MY FAVORITE DOCUMENTARY OF THE YEAR 2011

1.I THINK WE’RE ALONE NOW ( SEAN DONNELLY/2008/US)

2. AT THE WATER’S EDGE (DO VAN HOANG/VIETNAM)

3. THE LAST NIGHT (WACHARA GUNHA/2011/THAI )ค่ำคืนสุดท้าย (วชร กัณหา)

4. ART OF CHILDREN (ANONYMOUS/VIETNAM)

5. MEMORY OBJECTS , MEMORIES DIALOGUES (ALYSSA GROSSMAN / 2011/ ROMANIA)

6 THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE CEAUSESCU (ANDREI UJICA/2010 / ROMANIA )

7.STREET LIFE (ZHAO DAYONG/2006/CHINA)

8.PROJECT NIM (JAMES MARSH/2011/US)

9.TABLOID (ERROL MORRIS/2011/US)

10.ENEMIES OF THE PEOPLE ( ROB LEMKIN +THET SAMBATH /2009/UK+CAMBODIA)

HONORABLE MENTION

THE ARBOR (CLIO BARNARD/2010/UK )

NOSTALGIA FOR THE LIGHT (PATRICIO GUZMAN/2010/CHILE)

WE’RE LIVINIG IN HUAI HIN DAM บ้านเราอยู่ห้วยหินดำ(พิสุทธิ์ ศรีหมอก)

CHRONICLE OF A TAPE RECORDED OVER (NGUYEN TRINH THI)

UNDERNEATH IT ALL (DO VAN HOANG , PHAM THU HANG & MGUYEN HONG HANH)

LIMINALITY (LEANNE POWELL/2011)

…………………………………………………………………………………………………

1.I THINK WE’RE ALONE NOW ( SEAN DONNELLY/2008/US)

สารคดีเรื่องนี้ติดตามชายวัยกลางคนคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งที่จริงเป็นผู้ชายมาก่อน สองคนอยู่กันคนละเมือง ทั้งสองคนมีจุดร่วมกันคือเป็นแฟนคลับของTIFFANY! ใช่แล้วนักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่นยุคแปดสิบ TIFFANY คนที่ตอนนี้ไปถ่ายหนังสือโป๊แล้วเดินสายเล่นคอนเสริ์ตตามผับตามบาร์นั่นแหละ หนังเล่ารื่องโดยการตามถ่ายสัมภาษณ์ทั้งสองคนสลับกันไป จริงๆไม่ได้เป็นสารคดีที่ดี หรือแปลกอะไร แต่ เรื่องราวของตัวsubject ของสารคดีมันเจ็บปวดมากจนกระชากใจคนดูโดยไม่ต้องมีดราม่าอะไรเลย

ตาเจฟนี่เป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางแก่ เป็นแฟนคลับทิฟฟานี่มายาวนาน เคยส่งจดหมายหาเธอทุกอาทิตย์ เคยไปเฝ้าหน้าบ้าน เคยเขียนจดหมายขอแต่งงานกับทิฟฟานี่ เคยเอาดาบซามูไรกับดอกเบญจมาศไปให้ทิฟฟานี่ เคยโดนจับข้อหาstalker และเคยโดนศาลสั่งห้ามเข้าใกล้ทิฟฟานี่สามปี ตอนนี้เขายังเป็นแฟนตัวยงของเธอ ตามดูเธอทุกที่ที่ไปได้ ตอนนี้เขากับเธอรู้จักกัน และเขามั่นใจว่าเขาสื่อสารทางจิตกับเธอผ่านทางเครื่องมือประดิษฐ์เองจาการอ่านตำราวิทยาศาสตร์มากมาย เขาอ่านทุกอย่าง จำทุกอย่างเกี่ยวกับทิฟฟานี่ ตามเอาของขวัญไปให้ ไปถ่ายรูป บอกกับทุกคนบนถนนว่าเขาไม่ได้เป็นแฟนเธอ แต่เป็นเฟรนด์ของเธอ

ส่วนเคลลี่เคยเป็นนักวิ่งมาก่อน เธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน แต่เธอพบว่ามันไม่ใช่ ตอนนี้เธอกินฮอร์โมนมาเจ็ดปี เริ่มมีหน้าอกน้อย ไว้ผมบลอนด์ยาวกระเซอะกระเซิง เป็นนักกีฬาตัวยง เธอออกวิ่งทุกวันเป็นนักวิ่งที่ฝึกซ้อมหนัก ในห้องของเธอ ทุกที่ในระดับสายตาจะเต็มไปด้วยรูปของทิฟฟานี่ เธอเคยพบกับทิฟฟานี่ครั้งหนึ่งในชีวิตแต่มันก็นานมาแล้ว เธอโกรธมากที่ทิฟฟานี่แต่งงาน ที่ฝาห้องของเธอมีรูปใบใหญ่ของทิฟฟานี่จูบกับสาวสวยเธอเขียนชื่อ ทิฟฟานี่และชื่อเธอลงไปบนรูปนั้น สำหรับเธอทิฟฟานี่คือรักนิรันดร์ เธอไม่ได้ดูคอนเสริ์ตทิฟฟานี่ที่มาเล่นในเมือง (ในผับ) เพราะเธอไม่มีบัตรประชาชน คืนนั้นเธอร้องให้ และตาเจฟฟ์โทรมาปลอบเธอให้ฟังเพลงของทิฟฟานี่ และสู้ต่อไป

