RISE OF THE PLANET OF THE APES (RUPERT WYATT / 2011/US) Post-Human Revolution , Pre-Human Colonialism

จริงๆแล้วมันก็เป็นความเขลาของพวกมนุษย์นั่นแหละ เริ่มจากการเอาลิงจากป่าห่างไกลในแอฟริกามาใช้เป็น ‘สัตว์ทดลอง’ ยารักษาโรค รองรับอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของมนุษย์

จริงๆแล้วมันเป็นความเขลาของมนุษย์นั่นเองที่เขาคิดว่ามองเห็นสัตว์ทดลองเป็นเพียงวัตถุใต้ระบบมากกว่าจะมองเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกระบวนการทางชีวภาพเป็นของตนเอง พวกเขาจึงยุติการทดลอง รวมถึง ‘สังหารหมู่’ลิงอย่างเลือดเย็น

และมันก็เป็นความเขลาของมนุษย์นั่นเอง ที่พวกเขาเอาลิงฉลาดมาเลี้ยง กล่อมให้ลิงเชื่อว่าตนเองเทียบเท่ามนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม(ซึ่งไม่ได้เห็นเป็นเช่นนั้นไปด้วย) การกดขี่ทางสายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติ ความปราณีสิน่าสงสัย

ด้วยความเขลาของอารยธรรม วิทยาศาสตร์ และจริยธรรมนี้เอง ลิงทั้งโลกจึงรวมตัวกัน และตอบปฏิเสธในที่สุด – ไม่อีกแล้ว – ลิงหนึ่งตัวอ่อนแอ แต่ถ้าลิงรวมกัน ลิงจะเข้มแข็ง!

แรกทีเดียวดูผาดเผินมันก็หนังลิงบุกโลกธรรมดานั่นแหละ หนังreboot จากหนังเก่าที่โด่งดังมีภาคต่อมากหลายในช่วงยุค 60-70’s (และถูกเอามายำแหลกโดยทิม เบอร์ตันครั้งหนึ่ง) แต่พอดูจบก็ต้องออกมาพิจารณาโปสเตอร์หนังใหม่ โดยเฉพาะ กำปั้นข้างซ้ายของลิงซีซาร์ที่ชูขึ้นฟ้าด้วยอาการ’กำหมัด’ และกลายเป็นว่าคำสำคัญของโปสเตอร์เปลี่ยนจก planet หรือape ไปสู่คำว่า rise!

ในลุงบุญมีระลึกชาติ (ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง) ลูกชายของลุงบุญมี เตลิดเข้าป่าไปหลังจากพบกับลิงผี ต่อมาเขากลับมาหาบิดาด้วยอาการของการกลายเป็นลิงผีตาแดงเสียโดยสมบูรณ์ กลับมาพร้อมกับความทรงจำกึ่งชวนหัวกึ่งชวนสะพรึงเกี่ยวกับการพบเจอ และถูกมนุษย์ทำร้ายในรูปของรูปถ่าย (อาจจะจากกล้องเพนแทกซ์ของพ่อ)

แน่นอนว่าลูกชายชายของลุงบุญมีคงไม่ได้รับยาวิเศษของ GenSys แล้ว วิวัฒนาการไปเป็นลิงพูดได้เป็นแน่ ในทางตรงกันข้ามเขาอาจจะกลายพันธุ์ (อีกชื่อหนึ่งในทางลบของวิวัฒนาการ) กลายจากคน ‘ลดชั้น’ลงเป็นลิง แต่ที่แน่ๆดูเหมือนลิงผีตาแดง ‘เข้าป่า’ จะมีประสบการณ์ร่วมกับบรรดาลิงๆในหนังเรื่องนี้ ราวกับบุญส่งลิงผี ครั้งหนึ่งได้ ‘ลุกขึ้น’  ‘ชูกำปั้น’ และประกาศคำ ‘ไม่!’ ในป่าดงพงไพรด้วยตนเอง

ว่ากันไปทีละส่วน  ในหนังเรื่องนี้เราอาจจับเอาประเด็น ‘ชีวจริยธรรม’มาเล่นก็ได้ ว่าด้วยเรื่องที่ว่ามนุษย์กับวิทยาศาสตร์ของเขามีอำนาจแค่ไหนในการท้าทายธรรมชาติ ผลข้างเคียงที่มนุษย์ได้ผลิต ‘ลิงยึดโลก’ และในอีกทางหนึ่งได้ทำลายตัวเองลงด้วยความคิดว่าจะช่วย และได้รับการหนุนส่งอย่างน่าทึ่งโดย อาการที่เรียกกันว่า ‘โลกาภิวัตน์’ (หนังแสดงภาพชวนสะพรึงกลัววิตกจริตจิตป่วนของอาการโลกาภิวัฒน์ออกมาได้อย่างน่าทึ่งป่านทางฉาก end credit ท้ายเรื่องแค่สองหรือสามนาที)  กล่าวให้ถึงที่สุด มนุษย์ทำลายตัวเองดั่งอิคารัสบินไปดวงอาทิตย์ด้วยปีกขี้ผึ้งเพราะสะเออะจะเอาชนะพระอาทิตย์ (ในจุดนี้หนังที่ควรเอามาจัดฉายคู่กันเพราะมีประเด็นนี้ตีคู่ไปกับประเด็นอื่นที่ลึกซึ้งน่าสนใจคือ SPLICE ของ VINCENZO NATALI)

