ลุงบุญมีระลึกชาติ ( อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล/2010 / ไทย)การเปลี่ยนความทรงจำให้เป็นประวัติศาสตร์

 

“ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย” *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า

ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้

ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19  ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี
นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D’or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ’ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง
กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)’ ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม หมู่บ้านที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกเรียกว่าหมู่บ้านเสียงปืนแตก เนื่องจากเป็นสถานที่แรกในการเปิดฉากต่อสู้ระหว่างกองกำลังของคอมมิวนิสต์กับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากตัวหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ ยังมีหนังสั้นอย่าง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี’ หรือ THE PHANTOM OF NABUA ที่เล่าเรื่องแตกแยกย่อยออกไป (ไม่ได้หมายถึงแตกย่อยจากตัวหนัง แต่ตัวหนังก็เป็นส่วนแตกย่อยส่วนหนึ่งของทั้งโปรเจคต์ด้วยเช่นกัน)

อย่างไรก็ดีเมื่อมองแยกส่วนเฉพาะลุงบุญมีระลึกชาติ เราอาจจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะความทรงจำของภาคอีสานซึ่งปะปนเข้ากับความทรง จำของผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานและความทรงจำของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้กำกับเลือกใช้ การระลึกชาติในความหมายของหนังนั้นเป็นไปได้ทั้งกว้างและลึกในขณะเดียวกันก็ แนบเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง ประวัติศาสตร์ ชีวิต และ เรื่องเล่า

ลุงบุญมีระลึกชาติ
ดูเหมือนว่าการระลึกชาติในความหมายของหนังเรื่องนี้ที่แท้แล้วไปไกลกว่าการระลึกชาติในความหมายเชิงกึ่งพุทธกึ่งผีที่พูดถึงชาตอนี้ ชาติหน้าหรืออดีตชาติ แต่เพียงถ่ายเดียว ตามวิธีนั้น ประวัติศาสตร์ของชีวิต (ในแต่ละชาติ) วิ่งเป็นเส้นตรงแนวดิ่งจากอดีตชาติไล่เรียงไปจนถึงชาติหน้า  แต่การระลึกชาติของลุงบุญมีไม่ได้เป็นไปเพียงในลักษณะเช่นนั้นอย่างเดียว
หนังเริ่มเปิดฉากด้วยภาพของควายซึ่งหลุดออกจากหลักวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าอันมืดมิด ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของลุงบุญมี กับป้าเจนและโต้ง เรื่องของจาย  และการกลับมาของฮวย ผีเมียลุงบุญมี กับบุญส่งที่ตอนนี้ได้เมียเป็นลิง และตัวเองก็กลายเป็นลิง ตัดไปยังเรื่องเล่าของเจ้าหญิงที่แอบหลงรักองครักษ์ แต่กลับไปลงเอยกับปลาดุกพูดได้ และกลับมาที่ชีวิตช่วงท้ายของลุงบุญมี และเหตุการณ์หลังจากนั้น
