LA COMMUNE (PETER WATKINS/2000/UK+FR) ประวัติศาสตร์ นอกเวลา

 

นี่ไม่ใช่เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่การชำระความ ไม่ใช่เรื่องการทำให้อดีตกลายเป็นเรื่องโรแมนติค ไม่ใช่การหาคนผิด คนถูก ไม่ใช่กระทั่งการจับจ้องมองการล่มสลาย หรือการจับตาการต่อสู้ยิบตาของมวลมหาประชาชนกับอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด

หากนี่คือหนังที่แกล้งทำตัวเป็นสารคดี และกระตุกผู้ชมให้เห็นเป็นระยะว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงจำลอง การขัดขืน การต่อสู้ การงัดข้อของมนุษย์กับอำนาจรัฐ แบบจำลองของปี 1871 ซึ่งล่องลอยเหนือกาลเวลาด้วยว่ามันเป็นเพียงโครงคร่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม และกระทั่งผู้เล่น (นักแสดง) ได้หยิบจับเอาฉากช่วงประวัติศาสตร์อื่นมาซ้อนทับ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แสดงอารมณืไล่เรื่อยไปจนถึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติจำลอง ลิ้มรสทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยตนเอง !

บ้าน(โกดัง)ร้างหนึ่งหลัง และการเปิดรับสมัครนักแสดงจากทางหนังสือพิมพ์  ผู้กำกับ PETER WATKINS เนรมิตบรรยากาศของการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง หนังเริ่มต้นเล่าผ่าน ชายหญิงคู่หนึ่งที่ประกาศต่อหน้ากล้องว่าเขาและเธอจะรับบทเป็นนักข่าว โทรทัศน์ช่องคอมมูน ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงการล่มสลาย ซึ่งสำหรับเขาและเธอมันเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงบทบาทใน เหตุการณ์ที่ทุกคนต่างรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจบลงอย่างโหดเหี้ยมเพียงใดจากนั้น กล้องเริ่มต้นกวาดเก็บไปยังเศษซากที่หลงเหลือในฉากหลังความตายอันเหี้ยมโหด ในฉากสุดท้าย การสังหารหมู่พลเมืองปารีส ไม่แยกเด็ก สตรี คนชรา โดยกองทัพร่วมชาติจากแวร์ซายส์ เหตุการณ์ตอกตรึงในประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือนแม้จะถูกทำให้ลืมก็ตาม

 

ว่ากันว่า ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชาวฝรั่งเศส เหตุการณ์ฤดูใบไม้ผลิของปี 1871 ไม่ถูกพูดถึงอย่างละเอียดนัก ราวกับตั้งใจให้ลืมไป แม้ว่านี่จะถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งแรกของชนชั้นแรงงานในยุโรปก็ตาม เหตุการณ์ตามจริงเริ่มจากช่วงความพ่ายแพ้ในสงครามที่รบกับปรัสเซีย ในช่วงเวลานั้น คนปารีส อดอยากหิวโหย คนหนุ่มถูกเกณฑ์”ไปเป็นกองกำลังป้องกันตนเองด้วยค่าแรงต่ำ ผู้หญิงและเด็กทำงานหนัก อาศัยอย่างแร้นแค้น ในขณะที่คนชั้นกลางก็ร่ำรวยเอาๆ ในปีนั้น ผลการเลือกตั้งรัฐบาลปรากฏว่าได้ตัวแทนเสียงข้างมากเป็นกลุ่มนิยมระบอบ กษัตริย์  ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน จนกระทั่งเหตุการณ์จุดชนวนเมื่อรัฐบาลที่ตั้งมั่นในแวร์ซายส์ต้องการขนย้าย ปืนใหญ่ออกจากปารีส คนกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นมาปกป้องปืนใหญ่ คือบรรดาผู้หญิงชนชั้นแรงงานแห่งมงมาร์ตตามด้วยการถอดหมวก ปฏิเสธคำสั่งที่จะยิงพวกเดียวกันของกองกำลังป้องกันตนเอง พวกเขากลับมาอยู่ข้างเพื่อนพ้องน้องพี่ ขับไล่กองกำลังของรัฐบาลออกไป และจัดตั้งตัวเองขึ้นเป็นคอมมูนในปารีส ช่วงเวลาสองสามเดือนแห่งบความโกลาหลนั้น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี และการต้อสู้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายในคอมมูนนั้นตราบจนสิ้นสุดในอีกไม่กี่ เดือนต่อมาด้วยการที่รัฐบาลส่งกองกำลังเข้าไปสังหารหมู่ผู้คนเป็นจำนวนมาก