มันเป็นตัวละครแบบที่พี่น้องฟาร์เรลลี่อาจจะเอามาล้อเลียนเวลาทำหนัง หรือกระทั่งพวกเวส แอนเดอร์สันจะเอามาใส่ความเป็นปัญญาชนลงไป แต่ในสารคดีเรื่องนี้พวกเขาเป็น คนจริงๆมีหัวจิตหัวใจ มีทิฟฟานี่เป็นแม่พระ เป็นแสงสว่างปลายทาง เป็นแรงผลักให้มีชีวิตอยู่ คนเศร้าๆในห้องรูหนู ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับทิฟฟานี่ คนขี้แพ้ของจริง ซึ่งมันเจ็บปวด ไม่ตลกสักนิด แล้วก็ไม่โรแมนติคด้วย หนังถ่ายภาพการพูดไม่หยุดลุกลี้ลุกลนของเจฟฟ์ และ การพูดติดขัดช้าๆไม่มั่นใจของเคลลี่ พวกเขาไม่รู้จะสัมพันธ์กับสังคมยังไง ในโลกที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง ทิฟฟานี่จะปลอบโยนพวกเขาด้วยเพลงป๊อบโง่ๆของเธอ เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขามีความหวัง

หนังไม่มีอะไรมากไปกว่าการไล่สัมภาษณ์เป็นเวลายาวนาน สิ่งที่สุดยอดมากๆในหนังเรื่องนี้คือสายตาของผู้สัมภาษณ์ที่นุ่มนวลพอที่จะไม่ทำให้พวกเขาเป็นตัวตลก ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติพอที่จะไม่เติมอารมณ์ดราม่าอะไรลงไปแม้แต่น้อย พวกเขาจึงพูดสิ่งที่พวกเขาคิดออกมาหน้ากล้อง ความหวั่นไหว อ่อนแอ เศร้าสร้อย วิธีที่เขาพูดเพื่อปกป้องทิฟฟานี่ เรื่องที่เธอไปถ่ายรูปโป๊ หรือวิธีที่เขาคิดว่าการที่ทิฟฟานี่ส่งบอดี้การ์ดมาห้อมล้อมนั้นเป็นการปกป้องเขาไม่ใช่ว่าเธอกลัวเขา หรือการที่ใช้เวลาเพียงสามสิบวินาทีกับทิฟฟานี่ก็เพียงพอที่จะฉายแสงให้ชีวิตมืดๆของเขาและเธอได้

หนังเรื่องนี้มันกระแทกใจเรามากเพราะเรารู้สึกว่าถึงที่สุดตัวเองจริงๆไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคนแบบเคลลี่และเจฟฟ์ มันเจ็บปวดมาก เพราะเรารู้ว่าคนเหล่านี้รู้สึกอย่างไร เราก็เป็นแบบนั้น ขี้แพ้แบบนั้น

2.AT THE WATER’S EDGE (DO VAN HOANG/VIETNAM)

หนังเล่าเรื่องของ แกงค์คนชราที่พากันมาเปลือยกายว่ายน้ำในแม่น้ำแถบสะพานLONG BIEN พวกเขาเชื่อว่าการเปลือยกายว่ายน้ำทำให้สุขภาพแข็งแรง แม้จะเป็นวัฒนธรรมเก่าที่โดนสั่งห้ามแล้วพวกเขาก็ยังมา หากในกลุ่มที่หนังติดตามยังมีเด็กสาวคนหนึ่งที่ใส่ชุดว่ายน้ำมาว่ายน้ำด้วย หนังค่อยๆเปิดเผยว่าเหตุใดเธอจึงสนิทสนมกับกลุ่มชายแก่ เธอเป็นเด็กสาวสติไม่เต็มเต็งที่หนีออกจากบ้าน มาขายตัวและใช้ชีวิตเศร้าๆด้วยความหวังจะได้ออกทีวีเพื่อขอโทษแม่ที่หนีออกมาจากบ้าน

เช่นเดียวกันกับสารคดีร่วมก๊วน หนังเน้นการถ่ายชิวตประจำวันของพวกเขา ตัดสลับกับการสัมภาษณ์ หล่อยให้ชีวิตลำเค็ญของคนชายขอบค่อยเลื่อนไหลออกมาจากการจับสังเกตเล็กๆน้อยๆ หรือการให้ปากคำออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ในหนังเรื่องนี้ หนังเริ่มจากภาพชวนตะลึงอย่างคนแก่พากันเปลือยกายแหวกว่ายในแม่น้ำ ก่อนจะค่อยๆขยายภาพให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่คนบ้าเสียสติ และกิจกรรมนี้ก็ไม่ช่เรื่องเพิ่งทำ และแม้ตอนนี้ทางการจะไม่อนุญาตพวกเขาก็ยังทำอยู่เหมือนที่เคยเป็นมาหลายสิบปี ก่อนที่จะเปิดตัวละครสำคัญอย่างเด็กสาวร่างท้วมที่ไม่ถือตัว สวมชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำกับบรรดาชายแก่ หนังติดตามเธอสักระยะจึงขยับเข้าไปสัมภาษณ์เธอซึ่งในที่สุดเปิดเผยโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลต่อหน้ากล้อง

