FIVE (ABBAS KIAROSTAMI/2003/IRAN) ผู้ขึ้นรูปกาลเวลา

เราสามารถแบ่งหนังเรื่องนี้ออกได้เป็นห้าบท โดยแต่ละบทมีทั้งส่วนที่เชื่อมโยงและไม่เชื่อมโยงกัน ทั้งห้าบทถูกถ่ายทำแบบลองชอต เหตุการณ์เดียวไล่เรียงเรื่อยกันไปจนจบฉาก เหตุการณ์อันประกอบด้วย ขอนไม้ที่ริมชายหาด ค่อยถูกคลื่นอันเงียบสงบซัดออกสู่มหาสมุทร  ฉากภาพที่สองคือการจ้องมองทางเดินเลียบชายหาดจ้องดูผู้คนมากหน้าเดินผ่านกล้องไปไม่คืนกลับ ฉากต่อมาเป็นภาพชายหาดสีขาวและเหล่าสุนัขซึ่งเห็นเพียงรางเลือน จากระยะไกล ตามด้วยฉากภาพของขบวนทัพยาตราของฝูงเป็ดที่เดินตัดหน้ากล้องตามกันไปและตามกันกลับ และฉากภาพสุดท้ายคือภาพของเงาจันทร์ซึ่งพะเยิบไหวอยู่ในบึงน้ำท่ามเสียงราตรีคีตการจวบจนอรุณรุ่ง

 

มีเพียงเท่านี้  หนังยาวเจ็ดสิบเจ็ดนาทีเรื่องนี้มีภาพเพียงเท่านี้ และมีเรื่องราวเพียงเท่านี้  หนึ่งภาพหนึ่งชอตโดยไร้เรื่องราวได้เชื่อมโยงมากไปกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นริมทะเล (เว้นแต่ฉากสุดท้ายที่อาจจะเกิดขึ้นบนผิวหน้าของบึงน้ำเสียมากกว่า)

 

ประหนึ่งดื่มเอสเพรสโซเข้มข้น ห้าชอตติดต่อกัน ท่ามกลางความไม่มีอะไรของฉากภาพทั้งห้า ABBAS KIAROSTAMI ผู้กำกับคนสำคัญของอิหร่าน (และของโลก) กระทำการคารวะครู YASUJIRO OZU (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่เป็นปรมาจารย์ทางภาพยนตร์ของผู้กำกับจำนวนมาก) ด้วยวิธีการเรียบง่ายที่กระทั่งOZU เองก็อาจไม่คาดคิด  KIAROSTAMI ใช้กล้องจ้องแทนตาในมุมต่ำ แบบ TATAMI SHOT อันเลื่องชื่อของOZU ในการถ่ายหนังทั้งทั้งเรื่อง ภาพติดที่ไม่ขยับหนีไปไหน เฝ้าสังเกตอากัปกริยาของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้ากล้อง ในหนังของOZU ทุกอย่างจะถูกจัดวางมาแล้วอย่างดี ตำแหน่งแห่งที่ของตัวละครในแต่ละฉาก ทิศทางการนั่งยืน ความลึกตื้นต่อหน้ากล้อง ดังนั้นเมื่อ OZU ตั้งกล้องลงมือถ่ายทุกอย่างอยู่ในการควบคุม

หากดู เหมือนในขณะที่KIAROSTAMI คารวะครู เขาก็ย้อนครูด้วยเช่นกัน ด้วยการ ตั้งกล้องถ่ายในสิ่งซึ่งเขาไม่สามารถควบคุมได้   ขอนไม้ สุนัข ผู้คน ฝูงเป็ด และ ลมฟ้าอากาศ หากเขาทบทวีความสามารถนี้ด้วยการกระทำการย้อนครูและคารวะครู โดยการเลือนระหว่างสิ่งซึ่งกำกับไม่ได้ และกำกับได้เข้าหากัน  เขาถึงกับพูดในเบื้องหลังของการถ่ายฉากแรก(ซึ่งดูจะกำกับได้ยากยิ่ง) เขาบอกว่ามีสองวิธีในการถ่ายฉากนี้ วิธีแรกคือการใช้เทคนิคพิเศษเล็กน้อย ใส่ระเบิดลูกเล็กๆไว้ในขอนไม้ แล้วระเบิดมันด้วยรีโมทในเวลาที่เหมาะสม ให้ดูเหมือนคลื่นซัดแตกออกเป็นสอง ขณะที่การลอยขอนไม้ออกนอกทะเลทำได้ง่ายด้วยการใช้รีดมทบังคับจากใครสักคนนอกกรอบภาพ  อาจจะนั่งเรืออยู่ก็ได้  ทุกอย่างถูกจัดแต่งได้ ให้ดูเหมือนไม่ได้ตกแต่งอะไรเลย  หรืออีกวิธีหนึ่งคืออาศัยเทคนิคพิเศษของลมฟ้า อากาศ เกลียวคลื่นหาดทราย เขาแค่วางขอนไม้ลง จับกล้องให้มัน รอคอยปรากฏการณ์พิเศษเงียบๆโดยไม่แทรกแซง รอเพียงเก็บภาพที่แปรผันตรงกับโชคชะตา  แน่นอน เขาไม่ได้เฉลยว่าเขาถ่ายทำฉากนั้นได้อย่างไร แต่นี่แหละ คือรูปรอยของความเป็นภาพยนตร์