จุดเริ่มต้นของหนังอาจคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่WATKINS ใช้สิ่งนี้เป็นเพียงแบบจำลอง ในการพูดถึงประเด็นทางการเมืองอย่างหลากหลายและเข้มข้นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องเรียงตามช่วงเวลาตั้งแต่การประท้วงของกลุ่มสตรีแห่งมงมาร์ต ไปจนถึงฉากสุดท้ายท่ามกลางความโกลาหลที่ชาวคอมมูนทุกคนลุกขึ้นสู้กับกองทัพ รัฐบาล   แต่นี่ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ที่เน้นเล่าเหตุการณ์ที่อุดมด้วยรายละเอียด ไม่ใช่หนังที่มีงานสร้างตระการตาเนรมิต ปารีสปี 1871 ขึ้นมา ไม่ใช่กระทั่งการชำระประวัติศาสตร์   หรือการมองย้อนกลับไปแบบคนนอก

หากในหนังเรื่องนี้เขาประกาศรับสมัครนักแสดงจนได้ผู้เข้าร่วมประมาณ สองร้อยคน แต่ละคนต่างศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคอมมูนด้วยตนเอง จากนั้นก็ผนวกรวมเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำโดยใช้เวลาเพียงสิบสามวันในโกดังร้าง เพื่อทะเลาะทุ่มเถียง สวมบทบาท  แสดงความเห็น ต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ตัดข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขาแทรกสอดระนาบเวลาของคอมมูนด้วยการเพิ่มตัวละครอย่างเช่นนักข่าวทีวี ทั้งจากทีวีของรัฐและทีวีช่องคอมมูนเพื่อวิพากษ์บทบาทของสื่อต่อบริบททางการ เมือง ซ้ำยังไปไกลกว่านั้นด้วยการขึ้นข้อความบอกเล่าเป็นระยะ ตัวข้อความนั้นมีทั้งการวิพากษ์เหตุการณ์การเล่าถึงอนาคตของผู้คนใน เหตุการณ์นั้น ไปจนถึงการทำหน้าที่ละม้ายบทความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นในที่อื่นๆไพล่ไป จนถึงบอกกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันของโลก

หนักข้อไปกว่านั้น เขาแสดงตัวให้ผู้ชมรู้เสมอว่านี่คือเป็นเพียงแบบจำลอง ทั้งต่อเหตุการณ์คอมมูน และต่อความเป็นหนัง ตั้งแต่ฉากแรกของหนังที่ตัวละครนักข่าวออกมาบอกเล่าถึงบทที่ตัวเองได้รับ ไปจนถึงการที่หนังเปิดเสรีต่อการถกเถียงของตัวละครในคอมมูนที่อ้างอิงไป จนถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง เลนิน สตาลิน จนถึงเหตุปัจจุบันขณะ หรือถึงขั้นเดินเข้าไปสัมภาษณ์ตัวละครโดยบอกว่า ไม่ต้องพูดในฐานะตัวละคร แต่ให้พูดในฐานะนักแสดงที่รับบทตัวละครนี้   หรือการจับตัวละครมาอยู่ต่อหน้ากล้องแล้ววิพากษ์การทำงานในหนังเรื่องนี้ ตรงๆไปเลย

ความยอกย้อนทั้งรูปแบบและเนื้อหาทำให้หนังเรื่องนี้เป็นทั้ง ‘เหตุการณ์’ และ ‘บทวิพากษ์เหตุการณ์’ไปในตัว ซ้ำยังทำหน้าที่วิพากษ์ตัวเองในแง่มุมของการเป็นสื่ออีกทอดหนึ่ง

ในฐานะของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หนังเลือกเล่าโดยเข้าข้างบรรดาคนอดอยากในคอมมูน เหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในคอมมูน หนังเล่าผ่านการสัมภาษณ์ของนักข่าวทั้งคู่เป็นส่วนใหญ่ โดยตัดสลับกับภาพความหวั่นไหวของคนชั้นกลางในปารีสที่ยังไม่ได้ลี้ภัยไปอยู่ แวร์ซายส์  ในขณะเดียวกันก็พุ่งเปาความสนใจไปยังความหลากหลายทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้น ในคอมมูน ทั้งเรื่องของสิทธิศตรี การเรียกร้องความเท่าเทียมในอัตราจ้างงาน ในการเลือกตั้ง รวมถึงสหภาพแรงงานหญิง เรื่องของสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย เรื่องของระบบการศึกษาที่คนในคอมมูนพยายามจะรื้อถอนรูปแบบของโรงเรียนสอน ศาสนาซึ่งเกณฑ์เด็กหญิงไปเรียน สอนให้พวกหล่อนเป็นแม่บ้านแม่เรือนแต่ไม่ยอมสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ การแยกศาสนาออกจากรัฐ รวมถึงการสร้างรูปแบบการปกครองใหม่ โดยเนื้อหาแทบทั้งหมดในส่วนนี้ไม่ได้เล่าแบบตรงไปตรงมา หากปล่อยให้ตัวละครได้จับกลุ่มถกเถียงกัน พวกเขาอาจแต่งตัวแทนชาวคอมมูน แต่จับกลุ่มพูดคุยอย่างเผ็ดร้อนถึงสตาลิน ถึงฮิตเลอร์ พูดถึงประสปการณ์ส่วนตัว เหตุการณ์ทั้งหมดไหลเลื่อนจากระนาบประวัติศาสตร์ของคอมมูน ในฉากเหล่านี้ หนังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหนังประวัติศาสตร์อีกแล้ว  หากทำหน้าที่เป็นเวทีเสวนาจากผู้คนหลากหลายชนชั้น( บรรดานักแสดงที่คัดเลือกมามีทั้งคนอพยพ คนชนชั้นแรงงานตัวจริงเสียงจริง) สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาพูด พวกเขาทั้งหำลังแสดงบทบาทตัวละครในคอมมูน ขณะเดียวกัน พวกเขาก็สะท้อนสิ่งที่พวกเขาคิดจริงๆในแง่มุมทางการเมืองออกมาด้วย  WATKINS บันทึกถ่อยความสนทนาเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาทะเลาะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายต่อหน้ากล้อง ขณะที่ผู้ชมรับฟังงานเสวนาสวมเครื่องทรงโบราณอยู่ข้างนอกจอ

ในอีกทางหนึ่งหนังยังมีตัวละครซึ่งรับบทเป็นคนชั้นกลาง เป็นนายจ้าง เป็นแม่ชี ตัวละครเหล่านี้ถูกถ่ายทอดอย่างเย็นชา ฉากหนึ่งเมื่อทหารแพ้สงครามถูกจับไปแวร์ซายส์พวกสตรีสูงศักดิ์พากันมาออตาม ท้องถนน ทุบตีทหารปารีส ถ่มถุยน้ำลายใส่ ใช้ร่มตี( ข้อความขึ้นว่าทหารบางนายถูกตีหัวร้างข้างแตก) บางคนก็ลงมาทุ่มเถียงกับชาวคอมมูนในฉากหนึ่งหนังพูดเรื่องนี้อย่างแสบสันต์ เมื่อสตรีคนชั้นกลางนางหนึ่งบอกว่า พวกคนในคอมมูนจะส่งลูกหลานไปตายในสนามรบและเธอรับเรื่องนี้ไมได้ เธอก็โดนชาวคอมมูนตอกกลับว่า แหงล่ะ สำหรับเธอคิดว่าคือการช่วยเหลือคนจนคือการบริจาคทาน เพราะแบบนั้นเธอไม่ต้องเสียอะไร รวมถึงสตรีชั้นสูงผู้หนึ่งที่เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้านแล้วเขียนจดหมาย บริภาษความป่าเถื่อนของชาวคอมมูน เธอสังสรรค์น้ำชากับบรรดาคหบดี หลีกเลี่ยงการออกข้างนอกเพื่อจะเห็นว่าคนอดอยากออกมาต่อสู่กันอย่างไร

หนังไม่ปิดบังอคติที่เขามีต่อคนชั้นกลาง เพราะหนังวิพากษ์ตัวเองเรื่องอคติของสื่อไว้อย่างน่าทึ่ง หนังโยนสื่อทีวีเข้าไปในปี 1871 เสียเฉยๆ (แน่นอนว่าในปีนั้นยังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงสถานีโทรทัศน์แน่ๆ) หนังให้เราเห็นคนสามัญสองคนที่จับพลัดจับผบุได้เป็นผู้สื่อข่าว และก่อร่างสถานีโทรทัศน์ของคอมมูนขึ้นมา เพื่อตอบโต้ต่อการบิดเบือนข่าวสารของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล กระทั่งในที่สุดนักข่าวของสถานีรัฐบาลถูกขับไล่ออกไปจากคอมมูน  สถานีรัฐบาลเชิญผู้รู้มาออกโทรทัศน์กล่าวหาโจมตีชาวคอมมูน เช่นเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของคอมมูนก็ค่อยๆเปลี่ยนตัวเองไปสู่การนำเสนอข่าวที่ในที่สุด เป็นไปเพื่อเอาใจชาวคอมมูน  หนังมีฉากแสบๆเมื่อนักข่าวสัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์หนุ่มว่าอีกไม่กี่วันเขา จะกลับมาพิมพ์หนังสือพิมพ์เอียงซ้ายที่รัฐบาลไม่สนับสนุนแล้ว พวกเขาโห่ร้องดีใจร่วมกัน  แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องผิดใจกันเมื่อนักหนังสือพิมพ์เขียนวิพากษ์การทำงานของคอมมูน และนักข่าวโทรทัศน์เห็นว่าเป็นบทความที่ไม่เหมาะเพราะมันทำลายบรรยากาศของ คอมมูน นักหนังสือพิมพ์จึงตอบว่า นี่ต่างหากคือบรรยากาศที่แท้จริงของคอมมูน มันต้องคือการที่เราสามารถวิพากษ์สิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ต่างหาก