เช่นกันโดยไม่ตัดสินพิพากษาหนังจบลงโดยเราไม่อาจชี้ถูกผิด เพียงลอบมองอย่างเล็กน้อย จับสังเกตโลกเฉพาะของผู้คนตัวเล็กๆ ความยากแค้นลำเค็ญหรือความสุขของพวกเขา ซึ่งถึงที่สุดล้วนผูกโยงกลับไปหาระบบขนาดใหญ่ที่กดทับพวกเขาอยู่ทั้งสิ้น

3.THE LAST NIGHT (WACHARA GUNHA /2011/THAI )ค่ำคืนสุดท้าย (วชร กัณหา)

เราจะเรียกมันว่าอะไรก็ได้ระหว่าง หนังสารคดี หรือวีดีโอไดอารี่ หรือเป็นได้กระทั่งหนังเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเรียกอะไรมันก็ยังสุดยอดอยู่ดี เพราะนี่คือหนังที่บันทึกการสนทนาในความมืดบนดาดฟ้าของสามหนุ่มกลุ่มสำนักงานใต้ดิน เริ่มจากกล้องที่จ้องมองการพลิกเปิดหนังสือARTFORUM ทีละหน้าไปทั้งเล่ม พลิกไปพลิกกลับจนหมดกล้องจึงเริ่มเสไปมองนู่นนั่นนี่ มองวิวทิวทัศน์สล้วรางสลบไสลไกลๆอยู่ในความมืด หรือจ้องมองต้นคอ เสี้ยวหน้าของบรรดาผู้สนทนา กล้องเดินต่อไปไม่มีตัดยาวเกือบหนึ่งชั่วโมง บันทึกเอาเสียงสนทนาที่ ‘เปิดเปลือย’ทุกสิ่งอย่าง ทั้งความรัก ความใฝ่ฝัน ประสบการณ์ทางเพศ เหตุการณ์ชั่วร้าย ไปจนถึงสภาพการสงสารตัวเอง หลงตัวเอง ทุกสิ่งเลื่อนไหลไปเรื่อยในรูปแบบเดียวกับที่เราจะพูดเวลาเราสนทนากับเพื่อนสนิท นี่กคือการแอบฟังที่ผู้พูดไม่ปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใดอีก มันคือบทสนทนาของบรรดาคนหนุ่มเกรี้ยวกราด ปวดร้าว และเยียวยาแผลแก่กันบนดาดฟ้าตึก ที่เจ็บปวดคือดูเหมือนมันจะเป็นบทสนทนาครั้งท้ายๆของพวกเขา หนังเรื่องสุดท้ายของ วชร กัณหาในนามของสำนักงานใต้ดิน (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ แต่ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าคนทำรู้สึกถึงความสิ้นสูญ การจากลาเช่นนั้นจริงๆ ตอนที่ตัดหนังเรื่องนี้)

เราอาจจะบอกว่าหนังไม่เห็นมีอะไร เป็นแค่คนนั่งคุยกันเรื่องนู่นนั่นนี่ที่ไม่เห็นมีประเด็นอะไร ออกจะไร้สาระไปเสียด้วยซ้ำ หากผู้เขียนกลับพบว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่หนังทั้งหลายพยายามทำ มันคือการเข้าใกล้บทสนทนาสามัญของมนุษย์ ของเพื่อนที่สนิทสนมกันอย่างยิ่ง การไหลเลื่อนของบทสนทนาที่เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น ดังเช่นที่ Pedro Costa เคยพูดถึงหนังของตัวเขาเองว่า สำหรับเขาเวลาทำหนังเขาไม่อนุญาติให้ผู้ชมเป็ฯส่วนหนึ่งของหนัง ผู้ชมเป็นเพียงแขก เป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์ที่ลอบฟัง อยู่หลังบานประตูซึ่งเปิดแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย” และหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ถึงสิ่งที่Costa พูดไว้

สิ่งที่น่าทึ่งก็คือการที่บรรดาสามหนุ่มต่างเปิดเผยตัวเองอย่างหมดเปลือกหนังจ้องมองยาวนานจนได้เห็นความหลงตัวเอง ความสงสารตัวเอง ซึ่งดูเหมือนจะถ่ายทอดออกมาได้ยากที่สุด หนังมีทั้งภาพด้านของความใฝ่ฝัน และด้านของความล้มเหลว ความทุกข์ ตัวหนังเป็นเหมือนภาคสนทนาของหนังอย่าง’เฟื่อง’ในปีที่แล้ว เป็นเหมือนการวาวโรจน์ของดอกไม้ไฟที่กำลังแตกดับ

หลังจากดูจบเราจึงได้แต่รู้สึกถึงความงามของความตาย พลังอันพวยพุ่งก่อนแตกดับ ซึ่งทั้งแสนเศร้า และงดงาม

4.ART OF CHILDREN (ANONYMOUS/VIETNAM)

สารคดี propaganda จากเวียดนามยุคลุงโฮ ที่ไม่รู้เป็นสารคดีหรือเซตขึ้นมา จริงๆอาจจะต้องเรียกว่าหนังข่าวมากกว่า ฉบับที่ดูไม่มีซับไตเติ้ล(และไม่มีหนังpropaganda เรื่องไหนในลอตที่ได้ดูมีซับไตเติ้ล) แต่เราก็สามารถเดาเอาจากภาพได้โดยไม่ต้องฟังสียงบรรยาย

มันคือสารคดีว่าด้วยเด็กๆชาวใต้ที่โดนกวาดต้อนทมาจากไซ่ง่อนเพื่อเข้า ‘ค่ายศิลปะ’ เด็กๆไปเข้าค่ายในป่า เรียนวาดรูป เล่นละคร ปั้นหุ่น และทำการแสดงกันในป่า แสงแดดฉายส่อง เด็กๆยิ้มแย้ม เสียงดนตรีคลาสสิคบรรเลง อาบเอิบอิ่มใจ เด็กนั่งล้อมวง หัวร่อต่อกระซิกให้กับนักแสดงมือใหม่ แหงนหน้ามองฟ้า ได้ยินเสียงเครื่องบินบินมา ทันใดนั้นเวทียุบปิดฉับพลัน พรางตัวด้วยใบไม้ เงียบเชียบราวกับไม่เคยเป็นค่ายมาก่อน   โน่นแน่ะเครื่องบินพวกอเมริกา!

