STILL LIFE (SOHRAB SHAHID SALLES /1964 / IRAN) ภาพ นิ่ง


โมฮัมหมัดทำงานมาแล้ว 33ปี

ตลอด33ปีเขาทำหน้าที่เป็นพนักงานของการรถไฟ อยู่ในดินแดนกันดารคอยยกราวกั้นถนน(ซึ่งไม่เคยมีรถวิ่งผ่านเลยสักคัน) ขึ้นลงเมื่อรถไฟวิ่งผ่าน  ห้องทำงานของเขาเป็นเพียงอาคารรูหนูเล็กเท่าป้อมยาม พอดีสำหรับตั้งเตียงริมหน้าต่างเพื่อให้เขาได้แอบงีบยามปลอดรถไฟ  ถนนเส้นนั้นเองก็ห่างไกลกันดารจนไม่มีรถผ่านมสักคัน แต่โมฮัมหมัดก็ทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง  เขารอจนรถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านแล้วจึงออกเดินกลับบ้าน ตกดึกหิ้วตะเกียงออกมาตรวจดูรางรถไฟ ไม่ให้น้ำท่วม เกรงน้ำจะซัดรางรถไฟสูญไป

เขาอาศัยอยู่ในบ้านพักของการรถไฟกับภรรยาที่แก่พอๆกับเขา บ้านห้องเดียว ที่เขาต้องทำกิน หลับนอนอยุ่ที่นั่น  นางปฏิบัติเยี่ยงหญิงอิหร่านที่ดี ไม่ออกไปไหนนอกบ้าน คลุมเนื้อตัวยามมีแขกมาเยี่ยมเยียน ทุกวันนางจะต้มน้ำชาไว้รอสามี ทำกับข้าว และนั่งถักพรมด้วยวิธีการโบราณ นั่งอยู่เช่นนั้นตลอดวัน รอคอยเขากลับมากินข้าว แล้วออกไปที่ป้อมอีกครั้ง

ราวกับทั้งคู่คือมนุษย์คู่สุดท้ายที่ริมขอบของโลกนี้ คนที่พวกเขาพบมีเพียงเจ้าหน้าที่จากการรถไฟที่มาสอบถามอายุอานามของโมฮัม หมัด กับรถส่งของของการรถไฟ ที่แวะมาส่งโรตีให้กับเขา แต่เขาลืมเรื่องน้ำตาลกับชาอยู่เสมอ นอกาจากนั้นมีเพียงลูกชายที่ไปเป็นทหาร เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆซึ่งเขาและภรรยาไม่เคยกล้าจะฝันถึง พออ่อนล้าก็กลับบ้าน นอนพักอย่างลืมโลก ตื่นขึ้นก็จากไปอีก ชีวิตของพวกเขาหมุนวนอยู่เช่นนั้น บนถนนที่ไม่เคยมีรถผ่าน ในบ้านที่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างคืบเคลื่อนอย่างนิ่งงันกระทั่งจดหมายฉับหนึ่งเดินทางมาถึง

เฉกเช่นเดียวกับหนังอิหร่านรุ่นต่อมาที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก หนังของSOHRAB SHAHID SALESS เรื่องนี้คือส่วนผสมของการจ้องมองอันนิ่งงันแบบกวี ผสมกับการถ่ายทอดความจริงเชิงสารคดีของชีวิตคนเล็กคนน้อยในสังคม  SALESS เป็นผู้กำกับชาวอิหร่านที่เกิดในปี 1944 สำเร็จการศึกษา ด้านภาพยนตร์จากเวียยนา และปารีส และกลับมาทำงานในกระทรวงวัฒนธรรมอิหร่าน เขาทำหนังไปยี่สิบสองเรื่องก่อนจะย้ายไปทำหนังทีวีในเยอรมัน  หากในอิหร่านเขาคือหนึ่งในหัวหอกของกลุ่มอิหร่านนิวเวฟ ร่วมกับต้นขั้วอย่าง DHARUIS MEHRUJ , FOROUGH FARROKHZAD ก่อนการมาถึงของรุ่นต่อๆมาอย่าง ABBAS KIAROSTRAMI หรือ MOHSEN MAKHMALBAF

ในหนังเรื่องนี้ SALESS จับจ้องดูชีวิตของคนงานการรถไฟวัยชรา ที่ทำงานมาทั้งชีวิตเพื่อจะไม่เหลืออะไรไว้เลย  หนังฉายภาพสามัญในช่วงชีวิตแต่ละวันของสองผัวเมียที่อยู่ด้วยกันมานานจนไม่เหลืออะไรให้พูดกันอีก  พวกเขาตื่นขึ้น ต่างคนต่างทำกิจวัตรของตนเอง เหลือเรื่องให้พูดคุยกันไม่มาก เรื่องของน้ำตาล ในน้ำชา เรื่องของผ้าคลุมหน้าผืนใหม่ เรื่องความขี้ลืมของเขา หรือเรื่องทางรถไฟจะโดนน้ำท่วม  พวกเขาพูดซ้ำๆ เดินช้าๆ หนังทิ้งคนดูไว้กับภาพเหล่านี้ยาวนานจนเราค่อยๆจมลงในชีวิตซึ่งเป็นดั่งภาพ นิ่งของคนทั้งคู่บนพื้นที่ชื้นแฉะมีน้ำจัง ต้นไม้แห้งตายซาก  ป้อมยามเก่าๆสกปรก ห้องเปิดโล่งที่สีหลุดล่อน ชีวิตของพวกเขาดำเนินไปเช่นนั้นราวกับมันวนอยู่บนเส้นเกลียวของนิรันดร์กาล  จนกระทั่งไม่ว่าใครก็ตาม(นอกเหนือจากชบวนรถไฟไร้นามที่วิ่งผ่านไปตลอด เรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาเคลื่อนไหวในภาพนิ่งนี้