การระลึกชาติที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่มีเพียงการเกิดมาเป็นคนแต่เพียงอย่างเดียว มีนิทานพื้นบ้านมากมายที่เล่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด คนอาจเปิดเป็นปลาบู่หรือเป็นต้นไทร  การเกิดเป็นสัตว์ในชาติหนึ่งและเป็นคนในอีกชาติหนึ่งไม่ใช่เรื่องพิศวงงงวยในความเชื่อของเรา พิจารณากันในแง่นี้ บุญมีอาจมองเห็นตัวเองเป็นควายในชาติที่แล้วหรือปลาดุกในชาติก่อนหน้านั้น บางทีฮวยอาจระลึกชาติเห็นสามีในอดีตชาติของเธอ บุญส่งได้กลายเป็นลิงในชาตินี้(มนุษย์กลายเป็นชาติที่แล้วของเขา) ป้าเจนก็อาจกลายเป็นแมลงในชาติหน้า (ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเช่นว่าการช๊อตแมลงด้วยที่ช๊อตไฟฟ้า หรือเดินเหยียบผีเสื้อกลางคืนนั้นเป็นบาป) บูญมีเองก็อาจเกิดใหม่กลายเป็นผึ้งที่โดนจับมารีดน้ำหวานในรังที่เขาทำไว้ในชาตินี้ มีสัตว์มากมายอยู่ในหนัง บางชนิดพูดได้ บางชนิดครึ่งสัตว์ครึ่งคน มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ (ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้จริง ) เราเชื่อเรื่องพวกนี้เมื่อราได้เห็น เพราะมันไหลเวียนอยู่ในชีวิตของเราในเรื่องเล่าประจำวัน ในตำนานพื้นบ้าน ในนิทาน ในเรื่องไสยศาสตร์ประจำบ้าน เจ้าหญิงอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าของป่าเมื่ออดีตชาติ กระทั่งหญิงงามในเงาน้ำที่เจ้าหญิงมองเห็น นั่นก็อาจเป็นชาติที่แล้วของนาง การระลึกชาติไหลเวียนและผุดบังเกิดในแง่นี้อยู่อย่างสวยสดงดงามลึกลับชวนสะพรึงแนบไปกับเนื้อของชีวิต
ในขณะเดียวกันการระลึกชาติก็ไม่ได้มาในรูปการเปลี่ยนร่างในการเกิดชาติใหม่ แต่เพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของหนังเราได้เห็นการระลึกชาติผ่านทางการ’เปลี่ยนบทบาท’ในชาติ เดียวกัน นั่นคือเมื่อพระโต้ง (ที่ต้องบวชหน้าไฟเพราะลุงบุญมีไม่มีญาติที่ไหนหลงเหลืออยู่อีกนอกจากโต้ง ที่ที่จริงแล้วเป็นหลานของป้าเจนอีกต่างหาก) ออกจากวัดในยามวิกาลมาที่ห้องโรงแรมของป้าเจนเนื่องเพราะนอนไม่หลับ ฉากนี้เราเห็นพระโต้งถอดสบงจีวร เปลี่ยนชาติกลับไปเป็นมนุษย์ (แถมป้าเจนยังเรียกว่าไอ้ลูกหมาอีกต่างหาก) ก่อนที่จะพากันออกไปหามื้อดึกกินกันเพื่อที่จะพบว่า มีตัวตนของพวกเขาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ในอีกชาติหนึ่งซึ่งดำเนินไปพร้อมกันราวกับมิติคู่ขนาน  บางทีลุงบุญมีเองก็อาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของโต้ง ชาติที่พูดภาษาอีสาน(โต้งพูดอีสานไม่ได้) หรือบางทีโต้งอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของบุญส่งลูกชายลุงบุญมีที่เป็นลิงไป แล้ว พอๆกับที่ป้าเจนเป็นชาติ(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของฮวยผู้เป็นพี่สาวก็เป็นได้  ความไหลเลื่อนเชิงรูปแบบแห่งการระลึกชาติในหนังซึ่งบอกเล่าอย่างคลุมเครือ นี้คือหัวใจ การระลึกชาติเกิดขึ้นในทุกความเป็นได้ ไม่ใช่แค่ในหนังกระทั่งในชีวิตของเราเองก็เช่นกัน มีบ่อยไปที่เรามองเห็นใครคนหนึ่งเป็นภาพแทนของใครบางคน ทั้งที่คงอยู่ หรือที่จากไป ทั้งในฐานะของมนุษย์ และในฐานะของตำแหน่งหน้าที่ ไล่ไปจนถึงบทบาททางสังคม บางสิ่งยังคงดำรงอยู่ในชาติที่แล้วในระนาบเวลาของชาตินี้

อภิชาติพงศ์ระลึกชาติ
เลยพ้นไปจากเรื่องเล่าของการระลึกชาติ ที่แท้แล้วหนังเร่องนี้ก็คือการระลึกชาติโดยตัวของมันเอง ทั้งในแง่การรนะลึกชาติของอภิชาติพงศ์เองในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา (หากเราจะเล่าใหม่ว่าหนังหนึ่งเรื่องคือหนึ่งชาติของอภิชาติพงศ์) และในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ตัวหนังเรื่องนี้คือการ’ระลึกชาติ’ถึงหนังไทยในยุคสมัยซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว และยังรวมถึงการระลึกชาติวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทบ้าน ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในระนาบเวลาปัจจุบันนี้
นอกเหนือจากป้าเจน และโต้ง ดาราคู่บุญของอภิชาตพงศ์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น ‘ร่องรอย’ของหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของเขาเอง ที่น่าสนใจคือในคราครั้งนี้เรากลับรู้สึกถึงการพาเหรดกันมาของบรรดาหนังเก่าเหล่านั้น ราวกับขณะที่เรานั่งชม ลุงบุญมีระลึกชาติเราก็ได้ระลึกถึงบรรดาหนังเก่าๆของเขาด้วย ตั้งแต่ฉากช่วงปิดเรื่องกับภาพจำประจำหนังของเขา อย่างภาพถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ (สุดสเน่หา) หรือกะบะท้าย(สัตว์ประหลาด! , UNKNOWN FORCES (งานวีดีโอที่สะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของแรงงานไทย ผ่านทางความรู้สึกของการนั่งท้ายรถกะบะ) หรือMOBILE MEN ที่พูดเรื่องเดียวกัน แต่ชวนให้ใคร่ครวญว่าเป็นความทรงจำของบรรดาแรงงานต่างด้าวอีกต่างหาก) ฉากป่าตอนเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึงป่าใน สัตว์ประหลาด! ฉากการเดินเล่นของป้าเจนกับลุงบุญมี เลยไปถึงกาหยอกล้อเล่นกับจาย หนุ่มคนงานชาวลาว ทำให้นึกถึงฉากซึ่งคล้ายคลึงกันระหว่างป้าเจนกับมินอูในสุดเสน่หา (ซึ่งจะว่าไปตัวจายในฐานะคนต่างด้าวก็แทบจะเป็นตัวแทนของมินอูได้เลย)  ฉากการสมรักของเจ้าหญิงท่ามกลางธารน้ำเย็นฉ่ำ ก็ทำให้คิดถึงฉากเดียวกัน(ด้วยท่าทางเดียวกัน และด้วยลักษณาการของผื่นผิวหนังแบบเดียวกัน)ของมินอูใน สุดเสน่หา ซึ่งว่ากันอีกทีตัวละครเจ้าหญิงและเรื่องเล่าในช่วงนี้ ก็ชวนให้คิดถึง ราตรีสีเลือดหนังซึ่งซ้อนอยู่ในหนังเรื่อง WORLDLY DESIRE งานที่เขาให้พิมพกา วิระ มากำกับหนังเรื่องราตรีสีเลือด แล้วถ่ายทำหนังเรื่องนี้ซ้อนกองถ่ายไปอีกครั้ง ซึ่งแน่ละ ราตรีสีเลือดเป็นหนังที่ถ่ายทำเพื่อเฉลิมฉลอง และระลึกให้กับหนังไทยยุคโบราณ (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ย่อมคือ ‘หัวใจทรนง’นั่นเอง) ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป
ตัวของบุญส่งลูกชายลิงผีของลุงบุญมีก็แทบจะกลืนกลายไปเป็นตัวละครเดียวกัน กับเสือผีใน สัตว์ประหลาด! (กระทั่งนายทหาร ก็ยังมาปรากฏในฉากรูปถ่าย ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่ารูปถ่ายชุดนั้นอาจหลุดรอดออกมาจากฉากทหารถ่ายรูปหมู่กับ ศพประหลาดกลางทุ่งในฉากเปิดเรื่องของสัตว์ประหลาด!ก็เป็นได้ และความหมายของนายทหารในลุงบุญมีฯ ยังยั่วล้อไปกับความหมายของนายทหารในสัตว์ประหลาด! อีกต่างหาก ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป ) ยิ่งไปกว่านั้นฉากเข้าถ้ำในช่วงท้ายของเรื่องก็ชวนให้ระลึกต่อไปถึงฉากถ้ำ ที่ไม่ได้ในสัตว์ประหลาด ฮวยอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของป้าสำเริง ที่ชักพาทุกคนให้เข้าไปในถ้ำซึ่งในครั้งหนึ่งป้าสำเริงเคยบอกว่า ‘บางคนนะ เอาเทียนเข้าไปเทียนก็ดับกลางทาง บางคนขนาดเอาไฟฉายเข้าไปในถ้ำ  พอถึงกลางทางไฟยังดับเฉยเลย!’ แล้วพอพวกเขาเข้าถ้ำ ไฟฉายก็ติดดับติดตับไปจริงๆ  0จวบจนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง นี่ก็อดไม่ได้เช่นกันที่เราจะครุ่นคำนึงฉากงานศพให้เป็นเสมือนรอยต่อของหนัง อย่าง ‘ลอยอังคาร’ (ซึ่งเป็นการจำลองความทรงจำใหม่เกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อของเขา หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เหมือนเรื่องนี้) รวมไปถึงการเรียกใช้ รุ่งจากสุดเสน่หามารับบทเด็กสาวที่มาช่วยงานศพ ฉากของเธอกับป้าเจนพาเรากลับไปสู่สุดเสน่หา และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเมื่อหนังถ่ายพระโต้งเปลือยกายอาบยน้ำในห้องน้ำ ขณะที่สองสาวพูดคุยกันข้างนอก และท้ายที่สุด พระโต้งในฉากสุดท้ายของหนังก็เป็นการระลึกชาติของหลวงพี่เล่นกีตาร์แห่ง แสงศตวรรษในชาติ(เรื่อง)ที่ผ่านมานั่นเอง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงการระลึกชาติภายใน ผ่านทางบุคลิกเหตุการณ์ ท่าทีของตัวละคร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดมา การทำหนังของอภิชาตพงศ์ ล้วนเกี่ยวกระหวัดอยู่กับ เรื่องเล่า และการซ้อนทับเรื่องเล่าลงไปในเรื่องเล่าไปจนถึงการแสดงตนของผู้เล่า แม้จะไม่ห่ามเท่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุงบุญมีระลึกชาติมีลักษณะการดำเนิเรื่องคล้ายคลึงกับ ‘ดอกฟ้าในมือมาร’หนังยาวเรื่องแรกของเขา และ ‘แม่ย่านาง’หนังสั้นอีกเรื่องซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะของการส่งต่อเรื่อง เล่า เรื่องแรกผ่านทางการเล่าต่อๆกันไป ส่วนเรื่องหลังส่งผ่านสื่อตั้งแต่ละครวิทยุไปจนถึงทีวีแล้วผุดออกมาเป็นหนัง โดยทั้งหมดเกาะเกี่ยวกันอยู่กับการเล่าอันพิลาศพิไล มากกว่าจะยืนพื้นอยู่บนความเป็นจริง จังหวะจะโคนและการลื่นไหลในการปะติดปะต่อเรื่องเล่าเข้าด้วยกันของ’ลุงบุญ มีฯ’ ก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย

เลยพ้นไปจาก ‘การระลึกชาติกันเอง’   ของหนังของอภิชาตพงศ์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองการระลึกชาติภาพยนตร์แบบเก่าด้วยเช่นกัน เขาถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยฟิล์ม 16มม. เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงหนังไทยยุคทอง นั่นคือยุคหนัง16มม.(ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครสร้างหนังแบบนั้นอีกแล้ว) เขาถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าหนังทั้งเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหกม้วน(ฟิล์ม) โดยแต่ละม้วนใช้เทคนิคการถ่ายทำต่างกัน และมีเป้าประสงค์ต่างกัน ม้วนแรกคือภาพอันนิ่งสงบ การจ้องมองอันยาวนานไปยังป่ากลางคืน ซึ่งเป็นเสมือนวิธีการทำหนังของอภิชาตพงศ์ที่ทุกคนคุ้นเคย ม้วนที่สองคือการระลึกถึงหนังไทยโบราณ หนังตัดต่อฉากบนโต๊ะอาหารด้วยวิธีการแบบที่เห็นในหนังไทยทั่วไป หรือในละคร ตัดรับหน้าทีละคน มากกว่าตั้งกล้องแช่จากระยะไกล แถมในฉากนี้ยังอุดมไปด้วยเรื่องราวที่เสมือนหลุดมาจาการ์ตูนเล่มละบาท (ซึ่งมักเล่าเรื่องผีสางนางไม้) ขณะที่ม้วนที่สามเป็นช่วงจังหวะของป้าเจนกับลุงบุญมีในสวน ซึ่งเป็นการระลึกถึงหนังแบบสุดเสน่หา ม้วนที่สี่ (ซึ่งเล่าเรื่องเจ้าหญิง) ก็เป็นการระลึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆแบบที่เราหาดูได้ยามเช้าวันเสาณือาทิตย์ ภาพเจ้าหญิงโบราณ และเรื่องเล่าจำพวกปลาดุกพูดได้ อิทฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรเทือกนั้น ม้วนที่ห้ากลับมาสู่ การเข้าป่า เข้าถ้ำอีกครั้ง แต่ในคราครั้งนี้ อภิชาตพงศ์ถ่ายแบบ Day for Night ตามวิธีการที่หนังสมัยก่อนถ่ายฉากกลางคืนกัน เป็นการระลึกถึงวิธีการแบบหนังโบราณ ในขณะทีม้วนสุดท้ายกลับกลายเป็นการระลึกถึงชาติหน้า ด้วยแสงสว่างจ้าของไฟในโรงแรม (รอยตัดของชนบทกับเมืองแบบในแสงศตวรรษปรากฏขึ้นเมื่อเทียบม้วนนี้กับส่วน ที่มาก่อนหน้า)และการแตกตัวเป็นสองมิติของตัวละคร
หากสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการระลึกชาติทางภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ไม่ได้อยู่ที่ การที่ผู้ชมสามารถแทนค่าเทียบเคียงสิ่งนี้กับสิ่งนั้นแต่อย่างใด (กล่าวอย่างง่ายผู้อ่านสมควรโยนสามสี่ย่อหน้าด้านบนนั้นทิ้งไป) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการระลึกชาตินี้คือ สิ่งที่อภิชาตพงศ์ย้ำมาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขานั่นคือคุณสมบัติของ ภาพยนตร์ในการบันทึกความทรงจำ และสถานะของการเป็นเรื่องเล่า ในหนังของเขาไม่มีเรื่องเล่าเรื่องไหนที่มีระนาบเพียงชั้นเดียว เมื่อมันอยู่ในสถานะของเรื่องเล่า ตัวการถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน และเขาถ่ายทอดการไหลปะปนกันระหว่างความทรงจำของตัวละคร และความทรงจำของผู้สร้าง ยิ่งในคราครั้งนี้ยังมีการไหลปะปนจากประวัติศาสตร์ของสถานที่ และสิ่งซึ่งไกลกว่านั้นนั่นคือตัว’ความเป็นภาพยนตร์ด้วยตัวของมันเอง’ กระแสความทรงจำเหล่านี้ได้ปรากฏตัวผุดพรายอยู่ตลอดเรื่องราวของหนังโดยไม่ อวดโอ่แสดงตนให้เห็นชัดเจน หากกลืนไปกับเรื่องเล่า และแอบอยู่ในความพิลึกพิลั่นคาดเดาไม่ได้อธิบายไม่ถูกตลอดความยาวของหนัง นั้นเอง
ในอีกระดับ ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ (โดยเฉพาะเรื่องนี้)คือการหยิบเอา วัฒนธรรมสาธาร์ณซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะขั้นสูงมาทำให้เป็นสิ่งซึ่งศิลปะขั้นสูงยอมรับ ละครหลังข่าว หนังจักรๆวงศ์ๆ การ์ตูนเล่มละบาท กระทั่งเรื่องเล่าผีสางนางไม้ ไสยศาสตร์ (ไอ้ประเภทคนนั้นไปกินยากับหมอคนนี้ที่ป่วยเจียนตายก็หายสบายพลัน หรือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธ์) สิ่งเหล่านี้ถูกจัดวางที่ทางในสังคมในฐานะของความบันเทิงระดับชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้อง(และไม่เคยได้รับ)การยอมรับในฐานะศิลปะชั้นสูง มันเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่ และร้างลาไปในสถานะของความบันเทิงที่ถูกละเลยนัยยะทางการเมือง ความหมายซ่อนนัยไปเสียหมดสิ้น ไม่มีใครจริงจังกับมัน หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยล้มหายตายจากไป แถมยังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย ละครหลังข่าว และละครจักรๆวงศ์ๆฉบับรีเมคยังคงมีให้ดูตลอดปี เรื่องไสยศาสตร์ปนผีปนพุทธก็ยังดำเนินไปในโลกของมันอย่างเข้มข้น (ขึ้นชั้นออนไลน์แบบไม่น้อยหน้าใครได้ด้วยอีกต่างหาก)

แล้วอภิชาตพงศ์ทำอะไร เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปฏิวัติในการหยิบวัฒนธรรมชาวบ้านมาทำให้ดูดีมี สกุลเพื่อตอบโต้ท้าทายความหมายดั้งเดิมของศิลปะ ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้เพียงหยิบจับเอาเปลือกฉาบฉวยของวัฒนธรรมบันเทิงแบบชาวบ้านมาสวม เครื่องทรงใหม่เพื่อเรียกรสชาติแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่  หากที่เขาทำคือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมา แปรความรักใคร่ผูกพัน ความทรงจำที่มีต่อสิ่งละอันพันละน้อยนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆขึ้นมา ด้วยการณ์นี้มันจึงทั้งแยกขาดจากรูปแบบเดิม (มันง่ายจะตายที่เราจะทำหนังจากนิยายเล่มละบาทเลียนแบบงานศรสร้างให้ดู เหมือนแล้วบอกว่าเชิดชู แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่างานลอกแบบเก๋ไก๋)  และก่อรูปใหม่ อภิชาติพงศ์อาจไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่หนังของเขากลับทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมระดับพื้นบ้านได้มี พื้นที่ของมันในการเปล่งประกายออกมาซึ่งนั่นคือคำอธิบายถึง ‘ความสมจริง’ที่มักเป็นคำนำเสนอติดตัวเขาเสมอ ความสมจริงที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ใช่ ความสมจริงในระดับของการแสดง แต่อยู่ในระดับของวิถีชีวิตของผู้คน(ซึ่งจะว่ากันตามจริงเราอยู่ในสังคมที่ เหนือจริงเกินกว่าจะสมจริงได้มาตั้งนมนานกาเลแล้ว)

นอกบท : ลุงบุญมี(และข้าพเจ้า)ระลึก(ถึง)ชาติ
แม้อภิชาตพงศ์ จะปฏิเสธนัยยะทางการเมืองที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ‘ถ้ามันมีอยู่มันก็อยู่ในระดับที่จางมากๆ’นั่นคือสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ แต่ระดับจางๆของเขานั้นที่แท้แล้วกลับเป็นความจางที่เข้มข้นยิ่ง แนบเนียนยิ่ง มันแผ่อยู่จางๆ แต่เป็เหมือนฟิล์มบางๆซึ่งที่แท้แล้วครอบคลุมหนังไปเสียงทั้งเรื่อง !แต่เนื่องจากนี่อาจเป็นเพียงนัยยะทางการเมืองเพ้อเจอของผู้เขียนแต่เพียงถ่ายเดียวไม่เกี่ยวกับตัวคนทำหนังแต่อย่างใด!
เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ เราอาจตีความคำนี้จำกัดไว้แต่เพียงเรื่องเชิงไสยศาสตร์ แต่ลองอ่านคำคำนี้ใหม่ เราก็อาจตีความด้วยเทคนิคเล่นคำนิดหน่อยว่ามันอาจหมายถึง การระลึกนึกถึง ‘ชาติ’ ในฐานะของความเป็นชาติ ที่ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้า แต่เป็นชาติแบบชาตินิยม
คิดแล้วก็น่าสนใจดีที่คำว่าชาติมีความหมายทั้งในเชิงกาละ (ชาตินี้ ชาติหน้า) และ เทศะ (ชาติไทย ต่างชาติ) การซ้อนทับกันของสองความหมายนี้ทำให้ชวาทกรรมชาตินิยมสมบูรณ์ในตัวมันเอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเราอยู่ในชาติใดแล้ว เราก็จะเป็นคนชาตินั้นไปทั้งชาติ (สัญชาติเปลี่ยนได้ แต่เชื้อชาติไม่เปลี่ยน) ความเป็นชาติจะซึมไหลอยู่ในร่างของเรา ผ่านทั้งทางลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม  เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจะว่าเรามีชาติและต้องรักชาติ
ลองมาพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะของการระลึกถึงชาติ(เชิงพื้นที่)กันดู หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องพูดจาภาษาอีสาน ดำเนินไปในดินแดนยากเข็ญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดึกดำบรรพ์ซึ่งมุ่งหมายค้นหาความทรงจำของภาค อีสานที่ถูกทำให้หลงลืมไป ความทรงจำอย่างเช่นเสียงปืนแตกที่หมู่บ้านนาบัว  ลุงบุญมีระลึกชาติอาจไม่กี่ยวข้องอะไรเลยกับหมู่บ้านนาบัวนอกเสียจากว่า อยู่ร่วม ‘พื้นที่’ภาคอีสานกันเท่านั้น   การที่หนังพูดอีสานทั้งเรื่องในทางหนึ่งเป็นการแสดงอัตลักษณ์แตกต่างออก จากความเป็นชาติกระแสหลัก (ในโลกภาพยนตร์ไทย เก้าสิบเปอร์เซนต์ของตัวละครล้วนพูดจาภาษกลางทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครจะแยกตัวเองออกจากชาติได้ ในฉากหนึ่งบุญมีพูดคุยกับเจน เรื่องทีอดีต(ชาติ)ของเขา เคยฆ่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นจำนวนมาก(เช่นเดียวกับพ่อตาของเขา พ่อของเจนและฮวย) การรับใช้ชาติ(ในอดีตชาติ)กลายเป็นกรรมที่เขาต้องชำระด้วยการป่วยเป็นโรคไต ค่านิยมเรื่องกรรมสอดรับเป็นอันดีต่อการไถ่บาปให้กับชาติ เพราะเอาเข้าจริงบุญมีอาจจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ที่ว่าขาติต่างหากที่ บังคับให้เขาฆ่าคน  เขารับใช้ชาติ แต่เมื่อผลพวงของมันเกิดขึ้นมันกลายเป็นเรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม

ยิ่งไปกว่านั้นภาพเปรียบเปรยของบุญส่งก็น่าสนใจยิ่ง เขาเริ่มจากการเป็นคนหนุ่มธรรมดาที่พ่อของเขาให้กล้องไปหัดถ่ายรูป ไปๆมาๆเขากลับไปพบเจอกับพวกลิงผี จนได้เมียและหนีหายเข้าไปในป่า สถานะของลิงผีในเรื่องใยมิใช่เทียบเคียงคล้ายคลึงกับบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าไปไปเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยหนึ่งเล่า การเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ (ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป!) และอาจจะเป็นไปได้ว่าในอีกชาติหนึ่ง บุญมี อาจลั่นไกสังหารลูกชายคอมมิวนิสต์ของเขาเสียแล้วก็เป็นได้
ความเป้นคอมมิวนิสต์ เป็นสัตว์ประหลาด!ของบุญส่งถูกย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงท้ายของเรื่องในฉาก ความฝันของบุญมี ในฉษกนั้นมีเสียงบรรยายเรื่องเมืองอนาคต แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพถ่ายชุดหนึ่งซึ่งเป็นภาพของทหารกลุ่มหนึ่งที่จับ ลิงผีได้ พวกเข้าคล้องคอเจ้าลิงผี กระทำการต่างๆนาๆแถมถ่ายรูประรื่นไว้เป็นหลักฐาน   ดูเหมือนความสัมันธ์ของนายทหารกับสัตว์ประหลาดในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ หยอกล้ออย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของนายทหารกับเสือผีในสัตว์ประหลาด! กลุ่มทหารจับสัตว์ประหลาดได้ พวกเขาไม่ได้มีเยื่อใยต่อกันในฐานะปัจเจกบุคคลอีกต่อไป (ถ้าพิจารณาว่าเสือผีที่แท้เป็นคน) พวกเขาเป็นคนละสายพันื คนละ ‘เชื้อชาติ’ ซึ่งในที่สุดห้ำหั่นกันได้
ดูเหมือนผีคอมมิวนิสต์ และผีเมีย (ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬปีเดียว) ได้กลับมาหาบุญมีอีกครั้ง ฉากการกินข้าวร่วมกันของชายใกล้ตายกับ ครอบครัวของเขาซึ่งพลัดพรายหายไปแล้ว ในนัยยะทางการเมืองเป็นเรื่องที่ชวนขันและชวนขนหัวลุกอย่างยิ่ง ราวกับปีศาจของอดีตตามมาหลอกหลอน เพื่ออยู่ร่วมก็มิปาน

ในอีกทางหนึ่งถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ทั้งเจนและโต้งหรอกที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไต ให้บุญมีหากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติอย่างจายต่างหากที่เป็นคนคอยดูแล ‘เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว’ถึงขนาดสามารถโทรเรียกมาเปลี่ยนนำยาได้ในขนำน้อยกลาง ทุ่ง  หากลุงบุญมีเป็นตัวแทนของผู้คนในชาติที่ยังคงดำรงคงอยู่ผ่านการสูญเสียพี่ น้องร่วมชาติไปในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง(ซึ่งยังไม่เคยได้รับการชำระ คลี่คลาย) การระลึกถึงชาติในช่วงท้ายของชีวิตภายใต้การช่วยเหลือของคนชั้นล่าง กว่า(อย่างแรงงานต่างด้าว) จึงเป็นความตายที่ไม่ใช่เรื่องแสนสุข  อีกทั้งไม่ใช่การสงบศึกกัยอดีต แต่คือการค่อยๆตายไปทั้งที่ทุกสิ่งยังคงคลุมเครือ การเดินทางเข้าถ้ำในฉากท้ายเรื่องอาจสะท้อนความหมายของการเดินกลับไปสู่ ครรภ์มาราดา ได้มากพอๆกับการย้อนกลับไปยังโลกดึกดำบรรพ์ (สมัยที่คนยังอยู่ในถ้ำ) พูดให้ง่ายเข้า ถ้ำก็ไม่ได้ต่างจากไทม์แมชชีนสำหรับย้อนเวลาแต่อย่างใด เมื่อย้อนมาถึงจุดหนึ่ง ฮวยจึงจัดการปล่อยน้ำยาล้างไตออกจากตัวสามีเสียในท้ายที่สุด