เครื่องบินผ่านไป เวทีพับเก็บได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าเด็กน้อยเปื้อนยิ้ม ยุวชนแห่งสังคมนิยม ความหวังของประเทศ!

สารคดีโฆษณาชวนเชื่อความดีงามของพรรค  ถ่ายทำอย่างหมดจดงดงามตามแบบหนังรัสเซียพรอพากันด้า ทุกฉากหมดจด ตัดต่อแนบเนียนประณีต ความคลาสสิคข้ามยุคสมัยที่แม้แต่ทุนนิยมก็ทำอะไรไม่ได้!

กล่าวโดยสรุป รู้สึกเป็นบุญตาอย่างยิ่งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ที่Vietnam Film Institute ฮานอย!

5.MEMORY OBJECTS , MEMORIES DIALOGUES (ALYSSA GROSSMAN / 2011/ ROMANIA)

สารคดีสั้นๆที่พาไปสำรวจประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของชาวโรมาเนียผ่านทาง ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยของเขาเอง หนังทำโดยการสัมภาษณ์ชาวโรมาเนียหลายคน โดยให้แต่ละคนเขียนจดหมาย บันทึก เกี่ยวกับสิ่งของของตัวเองชิ้นหนึ่ง สิ่งของเล็ฏน้อยทั่วไปที่มาจากสมัยของเชาเชสกู บรรดาsubject พากันมาอ่านจดหมายหน้ากล้อง พลางหยิบจับข้าวของชิ้นเล็กๆของตัวเอง  สิ่งของอย่าง ชุดนักเรียน เครื่องพิมพ์ดีด ตุ๊กตาพอร์เซอเลน  หรือขวดบรรจุน้ำ จากสมัยคอมมูนิด  ของแต่ละชิ้นบรรจุเรื่องราวของผู้เล่า เรื่องของแม่ ของการเข้าคิดขึ้นทะเบียนพิมพ์ดีด ของโรงเรียน ของสารคดีประวัติศาสตร์บรรจุลงไสลด์ขายพร้อมเครื่องฉาย หลังจากอ่านจดหมายจบ ผู้กำกับจะชวนคุยต่อนิดหน่อย ด้วยเรื่องเล็กๆพวกนี้เองประวัติสาสตร์ของโลกยุคเชาเชสกูเปิดเผยตัวมันเองออกมาอย่างหมดจดงดงาม

6.THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE CEAUSESCU (ANDREI UJICA/2010 / ROMANIA )

ยอมรับว่าหนังมันไม่สนุกเลย แต่ความน่าเบื่อของมันค่อยๆให้ภาพที่ชวนขนลุกอย่างช้าๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ อาจจะเกิดขึ้นในบ้านเราด้วย นาทีสุดท้ายเพียงนาทีเดียวของหนังก็เพียงพอในการวางเหตุยาวสามชั่วโมงขก่อนหน้า หลายภาพอาจทำให้อึ้งทึ่งเสียวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

หนังทั้งเรื่องยาวสามชั่วโมงเต็ม สร้างขึ้นจากฟุตเตจภาพข่าวล้วนๆโดยไม่มีถ่ายใหม่ ไม่มีวอยซ์โอเวอร์ ไม่มีกระทั่งการขึ้นป้ายบอกปีที่ถ่าย ราวกับเอาฟุตเตจเก่าทัั้งหมด มาตัดต่อร้อยเรียงกันขึ้นใหม่เท่านั้น โดยหนังเปิดเรื่องด้วยฉากการสอบสวนเชาเชสกูกับเมียหลังโดนจับ แล้วเชาเชสกูปฏิเสธที่จะให้การใดๆ เขาไม่คิดว่าเขาผิด จากนั้นหนังย้อนไปเริ่มเล่าตั้งแต่การตายของประธานพรรคคนเก่า (ฟุตเตจงานศพ) ตามด้วยการขึ้นเป็นประธานพรรคแรงงานโรเมานีย การเปลี่ยนชื่อพรรค และการเดินทางไปเยี่ยมเยียนบรรดาประเทศคอมมิวนิสต์ ต้อนรับการมาเยือนของนิกสัน เข้าพบราชินีอังกฤษ ไปเยี่ยมประธานเหมา เจอกอร์บาชอฟ พบ ปธน.ฝรั่งเศส ปราศรัยร่วมกับประธานคอมของเชค ตลอดทั้เรื่องมีแต่ภาพการเดิน ทางของเชาเชสกู ตัดสลับกับสุนทรพจน์ของเขา ทั้งที่พูดในพรรค พูดในที่ที่เขาไป ตอบคำถามนักข่าว คลอไปกับภาพการเดินทาง ภาพถ่ายทัศนียภาพสองข้างทาง บรรดาประชาชนที่ออกมาต้อนรับ หรือภาพงานอดิเรกของเขาเช่นการล่าสัตว์อะไรเป็นต้น