หากประเด็นที่เราสนใจกลับไม่ใช่ประเด็นนี้ แต่เป็นประเด็นที่เริ่มต้นจากรูปแบบความผูกพันของลิงซีซาร์กับหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ วิล เริ่มทีเดียวซีซาร์เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงรับฝากที่รอดจากการสังหารหมู่โดยบังเอิญ (จงจำไว้ว่าการสังหารหมู่นั้นมีเหตุมาจาก ความเป็นแม่อันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานไร้อารยะของคนเถื่อนถ้ำ) ในกาลต่อมา เมื่อเขามองเห็นว่าซีซาร์พอจะมีอารยะอยู่บ้างจากการที่มันฉลาดล้ำเกินลิง (ซึ่งเกิดจากการที่มันกลายพันธุ์โดยบังเอิญระหว่างที่ตัวแม่ถูกจับทดลองระหว่างตั้งครรภ์นั้นเอง) เขาจึง ‘รับเลี้ยง’มันเอาไว้  กล่าวตามสัตย์ซีซาร์จึงมีสถานะอยู่ระหว่างการเป็นสัตว์ทดลองส่วนบุคคลและสัตว์เลี้ยง หากถูกทำให้เชื่อว่าตนเองนั้นเป็น ‘สมาชิก’ของครอบครัว

แน่ละมีความผูกพันแบบมนุษย์อยู่ในเรื่องราวนี้ด้วย แต่ความผูกพันแบบมนุษย์นี้เองคือตัวยุ่ง เพราะลิงไม่มีทางเป็นคน และสังคมจะไม่ยอมรับลิงในฐานะมนุษย์ พวกมนุษย์รู้อยู่เต็มอก แต่เขาเชื่อว่าถ้าปฏิบัติต่อลิงในฐานะที่เท่าเทียมกับความเป็นมนุษย์ ลิงจะมีอารยะและพวกเขาจะได้เป็นคนปราณี (แน่นอนว่ามันขัดกับหลักจริยธรรมแห่งความเท่าเทียมของเขาอยู่ด้วย) พวกเขาเป็นคนดี แต่ความดีนี้นำมาซึ่งเรื่องยุ่งยาก

กล่าวกันใหม่อีกที ลองเปลี่ยนซีซาร์เป็นคนดำจากแอฟริกาที่ถูกเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเก็บมาเลี้ยง หรือเปลี่ยนเป็นคนอินเดียในดงผู้ดีอังกฤษ แม้แต่จะเอาเด็กเอเซียอาคเนย์มาใช้แทนที่ก็คงพอจะพูดได้ – นี่เองที่หนังได้คลี่คลายประเด็นสำคัญของมันออกมา เพราะนี่คือรูปแบบเดียวของความสัมพันธ์เชิงอาณานิคมที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษย์แต่อย่างไรซ้ำยังฝากรอยแผลเป็นยาวนาลากยาวมาจนถึงปัจจุบันอีกต่างหาก

รูปแบบความสัมพันธ์ของวิลล์ กับซีซาร์ ละม้ายกับการที่เจ้าอาณานิคมบุกเข้าไปในดินแดนพื้นเมือง (ดังฉากแรกของหนัง) พวกเขามองเห็นว่า คนพื้นเมืองนั้นเถื่อนถ้ำไร้อารยะ และเป็นหน้าที่ของเจ้าอาณานิคมที่จะต้องพาพวกคนเถื่อนถ้ำออกจากความงมงาย  แน่นอนว่าในอีกทางหนึ่งพวกเขาก็กดขี่คนพื้นเมือง กวาดต้อนมาเป็นทาส