 

ความงดงามและร้ายกาจของหนังอยู่ที่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ในที่สุดเราต้องสอบสวนทวนความในภาพที่เราเห็น ข้างหลังภาพที่ดูราวกับตั้งกล้องส่งเดช ถ่ายติดอะไรมาก็เอามาตัดต่อ ที่แท้แล้วมันได้ผ่านการกำกับมาอย่างดีหรือไม่ และหากเราเชื่อว่าภาพเหล่านี้เป็นความจงใจจัดวาง  ผู้กำกับเขาต้องใช้เวลารอลมฟ้าใน รองแสงอยู่นานเท่ใดจึงได้ภาพเหล่านี้มา

 

เส้นแบ่งจริงลวงบนจอภาพยนตร์ของKIAROSTAMI ย่อมแตกต่างจากอาการสามมิติดูดวิญญาณของJAMES CAMERON อย่างแน่นอน ในโลกของ KIAROSTAMI ภาพง่ายภาพหนึ่งบนจอหนัง ล้วนเคลือบแฝงสภาวะกึ่งจริงกึ่งลวงไปเสียสิ้น เขาแสดงตัวอย่างให้เห็นเอาไว้ให้ชมแล้ว แต่เหนือไปกว่านั้น คือภายใต้ภาพเรียบง่ายเช่นนี้ ตัวมันเองมีความเป็นภาพยนตร์ขึ้นมาได้อย่างไร มันเป็นเพียงรูปรอยของภาพเคลื่อนไหวสามัญ หรือมีนัยยะลึกซึ้งซ่อนในภาพแต่ละภาพ

เป็นเรื่องง่ายที่เราจะตีความนั่งหาสัญลักษณ์ความหมายของขอนไม้ ชายเฒ่า สุนัข เป็ด หรือพระจันทร์ แต่ง่ายไปกว่านั้นคือการปล่อยให้สัญญะทั้งลายลอยออกมหาสมุทรไป และทำในสิ่งที่ง่ายดายว่านั่นคือการสร้างเรื่องจากภาพ และสังเกตสังกานั่นนี่สิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะบังเอิญหรือตั้งใจ อาจจะเป็นความจริงหรือเป็นภาพยนตร์ อาจจะมีหรือไม่มีความหมายก็ได้

 

ในบทแรก ภาพของขอนไม้ซึ่งค่อยถูกซัดสาดกวาดหายลงทะเล  ภาพระยะประชิดเคลียเสียงคลื่นแผ่ว เราค่อยจินตนาการถึงภาพของการแตกออกเป็นสอง คล้ายการส่งไม้ต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุนหนึ่ง ก่อนที่คนรุ่นแรกจะพาตัวเองออกไปสู่คลื่นลมคืนสู่มหาสมุทร(ที่อาจจะซัดมันขึ้นมา) ทั้งหมดเป็นเพียงภาพ ‘ระหว่าง’การล้อเล่นของขอนไม้กับเกลียวคลื่น ถ้าจะพูดให้กระแดะก็ชวนให้ตระหนักถึงชีวิตเกิดขึ้น และตายดับ หากสิ่งที่สวยงามทุกข์เศร้า ขำขัน เจ็บปวด สุขสม หรือทรมาน ล้วนบรรจุอยู่ระหว่างนั้นทั้งสิ้น ระกว่างที่เราล้อเล่นกับเกลียวคลื่น ภาพแรกนี้เอง ชวนให้ระลึกถึงการส่งไม้ต่อระกว่างคนจากรุ่นของOZU มาสู่คนในรุ่นของKIAROTAMI