หนังไม่มีอาการดราม่าแม้แต่น้อย มันเป็นภาพเช่นนี้เรียงเรื่อยกันไป เชาเชสกูที่สนามบิน จับไม้จับมือกับผู้ยิ่งใหญ่ โบกไม้โบกมือให้ผู้คน ประชาชนปรบมือต้อนรับ นั่งรถเลียบถนนที่มีการแสดงต้อนรับ (โดยเฉพาะที่เกาหลีเหนือกลังการมากๆๆๆๆๆ ) เขากล่าวสุนทรพจน์อะไรก็มีแต่ผู็คนสนัีบสนุน ตลอดทั้งเรื่องมีเพียงฉากเดียวที่สมาชิกพรรคลุกขึ้นมาวิจารณ์เชาเชสกู ผลคิอสมาชิกคนนั้นโดนโห่ไล่อย่างรุนแรง

เสียงปรบมือชั่วชีวิต การเห่อเหิมชั่วชีิวต ขบวนต้อนรับชั่วชีวิต สุนทรพจน์ชั่วชีวิต ถูกตัดจบโดยไม่ให้เห็นแม้แต่การลุกชึ้นสู้ของประชาชน (ซึ่งสามารถดูได้จาก VIDEOGRAM OF REVOLUTION หนังที่เป็นเหมือนภาคแรก เปนหนังต้นทางของหนังเรื่องนี้) หนังตัดช้ามมายังฉากเดิมแล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเชาชสกูไม่เคยเข้าใจเลยว่าตัวเองทำิอะไรพลาดไปบ้าง การเยินยอได้ฝังลงในวิถีชีวิตของเขา มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในตัวเขาและไม่อาจเป็นอื่นไปได้ เขาคือวีรบุรุษ คือผู้ยิ่งใหญ่ และู้ผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยทำผิด

การคัดเลือกมุมมองคือหัวใจของหนังเรื่องนี้ ลำพังตัวมันเองที่ทำหน้าที่ตามชื่อในการเป็นอัตชีวประวัติก็เป็นรูปแบบของการคัดเลือกมุมมองระดับต้น แต่ความลึกซึ้งกว่านั้นคือการที่มันเป็นหนังอัตชีวประวัติที่ไม่ได้สร้างขึ้นใหม่แต่เอาภาพที่มีอยู่แล้ว มาใช้ ตัวหนังอัตชีวประวัติมาตรฐานมักจะสร้างจากมุมของตัวละครหลัก แต่อาจจะเติมconflictลงไป แต่นี่พอมันเป็นฟุตเตจหนังข่าว มันเลยยิ่งคัดมุมมองออกจนเหลือเป็นเพียงภาพแห่งการสรรเสริญเยินยอ เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อยาวสามชั่วโมง ที่ยิ่งเราดูเราก็ยิ่งพบว่า ไม่แต่คนโรมาเนีย(ที่ต่อมาตาสว่าง) กระทั่งตัวเชาเชสกูเองก็เชื่อในโฆษณาชวนเชื่อที่ตัวเองสร้างขึ้น มันยิ่งนำทุกอย่างไปสู่การฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเป็นสองเท่า เสริมทับด้วยการพาเราไปทัวร์การเมืองโลกที่เราเห็นการฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมที่มีต่อกันและกัน โดยเฉพาะกรณีของเกาหลีเหนือที่เกณฑ์คนมาเป็นพันเป็นหมื่อนคนแล้วเต้นรำต้อนรับเชาเชสกููในสนามกีฬา

 

นี่คือภาพร่างอัตชีวประวัติที่รุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งโดยทั้งหมดประกอบสร้างขึ้นจากภาพจริงๆล้วนๆ และเป็หนึ่งในหนังแห่งปีอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย

 

7.STREET LIFE (ZHAO DAYONG/2006/CHINA)

อย่าบอกว่าชีวิตคุณระยำ ถ้ายังไม่เคยดูหนังสารคดีจากเมืองจีน

นี่คือหนังสารคดีที่เล่าเรื่องพวกคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเซี่ยงไฮ้ แล้วทำงานเป็นพวกคนเก็บขวดเก็บกระดาษลังขาย คนพวกนี้กินนอนข้างถนน กว่าคร่ึ่งเป็นบ้าไป และเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น โดยมากนอตามถนน ต่อยตีขี้เหล้าเมายา

หนังโฟกัสที่ ‘ดำ'(ฺBLACK SKIN)หนุ่มบ้านนอกที่เข้ามาเก็บขวดขาย กับเพื่อนที่ขาพิการเพราะโดนตำรวจตี ต่อมาเพื่อนเขาโกงเงินเขา เขาเองก็เมาจนไม่รู้เรื่อง จากนั้นเขาก็เริ่มเพี้ยนๆ ในที่สุดก็โดนตำรวจจับเพราะมีเรื่องตอนเมา หลังจากโดนจับไปสองสามครั้งพวกตำรวจก็ซ้อมเขา จนในที่สุดเขาก็เป็นบ้าไป

