องน่ะสิ ผู้บริหารมีใบหน้าที่ชัดเจนว่าคือใคร แต่คนงานโดยสามัญคือคนที่กล้องเพียงกวาดผ่าน มองเห็นเพียงบางเสี้ยวส่วน ถูกจดจำในฐานะพหูพจน์ของความเป็นคนงาน ดังนั้นมันจึงง่ายที่จะเอาใครก็ได้มาเล่น ในอีกทางหนึ่งนี่คือวิธีการแยบยลในการตอบโต้กับประวัติศาสตร์ฉบับทางการ เพราะการล้มล่มสลายฉบับทางการไม่เคยมีคนงานบรรจุอยู่ บริษัทถูกยุบไป รัฐบาลเอาตัวรอด ผู้บริหารล้มเหลว คนงานตกงาน แต่เพียงแค่คำ ‘การตกงาน’นั้นไม่พอ คนงานมีเรื่องเล่าของตัวเอง มีชีวิตของตัวเอง มีภาพในฐานะของ ส่วนที่ถูกนับเพื่อไม่นับรวมให้เป้นส่วน และพวกเขาไม่ได้พูดเลย ไม่ใช่เพราะเขาถูกกีดกันการพูด แต่เพราะพวกเขาพูดไม่ได้ พวกเขาไม่มีเสียง เพราะเป็นเสียงที่เป็นแบบอื่น ภาษาอื่นเสียงที่ไม่สามารถเข้ากับประเด็นการล้มเหลวของบริษัท มีแต่การถุกบังคับให้พูดในบทสัมภาษณ์ปลอมๆนี้เองที่คนงานได้พูด ประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ จริงแค่ไหนไม่อาจทราบ แต่เป็นเอกพจน์บุรุษที่หนึ่งแล้วในตอนนี้

 

 

แตกต่างโดยิ้นเชิงกับหนังเรื่องสุดท้ายของโปรแกรมอย่าง BERNADETTE (DUNCAN CAMPBELL /2008/UK) หนังอีกเรื่องโดยฝีมือผู้กำกับคนเดียวกัน ที่มาในรูปแบบเดียวกันคือสารคดีสร้างขึ้นจากภาพข่าว การให้สัมภาาณืสกูปและสิ่งละอีพันละน้อยที่มีอยู่แล้ว แต่ในคราวนี้มันโฟกัสไปยังคนคนเดียวนั่นคือ BERNADETTE DEVLIN สาวชาวไอริชหัวรุนแรงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวไอริช จนได้รับเลือกตั้งเป็นสส.ที่อายุน้อยที่สุดในสภาอังกฤษ เบอร์นาเดตตืเป็นตัวแสบของจริง หนังเต้มไปด้วยบทสัมภาษณ์เผ็ดร้อนที่เธอโจมตีรัฐบาลอังกฟษอย่างคมคาย การที่เธอเป็นหัวโจกในการชุมนุมประท้วง ในการที่เธอ ชกหน้ารัฐมนตรีมหาดไทยที่ปัดความรับผิดชอบเรื่องการสังหารหมู่ Bloody Sunday ที่เธอเองอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

 

ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับ MAKE IT NEW JOHN ใน BERNADETTE ทุกวินาทีของหนังคือความเข้มข้นของคนที่มีเสียงมากพอที่จะพูด เธอพูดเพื่อเสียงของเพื่อนชาวไอริชร่วมชาติ (ซึ่งเราอาจทาบทับเข้ากับเหตุการณ์เสื้อแดง หรือเหตุการณ์สามจังหวัดภคใต้ก็ได้) ตลอดทั้งเรื่องคือเสียงของเธอที่ตอบโต้กับเสียงของรัฐที่เข้ามาปราบปรามกดขี่ ทำร้าย พี่น้องไอริชของเธอ

 

หากหนัง็กลับปตาลปัตรอย่างรุนแรงในช่วงสิบนาทีสุดท้าย(อีกครั้ง) ด้วยการคลี่เผยให้เห็นอีกด้านของเบอร์นาเดตต์ ด้วยภาพที่ทำขึ้นใหม่ ในช่วงสิบนาทีสุดท้ายของหนังนั้น หนังคืบเคลื่อยนไปในฐานะหนังทดลอง การจ้องมองท้องฟ้า หรือภาพการเดินเล่นของเธอเมือ่ครั้งยังสาว พร้อมกับเสียงจากหนังสืออัตชีวประวัติของเธอเอง ในฐานะคนที่มีเสียง ตลอดทั้งเรื่องเราได้ยินเสียงของเธอในฐานะอีสาวหัวรุนแรง จนในช่วงท้ายนี้เองหนังตั้งคำถามสำคัญว่าที่เราได้ยิน ได้เห็น เราได้ได้ยินหรือได้เห็นเบอร์นาเดต์ตัวจริง หรือเห้นเพียงเธอในฐานะภาพแทนทางการเมือง ช่วงสิบนาทีอันอ่อนไหวของหนังรื้อสร้างภาพของเบอร์นาเดตต์ในฐานะของมนุษย์ที่มีความอ่อนไหวของตัวเอง มีช่วงเวลาจ้องมองฟ้่า สูบบุหรี่ แล้วเศร้าสร้อย

 

หนังทั้งสี่เรื่องจึงเป็นรูปแบบสำคัญในฐานะไม้ซีกปัจเจกที่งัดข้อต่อไม้ซุงประวัติศาสตร์ฉบับทางการ การสร้างความทรงจำส่วนบุคคลขึ้นมาสวมทับ ต่อต้าน สบตา ท้าทาย ต่อสู้ ประวัติศาสตร์ฉบับทางการ และนี่คือวิธีไม่กี่ทางเท่านั้นที่เราจะมองเห็นความหลากเลื่อนว่าประวัติศาสตรืที่เรารับรู้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าข้อสรุปฉบับย่อที่ก้าวข้ามหัวคนไปเป็นจำนวนมากเท่านั้นเอง

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s