บทที่สองนั้นกล้องกรถดถอยห่างทะเลออกมา ชั่วหนึ่งระแนงไม้กั้น ภาพของผู้คนบนถนนหน้าหาด แม่ลูกอ่อน คนหนุ่มคนสาว ผู้ชายจูงหมา ผู้หญิงถือร่ม จบปิดด้วยภาพกลุ่มคนชรายืนจับกลุ่มกันที่ขอบเฟรม พูดคุยในเรื่องที่เราไม่ได้ยิน เพราะตลอดทั้งฉาก เราได้ยินเพียงเสียงเกลียวคลื่นที่ทอดระยะห่างประหนึ่งหายใจลึกยาว ขณะเราเริ่มจินตนาการถึงสิ่งที่กลุ่มชายชราพูดคุย พวกเขาก็พากันแยกทางจากกันทิ้งไว้เพียงชายชราผู้เดียวเหม่อจ้องมองทะเลถอนหายใจ ณ.จุดรี้เราไม่อาจคาดเดาได้ง่ายดาย นี่คือการกำกับของผู้กำกับ หรือภาพที่บังเอิญถ่ายติดมา ภาพชายชราจ้องมองมหาสมุทร อาจเป็นภาพเศร้าๆเมื่อเขากำลังคิดถึงตัวเอง หรืออาจะเป็นภาพหวามไหวขณะเขาคิดถึงอดีตอันหอมหวาน หรือมากกว่านั้น เขาแค่กำลังเหม่อจ้องขณะเรียบเรียงบทสนทาเมื่อครู่ หรือบางทีเขาอาจไม่คิดอะไรเลยเพียงหม่อจ้องเลื่อนลอยไปเช่นนั้น  ภาพซึ่งคุลมเครือระหว่างภาพผ่านบังเอิญ กับความจริงปั้นแต่ง ที่ถูกปลุกเร้าจริงๆคือจินตนาการของผู้ชมนั่นเอง

มากไปกว่านั้นเมื่อลุเข้าสู่บทที่สาม คราวนี้นอกจาเราจะแทบไม่เห็นทะเลอีกแล้ว เรายังแทบไม่เห็นกระทั่งวัตถุที่เราจ้องมอง เราเห็นเพียงภาพระยะไกลของหลังของ ฝูงสุนัข ห้าหกตัว ริมชายหาดซึ่งลาดต่ำลงไปแทบพ้นสายตากล้อง  ทะเลซึ่งเป็นสีขาว สุนัขซึ่งเป็นเพียงแทบเล็กๆจาง พวกมันนอนสงบนิ่ง เหม่อจ้องทะเลหรือ หรือแค่นอนอยู่เฉยๆ ภาพจ้องมองมันเช่นนั้น บางตัวลุกเดินหลุดเฟรมภาพแล้วกลับมาใหม่ ตัวอื่นย้ายตามไปสมทบ ภาพค่อยเจิดจ้าขึ้นทุกที ราวกับเราอยู่ในแสงที่ค่อยๆสาดเข้ามาสู่หน้ากล้องเพิ่มขึ้นทุกทีๆ ยามเช้าที่ค่อยๆกลายเป็นสาย แสงจ้าค่อยๆลบขอบภาพ ทั้งทะเล คลื่น สุนัข ทุกอย่างขาวโพลนขึ้นทีละน้อยจนในที่สุดเรามองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาว  เราอาจคิดว่านี่คือการรอคอยแสงยามสายให้สลายกรอบภาพออกจนหมดสิ้น หรือไม่มันก็อาจเป็นเทคนิคพิเศษอีกชิ้นที่เจือแสงขาวลงที่ละน้อยๆ  ปล่อยให้กรอบจินตนาการของเราถูกถ่างไปขวางทับบนเส้นแบ่งอันรางเลือนนี้ตลอดการรับชม