แล้วมันก็ยังมี ทหารเหมาเก่าที่ตอนนี้เป็นขอทานกังวลาว่าถ้าใช้ถ้วยพลาสติกที่ใหม่เกินจะไม่มีใครให้ทาน เด็กสิบสี่ที่หนีออกจากบ้านมานอนข้างถนน คนบ้าเก็บขวดเดินร้องเพลงตอนกลางคืน ไอ้หนุ่มรับซื้อขวดส่งน้องเรียนมหาลัย ภาพชีวิตคนพวกนี้เขาเล่าเแบบผ่านๆ ไม่มีขยี้อารมณ์อะไรดราม่าเลยสักนิด แต่ยิ่งดูก็ยิ่งตกใจ ยิ่งรู้สึกว่ามันชิบหายมากๆ และตามประสาชีวิตคนจนคนจีน ไอ้ที่เราเห็นว่าชิบหายแล้ว มันจะชิบหายลงไปเรื่อยๆ

ฉากสุดท้ายมันติดตามเจ้าดำ ที่เป็นบ้าโดยสมบูรณ์และขาเดี้ยงไปข้างนึง เดินร้องเพลงเหมือนพวกดาราในหนังเพลง ไปรอบๆถนน แล้วเต้นอย่างเป็นบ้าอยู่บนลานต่อหน้าการ์ตูนเห้งเจีย มันเหี้ยมาก ทำไมมันถึงโหดกันขนาดนี้วะชีวิต

8.PROJECT NIM (JAMES MARSH/2011/US)

พูดให้ตรงๆก็คือ ครึ่งแรกของ Ape ก็คือเรื่องจริงของNim แต่ครึ่งหลังของApe เป็นมุมมองของNim เมื่อ Nimแม่งกลายเป็นคนจริงๆ แต่ในเรื่องนี้มันเป็นมุมของNimที่ไม่ได้กลายเป็นคน แต่กลายเป็นสัตว์ทดลอง เป็นสัตว์ที่ถูกขังเดี่ยวยาวนานสิบปี มันเฮิร์ตมากๆ แต่ตามประสาสารคดีชั้นโปร ต้องทำให้มันดราม่าหน่อยๆ มันเลยได้ผลตรึงน้ำตาคนดู แต่เราจะดีดตัวออกมานิดหนึ่ง

อย่างไรก็ตามประเด็นมันแข็งแรงมากๆทั้งเรื่องการทำให้ลิงเป็นคน การก้าวข้ามจริยธรรมของสปีชีส์ ที่สุดท้ายจะกลับมาพันแข้งขาเสียเอง เรื่องนี้Apeก้เล่นไว้เยอะ แต่ในขณะที่ครึ่งหลังของApe เป็นหนังการเมืองเต็มตัว ครึ่งหลังของNim วิพากษ์ระบบได้รุนแรงมากๆ คนที่อยุ่กับNimจนตายไม่ใช่พวกที่พาNimมาทำให้เป็นคน แต่เป็๋นคนที่ดูแลNimจตอนเป็นสัตว์ หนังแม่งเฮริืตมากๆๆๆๆๆๆๆ

 

9.TABLOID (ERROL MORRIS/2011/US)

อันที่จริงแล้ว สารคดีเรื่องนี้ควรเอาไปฉายในรายการอย่าง เรื่องจริงผ่านจอ หรือรายการ ทำนองแปลกแต่จริงอะไรมากกว่า เพราะมันคือชิวิตของนาง จอยซ์แมคคินนีย์ที่พิลึกพิสดารแซ่บเว่อจนแม้แตจ่ซ้อเจ็ดก็จินตนาการไม่ถึง

เล่าคร่าวๆถึงเทคนิคก่อน จริงๆหนังไม่ทำอะไรใหม่ทั้งนั้น จับผู้คนมานั่งสัมภาษณ์กันแบบยาวๆ ตัดสลับด้วยการขึ้นเทกซ์แบบไม่แคร์สื่อ จิกกัดกันเลือดซิบ แนมด้วยภาพข่าว เหตุการณ์ ตัดฉึบฉับแบบหนังสมัยใหม่ แต่อต่อให้ไม่มีเทคนิคหวือหวา ก็ไม่มีสักวินาทีในหนังที่เรียกได้ว่าน่าเบื่ออยู่ดี ทำไมการนั่งฟังคนพูดไม่น่าเบื่อน่ะหรือ ก็เพราะหล่อนคือนาง จอยซ์ แมคคินนีย์น่ะซี๊!

เรื่องของเรื่องคือหล่อนคืออดีตนางงามประจำเมือง หล่อนกำลังจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มแสนดี ถ้าไม่ใช่ว่า แฟนของหล่อนหนีไปในวันหมั้น เพื่อ…ไปบวชพระ! โอยผัวฉันโดนล้างสมองแน่ๆ ไอ้ลัทธิบ้า ว่าแล้วเอก็ชวนเดอะแก๊งค์ อันประกอบด้วยชายที่หลงรักเธอตลอชีวิต  เดอะบอดีก้าร์ด(ที่จ้างมา) และคนขับเครื่องบิน ซึ่งยังเป็นที่สงสัยว่าเธอเอาเงินจากไหนมาเช่าเครื่อง (ก็สมชื่อหนัง ซุบซิบกันเลยว่าอีจอยซ์ขายตัว)เพื่อไปลักพาพระ!

อย่างหน้าชื่นตาบาน เธออ้างว่านี่คือสัปดาห์หฤหรรษ์ เธอและพระเซกซ์สะบึมในกระต๊อบเซฟเฮาส์ที่อังกฤษ เล่นโลดโผนชนิดขึงพืดกันเรยทีเดียว แต่พอสิ้นสัปดาห์ ผัวพระสุดรักของเธอก็ทิ้งไป ไปแจ้งตำรวจจับข้อหาลักพากระทำชำเราขึงพืดพระ !