หากสำหรับคนพื้นเมืองที่พวกเขารักชอบ(หรือรับใช้ใกล้ชิด) จะได้รับการสั่งสอนให้เป็นอารยะ ให้เรียนรู้โลก วิถีชีวิต รสนิยม วิธีคิดแบบเดียวกับเจ้าอาณานิคม (ในที่นี้ขอเรียกว่าคนขาว) พวกคนพื้นเมืองเหล่านี้โดยมากในที่สุดจะมีความอยากเป็นเจ้าอาณานิคม อยากเป็นคนขาว คนขาวก็อาจอนุญาตให้พวกเขาได้เป็นคนขาวบ้างด้วยการให้อำนาจเล็กๆน้อยๆในการปกคอรงคนพื้นเมืองด้วยกันเอง อย่างไรก็ดีถึงที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่าตัวเขาเองไม่อาจจะเป็นหนึ่งเดียวกับคนขาวได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนขาว (เฉกเช่นกับที่ลิงไม่ใช่มนุษย์) และหากพวกเขาคนใด เผยอ เผลอตัว อหังการ์คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าอาณานิคมก็เท่ากับว่าพวกก้าวข้ามเส้นแบ่งโดยสมบูรณ์และจำเป็นจะต้องโดนลงโทษ เช่นเดียวกับการที่ซีซาร์ก้าวข้ามเส้นของการเป็นลิงด้วยการปกป้องเจ้านาย (แต่จริงๆนั่นเป็นการทำหน้าทีของสัตว์เลี้ยง หากเป็นสถานะที่ก้ำกึ่งมากๆ) ซีซาร์จึงถูกลงโทษ เตือนให้ตระหนักรู้ว่ามันเป็นลิงด้วยการส่งไปอยู่ที่คุมขัง

ในที่คุมขังนี้เองที่ซีซาร์เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นลิง แรกทีเดียวมันสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับมนุษย์ (คนขาว)  แต่เมื่อมันถูกคนขาวที่แท้จริงกดขี่ ตระหนักรู้ความเป็นลิงด้วยตัวมันเอง มันก็ลุกขึ้นมาถอดเสื้อผ้าทิ้ง กลายเป็นลิงที่จะไม่ยอมถูกเผ่าพันธุ์ที่สูงกว่ากดขี่อีกแล้ว

แต่อย่างที่รู้กัน ตามที่ลิงอุรังอุตังกล่าว ‘พวกลิงมันโง่’ พวกลิงจึงต้องได้รับการศึกษา ซึ่งในที่นี้เอง ยาของเจนซิส จึงทำหน้าที่เดียวกับ ‘ความรู้’ ความรู้ซึ่งมีหนามแหลม เพราะมันถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนขาวมีอารยะ แต่การที่ลิงเข้าถึงความรู้ก็ทำให้มันมีอารยะและตระหนักรู้ว่าสิ่งที่คนขาวยึดถือนั้นยืนอยู่บนการกดขี่ลิง  ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสนใจว่ายาดังกล่าวถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคือโรคสมองเสื่อมหลงลืมโรคที่ทำให้ผู้คนกลับไปเป็นลิง เพราะการเรียนรู้รวมศูนย์ที่สมองเมื่อสมองเสื่อมพวกเขาก็หมดสิ้นการเรียนรู้ ความรู้ถูกขจัดออก ลดทอนคุณค่าลงมาเหมือนลิง  เช่นเดียวกับพ่อของวิล ที่เล่นดนตรี(อันถือเป็นอารยธรรมขั้นสูง) ไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อพวกลิงได้รับความรู้ พวกมันก็ได้เรียนรู้ว่าลิงตัวเดียวนั้นอ่อนแอ แต่ถ้าลิงรวมกันลิงจะเข้มแข็ง นำมาสู่ฉากไคลแมกซ์อันเป็นฉาก ลิงปฏิวัติ  เริ่มจากการพูด ถ้าการที่ลิงพูดไม่ได้ ละม้ายคล้ายกับชนพื้นเมืองที่ไม่อาจเข้าถึงภาษาของคนขาว ภาษาที่คนขาวฟังไม่เข้าใจมีสำเนียงเสียงสูงต่ำเพียงรูปของการร้องอย่างสัตว์ ไม่มีภาษาที่สื่อสารก็เท่ากับไมได้อาจสื่อสารได้  ( ในที่นี่ลิงจึงพ่วงพาภาพแทนเดียวกับคนพื้นเมืองโดยสมบูรณ์)  และเมื่อลิงพูดการพูดของลิงคำแรกคือคำว่า ‘ไม่!’  ไม่อีกแล้ว พอกันที เราปฏิเสธการกดขี่จากท่าน !