บทที่ 4 อาจจะน่ารักกว่าใครเพื่อนด้วยภาพขบวนลูกเป็ดพาเหรดผ่านหน้ากล้อง เดินเป็นระเบียบจากซ้ายไปขวา เรียงแถวในระยะประชิดหน้ากล้อง ขณะที่ไกลออกไปคือชายทะเล เมื่อหมดขบวน แกงค์เป็ดน้อยก็เดินย้อนกลับทางเก่า ภาพน่ารักที่เราได้ยินเพียงเสียงเป็ดน้อยร้องเป็นระยะ สลับกับเสียงย่ำตีนเป็ดไปบนพื้นทรายทึบๆ สรรพสิ่งดูสามัญที่สุด ขณะเดียวกันมันก็ดูจัดวางที่สุด ทั้งในแง่ทิศทางของลูกเป็ดที่เป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งขาไปและขากลับ ไปจนถึงเสียงที่ถูกกำหนดการได้ยินไว้เพียงสองหรือสามเสียงในจังหวะที่ราวกับบทกวี

หากเส้นแบ่งนี้ได้พร่าเลือนถึงที่สุด เมื่อ KIASROSTAMI เพิ่มเงื่อนเวลาเข้ามาอีกชั้นในภาพของเขา ในบทสุดท้าย หนังแสดงภาพฉายเงาจันทร์ ที่สะเทือนเคลื่อนไหวอยู่บนผิวน้ำยามค่ำ ท่ามกลางความมืดมิด ประสมเสียของหรีดหริ่งเรไรและสัตว์กลางคืน เงาจันทร์ซึ่งกระเพื่อมไหวคล้ายจะหก บัดเดี๋ยวแตกสายบัดเดียวคืนเป็นดวงเดิม ก่อนพายุจะคืบเคลื่อนเข้าใกล้ เสียงฟ้าร้องครืนๆ ตามมาด้วยเสียงสายฝนซึ่งหล่นพรมบนผิวน้ำ ดวงจันทร์ถูกเมฆเลื่อนเคลื่อนมาบังเหลือเพียงลำแสดงซีดเศร้าอยู่ริมขอบเมฆฝนกลางคืน ลุจนพายุผ่านพ้น เงาน้ำคืนสู่ความสงบมีลมแตะสัมผัสแผ่วเบา พระจันทร์เปิดเผยดวงนวลของหล่อนอีกครั้ง แผ่นน้ำวูบไหว แมลงกลางคืนกรีดปีก  รอคอยเรื่อพระอาทิตย์ซึ่งมาถึงพร้อมกับเสียงไก่ขันในยามอรุณรุ่ง

 

ย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น KIAROSTAMI บอกกับเราว่านี่คือภาพลองชอต  แต่มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฉายภาพลองชอต จากค่ำคืนถึงรุ่งอรุณด้วยเวลาครึ่งชั่วโมง (ถูกต้องแล้วครับ ฉากเงาจันทร์นี้ยาวครึ่งชั่วโมง) ภาพลองชอตของKIAROSTAMI จึงเป็นลองชอตจัดวางผ่านการตัดต่ออย่างประณีตจนแทบไร้รอบตะเข็บ และด้วยวิธีการนี้เองเขาได้ ‘ขึ้นรูปกาลเวลา’ ผ่านทางฉากภาพขึ้นมา ผู้กำกับชาวรัสเซียอย่างANDRIE TARKOVSKY เคยเขียนถึงภาพยนตร์ในทำนองว่ามันคือศิลปะที่พิเศษเพราะมันเกี่ยวข้องกับ ‘เวลา’ หนังสือของTARKOVSKY ชื่อ SCULPTING IN TIME (ผู้เขียนไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แต่จำขี้ปากมาจากพี่น้องท่านอื่นๆ แม้ทราบมาว่าหนังสือเล่มนี้แปลเสร็จแล้ว(หลายปี) แต่ก็ยังไม่ได้จัดพิมพ์ออกมาด้วยขาดทุนทรัพย์ นับเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง)  และ เป็น KIAROSTAMI นี้เองที่ได้ ปั้นแต่งประติมากรรมแห่งกาลเวลาให้เราเห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนในที่นี้

 