จนถึงวันนี้เธอก็ไม่ยอมรับ เธอึคิดว่ามันคือฮันนีมูนอันดูดดื่มผัวเธอโดนล้างสมอง เธอถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับรักนิรันดร์ของตัวเอง กลายเป็นคนดังได้เล่นหนัง เป็นเด็กสาวแสนสวยที่เชื่อมันในรรัก ต่อมาโดนขุดคุ้ยเรื่องถ่ายรูปโป๊ขายตัว แต่เธอก็ยังยืนยันว่าเธอทำด้วยความรักอันนบริสุทธิ์ใจ ในช่วงนี้หนังคัดเอาฟุตเตจสัมภาษณ์ตอนเขียนหนังสือที่ถูกถ่ายทำแบบชวนเคลิบเคลิ้มตามยุค 70’s โอ้เด็กสาวที่บูชาความรักและต้องพ่ายแพ้ใ้ห้ต่อพวกลัทธิล้างสมอง!

คิดว่านี่มันพีคแล้วใช่ไหม อย่าเชื่อจนกว่าจถะถึงยี่สิบนาทีสุดท้าย ที่จะทำให้การข่มขืนพระกลายเป้นเรื่องจิ๊บๆ แบย้มให้ก็ได้ว่ามันไปไกลถึงระดับสถิติวิทยาศาสตร์โลก

โอเคตัวหนังทตัวเป็นหนังสือแปลกแต่จริง กอสสิปสตาร์ แต่นงจอยซ์ได้แสดงพลังล้นเหลือของเธอออกมาต่อหน้ากล้อง ไม่มีวินาทีไหนที่เธอโกหก แต่ไม่ใช่เพราะว่าเธอเล่าความจริง ไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่จริง แต่เธอเชื่อฉิบหายวายป่วงว่ามันเป็นความจริง ความจริงที่เธอจะยึดถือไปจนตาย เธอหัวเราะร่าน้ำตาริน พูดจาฉะฉานคล่องแคล่วน่าฟัง เธอพูดราวกับมันออกมาจากใจ ถ้านี่เป็นการเสแสร้งเธอก็เสแสร้งเสียอย่างน่าทึ่ง  หนังจึงตอกหน้าความจริงว่าความจริงอะไรของมึงความจริงมีอยู่หรือไม่ และเป็นความจริงของใครกันแน่!

 

10.ENEMIES OF THE PEOPLE ( ROB LEMKIN +THET SAMBATH /2009/UK+CAMBODIA)

จริงๆวิธีการตัดของหนังมันคลิเช และลดทอนพลังจนกลายเป็นหนังสารคดีฉายทีวีไปเลย แต่ประเด็นของหนังมันpush ไปได้สุดๆ ไม่ใช่เรื่องความสุดในแง่การสอบสวน แต่ในแง่ความเป็นมนุษย์ของsubject ซึ่งถ้าดูเทียบกับ S21 จะเห็นว่า ฤทธี ปาห์นแค้นอย่างไม่ปารณีปราศรัยเลยแต่สัมบัตินี่เขาพยายามจะ reconciliationกับมันซึ่งมันโหดต่อคนทั้งสองฟากมากๆ

เรื่องมันคือสัมบัติเป็นคนที่พ่อถูกทหารเขมรแดงปาดคอตายต่อหน้าต่อตา แม่ถูกบังคับให้แต่งงานกับทหารเขมรแดงแลกกับชีวิตคนทั้งครัว พอท้องก้ตกเลือดตาย พี่ชายเขาถูกจับผิดตัวและถูกฆ่า ตอนนี้เขาเป็นนักขาวของพนมเปญโพสท์ ใช้เวลาว่างในการตามหาคนที่เคยฆ่าครอบครัว หมายถึงตามหาบรรดาทหารเขมรแดง และตามสัมภาาณ์ นวนเจีย แกนนำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาไปร่วมแปดปี และนี่คือฟุตเตจของแปดปีนั้น เก็บเรียงรายในหีบบุกระดาษหนังสือพิมพ์รักษายิ่งชีพ

ความเจ็บปวดขั้นที่หนึ่งคือเขาต้องทำตัวเป็นคนทั่วไป สัมภาษณ์บรรดาทหารเขมรแดง เข้าไปคุยกับพวกเขาวันแล้ววันเล่า พวกอดีตทหารที่ตอนนี้เป็นชาวนา ค่อยๆไว้ใจ เล่าให้เขาฟัง เรื่องการฆ่า ไปจนถึงวิธีฆ่าคน (ฉากที่โหดในระดับเดียวกับS21 คือเขาขอให้แสดงการฆ่าด้วยมีดให้ดูแล้วลุงแกเล่าวิธีการปาดและแทงคอ)

ความเจ็บปวดขั้นที่สองคือเขาต้องตามสัมภาษณ์นวนเจีย คนที่เป็นรองก็แค่พอลพต ที่ตายไปแล้ว เขาต้องทำตัวนิทสนมกับนวนเจีย หลายต่อหลายปี เทปสัมภาษณ์มากมาย