จากนั้นพวกลิงจึงบุกไปยังสวนสัตว์และสำนักงานเจนซิสเพื่อปลดปล่อยเพื่อนพ้องของตน แล้วมุ่งหน้าข้ามสะพานเข้าป่า (พ้องพานกับการเข้าป่าของฝ่ายซ้ายในหลายที่ทั่วโลก แล้วยังพูดถึงการกลับถิ่นฐานบ้านเดิมอีกต่างหาก) ฉากไคลแมกซ์ของเรื่องดำเนินอยู่บนสะพาน ทางเชื่อมของโลกอารยะกับโลกของป่าเถื่อนถ้ำ (ที่จริงเป็นแค่วนอุทยาน)

(อันที่จริงแล้วถ้าเราสังเกตดีๆเราจะพบว่าตัวละครระดับรองในหนังเป็นคนผิวสีไม่ว่าจะเป็นคนรักของวิล ที่เป็นคนอินเดีย หรือคนส่งหนังสือพิมพ์ชาวละตินที่รู้เห็นการเคลื่อนไหวของลิง ในทางตรงกันข้ามเจ้าของบริษัทผิวสีก็กลับไม่ได้ชวนให้นึกถึงคนพื้นถิ่นแต่ชวนให้นึกถึงประธานาธิบดีโอบาม่าแทน (เราควรคิดถึงหนังคนดำอย่างเปลี่ยนแปลงไปหลังยุคของโอบาม่า)

ในที่สุดฝูงลิงก็เข้าป่าไป ซีซาร์ประกาศกับวิลว่าเขามาถึงบ้านแล้ว และถ้าหากเราเดาเรื่องเอาตามประวัติศาสตร์หรืออย่างน้อยก็ตามในหนังสือของFranz Fanon ที่เคยพูดเรื่องอาณานิคมไว้อย่างหลักแหลม(ประสาคนที่ผ่านมากับตัว) ก็เป็นไปได้ว่า ซีซาร์จะกลายเป็นผู้นำ เขาจะเริ่มจัดระบบแบบเดียวกับที่เขาเรียนรู้จากเจ้าอาณานิคม ถึงที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเจ้าอาณานิคมน้อยๆไปเสียเอง  ความอยากเป็นเจ้าอาณานิคมเสียเองในทางหนึ่ง และเกลียดชังจากการถูกกดขี่โดยเจ้าอาณานิคมในอีกทางหนึ่ง ความชั่วร้ายกดขี่ของเจ้าอาณานิคมที่ไม่เห็นคนพื้นเมืองเป็นคนในทางหนึ่ง และวิทยาการความรู้ที่เจ้าอาณานิคมได้ส่งมอบให้กับคนพื้นถิ่นในอีกทาง คือคู่ขัดแย้งสองขาจากสองฟากฝั่งที่ลักลั่นย้อนแย้งกันเอง หากเป็นดังน้ำหล่อเลี้ยงประวัติศาสตร์ของอาณานิคม และถึงที่สุดคืออู่อารยธรรมของการศึกษาหลังอาณานิคม ซึ่งทั้งหมดในย่อหน้าที่กล่าวไปคงจะเริ่มขึ้นหลังจากหนังจบลง และคงผลิดอกออกผลในTHE PLANET OF THE APES ฉบับปี 1968

เอาล่ะเรากลับมาที่กำปั้นกันต่อ กล่าวกันตามนี้ การRise ในหนังจึงไม่ใช่เพียงการก่อร่างสร้างตัว แต่มันเป็นการRise ในทำนองการ ‘ลุกขึ้นสู้’ ของคนซึ่งถูกกดขี่ (จะว่าไปโมเดลของอาณานิคมยังสามารเอามาอธิบายการกดขี่ภายในประเทศ อาณาเขต เชื้อชาติได้อีกด้วย) การกล่าวปฏิเสธกฏเกณฑ์ที่ถูกกำหนดโดยผู้อยู่เหนือกว่า และการชูกำปั้นก็ละม้ายเป็นเครื่องหมายลือลั่นของฝ่ายซ้ายที่ใช้ในการต่อต้านศักดินาในอดีตนั่นเอง ถ้าพูดกันอย่างนี้ก็ต้องบอกว่านี่มันหนังว่าด้วยการปฏิวัติของสิ่งมีชีวิตยุคหลังมนุษย์นั่นแหละ!(ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกรุนแรงในระดับเดียวกับ V for Vendetta เลยทีเดียว )

กล่าวโดยสรุปภายใต้รูปรอบหนังไซไฟขายซีจี ลิงถล่มโลก ได้เสียดเย้ยอาการพิลึกพิลั่นพิพักพิพ่วนของมนุษย์คนดีๆเรานี้เองแหละที่ทั้งทะเยอทะยาน ชั่วร้ายเลวทราม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปจนถึงดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง ช่วยกันผลักดันโลกของตนไปสู่จุดจบ ซึ่งก็ไม่ได้รับรองอะไรมากไปกว่าที่สุดแล้ว มนุษย์ล้วนมีจริยธรรมที่ขัดแข้งขัดขากันเองโดยมีการลุกขึ้นสู้ของลิงทั้งโลกเป็นภาพสะท้อนที่ชวนระทึกยิ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s