อย่างไรก็ดีเลยพ้นไปจากภาพฉายเฉพาะบทเรายังอาจหาเยื่อใยยึดโยงข้ามบทกันได้อีก เมื่อภาพของขอนไม้ในบทที่หนึ่ง และ ภาพของสุนัขในบทที่สาม ซ้อนทับกันได้เพียงต่างระยะใกล้ไกล และอาจเป็นเช่นกันสำหรับผู้คนในบทที่สองและฝูงเป็ดในบทที่สี่ ภาพไขว้ทับนี้มีจุดร่วมในแง่ของทิศทาง แต่ต่างในระยะฝีภาพ ชุดภาพหนึ่งเล่นล้อระหว่างวัตถุ (ขอนไม้) กับ ทัศนียภาพ(ทะเล) ในขณะชุดที่สามทิ้งระยะทั้งกับวัตถุ(สุนัข) และทะเล ในขณะที่ชุดภาพที่สองและสี่ก็ต่างกันด้วยระยะของกล้องกับวัตถุ (คน /เป็ด) แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของชุดนี้คือเสียง ในขณะที่เราได้ยินจำเพาะเสียงทะเลในชุดที่สอง ชุดที่สี่เรากลับขับเน้นเฉพาะเสียงฝีเท้าเป็ด (และเสียงร้องของมันในบางหน) ก่อนที่ทั้งภาพและเสียงจะมาประสมรวมกันอย่างเต็มสภาพ ด้วยการลวงทางเวลาของชุดภาพที่ 5 กล่าวอย่างง่าย สี่ตอนแรกคือปฐมบทของภาพ และเสียงในแบบต่างซึ่งได้สร้างกรอบคิดเชิงเวลาในหัวผู้ชมก่อนที่ชุดที่ห้าจะทำลายมันลงเสียทั้งหมดนั่นเอง

 

เป็นการง่ายที่เราจะต่อว่าภาพยนตร์เป็นเพียงสิ่งลวงตา โดยเฉพาะดับหนังเล่าเรื่องด้วยแล้วทุกอย่างยิ่งง่ายดาย เพราะมันล้วนถูกจัดวางมาทั้งหมดทั้งสิ้น  แต่กับหนังอย่างFIVE มันกลับเป็นการยากที่เราจะแสวงหาเส้นแบ่งแห่งจริงลวงได้ง่ายดายอีกต่อไป แน่ล่ะ FIVEไม่มีเรื่อง มันพร้อมจะเป็นหนังทดลองน่าเบื่อที่ชวนหลับตั้งแต่สิบนาทีแรก  แต่KIAROSTAMI ได้แสดงให้เราเห็นแล้วซึ่งศักยภาพของภาพเคลื่อนไหว  เรื่องเล่าที่ปรากฏขึ้นในตัวของมันโดยไม่ต้องอาศัยการผูกโยงเรื่องราวตัวละครให้มากมาย  แทบทั้งหมดเป็นเพียงขอนไม้ท่อนหนึ่ง ชายชรากลุ่มหนึ่ง สุนัขจำนวนหนึ่ง แดฝูงหนึ่ง และดวงจันทร์ดวงหนึ่ง แน่ละว่ากระบวนการ แต่งเรื่องจากภาพกลายเป็นเรื่องหนักสมองของคนดูในยุคป้อนถึงปากไปเสียหมดนี้ พวกเขาอาจพยายามองหาสัญญะเชื่อมโยง สิ่งนี้สิ่งนั้น ตั้งคำถามทำไมไปตลอดภาพฉายนี้  ทั้งที่ที่จริงแล้วมันง่ายนิดเดียวที่จะปล่อยใจให้เพริดไปกับมัน เรื่องราวของผู้ชมหนึ่งคน จะไม่มีวันเหมือนกับผู้ชมท่านอื่นๆ เราสร้างหนังเรื่องหนึ่งขึ้นในหัว ด้วยความช่วยเหลือของภาพยนตร์ที่ถูกจัดวางให้เหมือนไม่ถูกจัดวาง ใช้เพียงน้อยแต่เกิดผลมากหลาย เรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสติปัญญาอย่างที่ใครหลายๆคนเข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องงว่ายเหมือนการมองโลกด้วยตาเด็กเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุด บทความชิ้นนี้อาจเป็นเพียงผลร่วมรวมความเพ้อคลั่งของผู้เขียนที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะ ‘ไม่เชื่อ’ในสิ่งที่ผู้เขียนบอกไป และแปลงร่างเป็น’ผู้ชม’ ที่พร้อมจะเปิดประตูการรับรู้ให้กับภาพยนตร์อันแสนวิเศษเรื่องนี้ และขอให้สำราญกับความงามของมัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s