My 2011 Horror and Cult Films ‘s yearlist

1.MARTIN (GEORGE A. ROMERO/1977/US)

2.HISSS (JENNIFER LYNCH/2010/US+INDIA)

3.THE WOMAN (LUCKY McKEE/2011/US)

4.THIRST (PARK CHAN WOOK/2009/ ST KOREA)

5.IEODO ISLAND (KIM KI YOUNG/1977/ST KOREA)

6.FEMALE CONVICT SCORPION : BEAST STABLE( SHUNYA ITO/1973/JP)

7.SCREAM 4 (WES CRAVEN/2011/US)

8.KANDAGAWA WAR (KIYOSHI KUROSAWA/1983/JP)

9.MYSTICS IN BALI (H.TJUT DJALIL/1981/INDONESIA)

10.ANGUISH (BIGAS LUNA/1987/SPAIN)

11.DEADGIRL (AMRCEL SARMIENTO+GADI HAREL/2008/US)

12.TUCKER AND DALE VS EVIL (ELI CRAIG /2010/US)

13.THE CLINIC (JAMES RABBITS/2010/AUSTRALIA)

14.บ้านผีปอบ Reformation (โสภณ นิ่มอนงค์ /2011/ไทย)

15.INSIDIOUS (JAMES WAN/2010/US)

16.DEAD END ( JEAN BAPTISTE ANDREA + FABRICE CANEPA/2003/US)

17.หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (พจน์ อานนท์/2010/ไทย)

18.ATTACK THE BLOCK ( JOE CORNISH/2011/UK)

—————————————————————-

1.MARTIN (GEORGE A. ROMERO/1977/US)

หนังแวมไพร์ที่เหงาที่สุดในโลกเรื่องนี้เล่าเรื่องขอมาร์ติน  ชื่อจริงของมาร์ติน คือ นอสเฟอราตู ถูกต้องแล้วเขาคือแวมไพร์นอสเฟอราตูที่แม้หน้าตาจะดูเป็นเด็กวัยรุ่นสิบเจ็ดสิบแปดหัวขบถแต่จริงๆเขามีอายุ แปดสิบปีกว่าหรือมากกว่า เข้เพิ่งย้ายมาอยู่กับญาติวัยชราเคร่งศาสนา คนที่รู้ว่ามาร์ตินเป็นใครและสาบานว่าจะฆ่าเขาถ้าเขาฆ่าใครในเมืองนี้ มาร์ตินมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านชำ อาศัยอยู่กับชายชรา และหลานสาวที่มักจะมีปากเสียงกับชายคนรัก เขาติดตามดูคนทั้งเมือง วางแผนจัดการกับเหยื่อรายใหม่ ขณะเดียวกันผูกสัมพันธ์ลักลอบเป็นชู้กับคุณนายรายหนึ่ง ซึ่ทำให้ความอยากดื่มเลือดของเขาจางลง เขาโทรศัพท์ไปออกรายการวิทยุ อ้างตัวเป็นเคานท์แดรกคูล่า เขาโดดเดี่ยวถูกกักขังในเมืองแปลกหน้าที่เงียบเชียบ ดิ้นรนอย่างเศร้าๆเพียงลำพังเพื่อที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเป็นคนธรรมดาและเป็นผีดูดเลือด

หนึ่งในหนังยุค 70’s ของ GEORGE A. ROMERO หนังเรื่องที่เขาทำก่อนจะไปทำ DAWN OF THE DEAD เจ้าพ่อหนังซอมบี้ทั้งหนังแวมไพร์ร่วมสมัยที่เวิ้งว้างว่างโหวง เจาะลึกเข้าไปในจิตใจของตัวละครมากกว่าจะเล่นพลอตแดรกคูล่าล่าเหยื่อ เล่าเรื่องแวมไพร์ไม่กลัวกระเทียม สามารถใช้ชีวิตในแสงแดดได้โดยไม่ต้องพกแว่นกันแดด กินอาหารตามปกติ ขณะเดียวกันไม่มีอิทธิฤทธ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงมนุษย์ผู้หลงไหลในการล่าและการดื่มเลือด ซึ่งไม่แก่ไม่เฒ่า ก็เท่านั้นเอง ด้วยอาการนี้ มาร์ตินจึงไม่ได้ต่างจากเด็กวัยรุ่นขบถทั่วไป ติดอยู่ในเมืองอันว่างเปล่า ด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ไม่อาจได้รับการเยียวยา บางทีการลักลอบเป็นชู้กับแม่บ้านผัวหน่าย และการโทรไปออกรายการวิทยุอาจเป็นเรื่องตื่นเต้นไม่กี่เรื่องในชีวิต  การล่าที่ง่ายและไม่ถูกตามล่ายิ่งทำให้เขาเศร้าลึก เพราะดูเหมือนที่เขาหลงไหลไม่ใช่การดื่มเลือดแต่เป็นการถูกล่า