ความเจ็บปวดขั้นที่สามคือในที่สุดเขาผูกพันกับพวกทหารเขมรแดง และนวนเจียจริงๆ ในฐานะมนุษย์ เราได้เ็ห็นภาพของการฆ่าในฐานะผู้รับคำสั่ง ทหารไม่รู้ว่าฆ่าไปทำไม แต่เขาต้องฆ่าเพราะมันเป็นคำสั่ง ฉากที่เล่าเรื่องผู้หญิงกอดเข่าร้องขอชีวิต แล้วต้องฆ่ามันโหดมาก แต่ไม่โหดเท่ากับการเล่าเรื่องวิธีการที่พวกเขาทำร่างกายให้อุ่น โดยใช้ประโยชน์จากเหยื่อ

คความเจ็บปวดขั้นทีี่สี่คือ นวนเจียค่อยๆไว้ใจเขาและเล่าว่าทำไมถึงฆ่าคน ทำไมเขาไม่ขัดพอลพต เพราะเขาคิดว่าพอลพตทำสิ่งที่ถูกป้องกันปรเทสจากพวกญวณ การที่นวนเจียเปิดเผยต่อกล้องแบบตรงไตรงมามันมีกังวานเสียงของการพูดกับคนที่ไว้ใจ แต่สัมบัติปกปิดเรื่องที่ว่าเขาคือเหยื่อของนวนเจีย และเมื่อเขาบอกเราก็รู้สึกเหมือนคนทั้งคู่ ว่าทั้งหมดแม่งเป็นแค่เรื่องเศร้าเหี้ยๆ มันจบไปหมดแล้ว สัมบัติขุดหลุมฝังตัวเองไปกับนวนเจียด้วยการขุดค้นลงไปในประวัติศาสตร์ของตัวเอง การล้างแค้นไร้ความหมาย ในฐานะมนุษย์ทุกคนน่าเศร้าพอๆกัน ฉากที่พีคมากๆคือฉากที่นวนเจียนนั่งดูการสังหารซัดดัม ฮุสเซน แล้วพุดว่า นี่หรือคือจุดจบของนักชาตินิยมในสังคมอยุติธรรม

แต่ความเจ็บปวดขั้นสุดคือเราเองที่นั่งดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ครุ่นคิดว่า อันที่จริงแล้ว คนอย่างฮิตเลอร์ คนอย่างทหารสไนเปอร์ตอนพฤษภา หรือคนอย่างใครก็ตามที่อยู่หลังหกตุลา อันที่จริงเป็นคนอย่างไร พอถอดเปลือกของปีศาจออกทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกันหมด เขาอาจจะเป็นปีศาจฆ่าคน แต่ถึงที่สุดเขาก็จมอยู่ในความสำนึกบาปชนิดต่างๆ หรือแม้แต่ไม่สำนึกบาปเลย เราก็รู้สึกว่าเขามีเลือดมีเนื้อมีความเชื่อมีเหตุผล เขาตกอยู่ใต้การควบคุมของระบบอะไรสักอย่างที่ผลักเขาไป ทหารชั้นผู้น้อย ทหารชั้นผู้ใหญ่ คนสั่งฆ่า คนรับคำสั่ง ดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อในกฏหมายมากขึ้น เพราะว่ากฏหมายให้ความยุติํธรรมได้ดีที่สุดแล้ว ในฐานะมนุษย์ ถ้าเราเป็นสัมบัติแล้วลุกขึ้นแทงนวนเจีย เพราะมึงแทงพ่อกูมันคงทำได้ แทงตาแก่ไร้พิษสงคนนึง แต่มันไม่ใช่แบบนั้น นวนเจียไม่ใช่ปีศาจแต่เป็นมนุษย์ อาจจะเป็นมนุษย์เคยระยำแต่ก็เป็นมนุษย์ กฏหมายจะจัดการนวนเจียจากเหตุการณ์ที่เขาทำ แต่ไมใช่เขาในฐานะปีศาจ หรือในฐานะเหยื่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆจะเป็นแบบนั้นไหม แต่มันคงเป็นการเอาความชั่วไปพ้นมือเราน่ะ ไปสู่การตัดสินอย่างสาสมที่อาจง่อยเปลี้ยเสียขาแต่ก็ดีที่สุดเท่าที่จะให้ได้ ตอนจบนวนเจียขึ้นศาลโลก เขาไม่ได้ถูกฆ่าจากคนที่เคียดเแค้น พอดูหนังไปถึงจุดหนึ่งเราก็รู้สึกว่าไม่มีใครสมควรตายไม่ว่าจะเป็นเหยื่อที่ถูกฆ่า หรือไอ้คนสั่งฆ่า ทุกคนเป็นมนุษย์น่าสมเพชพอๆกัน ฉากสุดท้ายที่สัมบัติยืนมองไร่ที่เขาซื้อมามันเศร้ามาก เพราะมันทำได้แค่เดินต่อไปข้างหน้านั่นแหละ อย่างน้อยความยุติธรรมก็เกิดขึ้นแม้จะพ้นมือเขาไป พอดูถึงตรงนี้เราจะคิดถึงทหารเขมรเก่าที่บอกสัมบัติว่าผมดีใจที่ได้สารภาพ ผมอยากให้จดหมายเหตุคำสารภาพของผมถูกเก็บไว้ให้ลูกหลานดูว่าผมเคยทำอะไรลงไป

แต่อย่างน้อยนะอย่างน้อย ในการที่เราจะไม่ต้องวาดภาพใครเป็นปีศาจอีก เราก็ควรจะมีความยุติธรรมขึ้นมาก่อนน่ะนะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s