หนังแสดงภาพของคนเล็กคนน้อยซึ่งไม่ได้รับรู้โลกอีกต่อไป  พวกเขาใช้ชีวิตนิ่งงันในกรอบแคบโดยไม่ผูกสัมพันธ์ใดๆกับความเปลี่ยนแปลง เบื้องนอก  พวกเขาคิดแต่เพียงการทำงานให้ดีที่สุดและใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร  แต่ไม่ว่าอย่างไรโลกของทางรถไฟก็จะตามเขาจนพบและมาเบียเบียนพวกเขาถึงที่ ผ่านทางชายสามคนที่มาสอบถามอายุของโมฮัมหมัดตอนต้นเรื่อง และชายสองคนที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ มาซื้อพรมซึ่งทอขึ้นด้วยมืออย่างยากลำบากของภรรยาของเขา  ก่อนจะปรามาสว่าลวดลายของมันนั้นล้าสมัยไปแล้วพลางต่อรองกดราคาอย่าง ร้ายกาจ  ก่อนที่จดหมายเกษียณที่โมฮัมหมัดอ่านไม่ออกจะมาถึงพร้อมกับชายขายโรตีบนรถ ราง  หลังจากปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์มาสามสิบสามปีถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องย้าย ออกจากบ้านพักของการรถไฟแล้ว

ภาพนิ่งงันของโมฮัมหมัดและภรรยาค่อยๆถูกทำลายเชื่องช้าจากบรรดาคนนอก  แม้จะถูกไล่โมฮัมหมัดก็ยังคงทำกิจวัตรเดิมๆ เขาตื่นเช้าไปที่ทางรถไฟ  หิ้วตะเกียงไปตรวจมันตอนกลางคืน ช่วงกลางวันก็หลับพักงีบในป้อมยาม ในขณะที่กิจวัตรของภรรยาผู้ชราก็ยังเดินไปเช่นเดิม แม่เฒ่ามีชีวิตอยู่เฉพาะในเขตบ้านของตน ห่มคลุมใบหน้าเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยียน  กระทั่งเมื่อลูกชายมาถึง(เพื่อที่จะนอนหลับเป็นตาย กินจนอิ่มและให้อม่ซ่อมกระดุมให้) และจากไป หล่อนก็ทำได้เพียงยืนส่งลูกชายจากในบ้าน ภาพหญิงชราสวมผ้าคลุมมองหลังของสามีและลูกชายจากกรอบหน้าต่างกระจกฝ้าเป้นภาพที่จะติดตาไปแม้กระทั่งหนังจบลง

กระทั่งเจ้าหน้าที่รายใหม่มาถึง เคาะประตูเรียกโมฮัมหมัดระหว่างเขากำลังหลับฝัน นั่นเองที่โมฮัมหมัดจำต้องก้าวออกจากโลกส่วนบุคคลของเขา ขึ้นรถรางไปพร้อมกับจดหมายกเษียณ สับสนและตกเป็นเบี้ยล่างในกระบวนการราชการซึ่งเนิ่นยาวและเย็นชา ก่อนจะพ่ายแพ้โดยไม่มีสิทธิจะพูดเลยแม้แต่คำเดียว

ภายใต้ภาพฉายอันนิ่งงันนี้ SALESS จำลองโลกของคนตัวเล็กซึ่งดูเหมือนตัดขาดจากสรรพสิ่งแล้ว แต่แท้ที่จริงกลับยังคงมี ‘มือที่มองไม่เห็น’ทั้งในรูปแบบของรัฐ (การรถไฟ) และเอกชน(คนซื้อพรม) มาคอยกำกับชักใยทำได้กระทั่งลบชื่อพวกเขาออกจากตำแหน่งแห่งที่ปลายขอบโลกอันกันดารนี้

ในฉากสุดท้ายของหนัง โมฮัมหมัด เดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบสมบัติช้นสุดท้ายที่ยังหลงเหลือ มันคือกระจกบานหนึ่ง กระจกซึ่งเป็นกรอบเล็กแคบสอ่งสะท้อนใบหน้าของตัวเขาเอง  บางทีนี่อาจะเป็นครั้งแรกที่เขามองเห็นความเล็กจ้อยของตนเอง  หรือไม่เขาก็พบว่าในที่สุดเขาต้องปลดระวางตัวตนของเขาเองลงแล้ว และในอีกทางหนึ่งฉากนี้ช่างคล้ายคลึงกับภาพของภรรยาของเขาที่มองดูเขาจากในบ้านเมื่อครั้งที่ลูกชายจากไป

เริ่มต้นและจบลงในความเงียบ STILL LIFE อาศัยความเงียบประกาศภาพชีวิตอย่างระทมทุกข์โดยปฏิเสธการปรุงแต่ง ภาพกึ่งสารคดีพาคนดูเข้าไปในโลกนิ่งงันซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ แก่ชราและค่อยๆเลือนไป  ทิ้งเพียงรอยอาลัยร้าวเศร้าซึ่งจะคงอยู่ไปอีกนานแม้หนังจะจบลงไปแล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s