 

แน่นอนว่ามีอคติเคลือบคลุมอยู่ในสื่อทุกรูปแบบเนื่องจากทุกสื่อมีผู้ผลิต สื่อ และจตนาของผู้ผลิต กระทั่งตัวหนังเรื่องนี้ก็ยังแสดงสภาวะอคติ และวิพาก์ตัวเองในเรื่องของอคติอย่างเข้มข้น ในที่สุด ช่วงท้ายของหนัง เมื่อนักข่าวโทรทัศน์เร่ไปสัมภาษณ์ผู้คน พวกเขาหันมาต่อว่าและบอกนักข่าวให้ทิ้งไมค์จับปืนต่อสู่กับทหารรัฐบาลเสียที ในขณะเดียวกันหนังยังซ้อนการสัมภาษณ์นักแสดงที่รับบทตัวละครในคอมมูนซ้ำ เพื่อให้ผู้ชมทราบว่าถึงที่สุดแล้วนี่เป็นเพียงสื่อหนึ่ง เป็นเพียงหนังเรื่องหนึ่งเป็นแบบจำลองจากเหตุการณ์จริงซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ มีเจตนาส่วนตัวแอบแฝง( ที่น่าน่าสนใจคือหนังเลือกสัมภาษณ์ตัวละครที่ ใส่ร้ายคนในคอมมูนจนถึงแก่ความความตายซึ่งเป็นคนที่มีอยู่จริง รกทีเดียวนักแสดงให้สัมภาษณ์ในฐานะตัวละคร แต่ผู้สัมภาษณ์กลับยอกย้อนว่า ขอให้ให้สัมภาษณ์ในฐานะนักแสดงผู้รับบทตัวละครต่างหากซึ่งนั่นทำให้ท่าทีที่ เธอมีต่อเหตุการณ์ เปลี่ยนไป เพราะเธอไม่ต้องตอบในฐานะตัวละคร แต่เธอมิสิทธิ์ในการวิพากษ์ตัวละครของเธอด้วย)

ในอีกทางหนึ่ง ภาพจำลองของคอมมูนปารีส ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์ทางการเมืองอื่นๆที่อยู่กันคนละเวลา( ทั้งผ่านปากคำของนักแสดง และ ข้อความแทรกระกว่างฉาก) ช่วยตอกย้ำวรรคทอง ประวัติศาสตร์มักเล่นซ้ำเสมอได้เป็นอย่างดี ถึงที่สุด เราอาจเอาแบบจำลองของคอมูนปารีส ไปสวมทับกับพ้นที่อื่นๆไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต เยอรมันตะวันออก หรืออาจไล่เรื่อยมาจนถึงราชประสงค์ได้ ถ้าต้องการ  ภาพโครงสร้างอาจไม่ซ้อนทับกันแนบสนิท แต่มันก็ช่วยให้เรามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากสายตาของคนนอกที่มองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่จบไปแล้วแทนสภาวะอวลอารมณ์ของคนในเหตุการณ์ เพื่อที่จะวิพากษ์มันอีกครั้งหนึ่งโดยตระหนักถึงอคติในเราที่โอบคลุมมันอยู่ด้วย กล่าวอย่างง่ายการเลือนเงื่อนเวลาของหนังยกให้หนังเลยพ้นจากการเป็นหนังแสดงเหตุการณ์ทางการเมืองในแง่หนังประวัติศาสตร์ ไปสู่หนังที่พูดเรื่องคอนเซปต์ของการต่อสู้ และการต่อสุ้ในการต่อสู่นั้นๆ

 

กล่าวถึงที่สุด ทั้งในทางการเมือง และในทางภาพยนตร์ ปรากฏการณ์ห้าชั่วโมงสี่สิบห้านาทีอันเข้มข้นของLA COMMUNE คือประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่น่าจดจำยิ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s