และหากลิงผีคือความทรงจำของสถานที่ที่ในอดีตเคยเป็นแดนเดือด เจ้าหญิงก็เป็นเสมือนความทรงจำครั้งบรมสมกัลป์เข่นกัน นางสตรีสูงศักดิ์ที่ทุกข์ทนกับภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้น จนท้ายที่สุดได้ปลดปล่อยเครื่องทรงของตนในป่ากว้าง เป็นราวกับการกล่าวถึงดินแดนดึกดำบรรพ์ในอีกรูปหนึ่งซึ่งยังคงไหลทวนอยู่ อย่างเงียบเชียบในกระแสปัจจุบันกาล
พิจารณาเรื่องการปลดเครื่องทรงนี้ นอกจากเจ้าหญิง ทหารก็ปลดเครื่องทรงด้วยเช่นกันในฉากหนึ่งในรูปถ่าย แต่คนที่ปลดเครื่องทรงต่อหน้ากล้องก็คือพระโต้งนั่นเอง

การปลดเครื่องทรงมีความหมายละม้ายคล้ายกับการระลึกชาติ หากชาติไม่ได้มีความหมายเชิงเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะในความหมายเชิงพื้นที่ องค์ประกอบของชาติคือการสวมเอาบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาเป็นของตัวการแปลงบทบาท เปลี่ยน ถอดออก ใยจึงมิใช่คล้ายการข้ามชาติในระนาบเวลาเดียวกันเล่า (และว่ากันตามจริง การตระหนักรู้ว่าเวลาเชิงระนาบ ว่ามีเพื่อนร่วมชาติกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งในเวลาเดียวกันนี้ เองที่เป็นจุดก่อกำเนิดความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา) ดังนั้นในฉากจบของเรื่อง การแตกตัวตนออกเป็นสองของโต้งและป้าเจน จึงไม่ต่างจากการปลดเครื่องทรงจากพระไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง(พระก็เป็นคน)  เป็นการระลึกชาติในระนาบเวลาเดียวกัน มิติหนึ่งสนใจข่าวสารอยู่ที่ห้อง และมิติหนึ่งนั่งเสร้าในร้านคาราโอเกะที่มีฉากหลังเป็นรูปพระอยู่ด้านบน และมีศาลเจ้าเล็กๆอยุ่ด้านล่าง!
กล่าวถึงที่สุด ดูเหมือนการระลึกถึงชาติของอภิชาตพงศ์ในที่สุดกล้าหาญพอที่จะระลึกถึงบรรดาเสาหลักของสังคมไทย แสดงให้เห็นเป็นภาพเกี่ยวกับมายาคติซึ่งยึดโยงมันอยู่ และเราไม่เคยระลึกนึกถึง

ข้าพเจ้าระลึกถึงความฝันของลุงบุญมีระลึกชาติ
กลับมาที่ความฝันของลุงบุญมี
กล่าวอย่างถึงที่สุดดูเหมือนว่าความฝันในคืนสุดท้ายของชีวิตลุงบุญมีได้ อธิบายหนังเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว  นี่คือหนังที่ว่าด้วยอำนาจของภาพยนตร์ อำนาจขงมันทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การบันทึกความทรงจำ หรือกระทั่งสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และหากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาติ เรียกประวัติศาสตร์ อะไรทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆเราก็เรียกว่าความทรงจำ ในโลกของการทำประวัติศาสตร์ให้เป็นความทรงจำนี้ เมืองอนาคตของลุงบุญมีอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่ภาพยนตร์เท่านั้น  ภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่บันทึกความทรงจำของผู้คนเล็กๆ ของสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแผนที่ บันทึกกระทั่งความทรงจำของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีเพียงก็แต่ภาพยนตร์ต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ในขณะนี้(หรือขณะนั้น)ลุงบุญมีอาจมองไม่เห็นทั้งที่ลืมตา และในอนาคตของลุงบุญมีใครต่อใครจะหายไป(ลบเลือนไป) แต่ภาพยนตร์อย่างลุงบุญมีระลึกชาตินี้เอง ที่จะทำให้ในที่สุด ลุงบุญมีสามารถรู้เห็นโดยไม่ต้องลืมตา และทำให้คนที่หายไปอย่างผีลิง หรือผีเมียได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองความตายก็ตาม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s