2.HISSS (JENNIFER LYNCH/2010/US+INDIA)

ไม่มีอะไรจะมาปกปิดความ’ราคาถูก’ของหนังได้อีกต่อไป ซีจีในหนังดูง่อยมากพอๆกับงูยาง พลอตของหนังก็ไม่ยากเกินคาดเดา หนังออกมาเหมือนกับหนังอินเดียเกรดบี ทั้งการแสดง การตัดต่อ แต่มันคือสิ่งที่หนังอินเดียเกรดบีไม่มีให้ หนังเกรดเอกจากฮอลีวู้ดก็ไม่มีให้ นี่คือหนังที่แปลกประหลาด ฉาบผิวเป็นหนังฉาบฉวย ใช้วิธีการแบบง่ายๆทื่อ แต่มีพลังพิเศษ หระหลาด พิสดาร ลูกผสมเลือดพ่อ (เดวิด ลินช์) ความบ้าอะไรบางอย่างแบบHerzog และวิสัยทัศน์แบบของเธอเอง และเรื่องราวซ่อนนัยลึกซึ้งจนน่าตกใจ นี่คือหนังแบบที่หาดูได้ไม่ง่าย และคงจะมีผู้กำกับไม่กี่คนที่จะทำมันออกมาแบบนี้ ปีที่แล้วเราเพิ่งกราบตีนเธอจาก SURVIELLANCE ปีนี้ต้องกราบเธอซ้ำอีก เธอคือ UNIQUE ของจริง

ที่มันส์ที่สุดคือถ้าเรามองหนังเรื่องนี้แบบการมองหนังอาณานิคม ตัวร้ายของหนังเป็นคนเข้าที่เข้าไปฉกฉวยเอาจากคนพื้นเมือง ครอบครองทรัพยากร (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ) โดยเห็นคนพื้นเมืองเป็นแค่ขี้ข้ารองบาท ในขณะเดียวกันหนังก็ให้พลีงของผู้หญิง และพลังของตำนานเก่าแก่เป็นพลังลึกลับที่ทำลายล้างเจ้าอาณานิคม (เหมือนที่ผีปอบของไทยเป็นการต่อสู้ของชาวบ้านต่อการควบคุมอำนาจของรัฐโดยผ่านทางผีผู้หญิง) ผู้หญิง(-ภาพแทนของความอ่อนแอ คนพื้นเมือง และตำนานลึกลับเก่าแก่) จึงเป็นภาพแทนของการต่อสู้ของคนพื้นเมือง! แต่ที่หนักข้อที่สุดคือที่จริงเจนิเฟอร์ ลิยช์เป็นคนทำหนังผิวขาวที่เข้าไปทำหนังเรื่องนี้ในอินเดีย!!! เธอคิดเรื่องทั้งหมดเอง และเธอเป็นผู้หญิง เธอควบรวมทั้งตำแหน่งภาพของคนพื้นเมือง แและเจ้าอาณานิคมเข้าไปอยู่ด้วยในภาพเดียวกัน หนังจึงเป็นความพิลึกพิลั่นเหลือแสนที่น่าสนใจมากว่าตำแหน่งแห่งที่ของมันอยู่ตรงไหน (พิจารณาว่านางพญางูเป็นสัตว์ เธอไม่พูดภาษาคนเลย ไม่พูดเลย มีตำแหน่งเหมือนคนนอก ผู้มีพลังอำนาจซึ่งซ้อนทับกับตัวลินซ์เองในหลายส่วนด้วยซ้ำ) แน่นอนว่าเราพ้นยุคอาณานิคมมาตั้งนานแล้ว การมองหนังด้วยท่าทีแบบนี้จึงอาจจะเชยๆไปบ้างเพราะรูปแบบการครอบครอง กดขี่ก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่การฉายภาพตำนานโบราณต้านคนผิวขาวนี่มันน่าสนใจมากจริงๆ และจริงๆแล้วการกดขี่อะไรแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นไปแบบตรงไปตรงมาอีกต่างหาก

3.THE WOMAN (LUCKY McKEE/2011/US)

หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรใหม่ เป็นหนังแบบที่เรารู้เรื่องกันดีอยู่แต่สิ่งที่ทำให้มันไปได้สุดทางคือความไม่ประนีประนอมอะไรกันอีกแล้ว  หนังเล่าเรื่องของครอบครัวแสนสุขอาศัยในหมู่บ้านหรูๆชานเมือง วันนึงพ่อเข้าป่าล่าสัตว์แล้วไปเจอหญิงสาวที่อาศัยเยี่ยงสัตว์อยู่ในป่า เธอพูดไม่ได้ กินเนื้อสัตว์ดิบเป็นอาหารและแทบไม่นุ่งผ้า พ่อเลยจับเธอมาขังไว้ในบ้าน มัดไว้ในชั้นใต้ดิน บอกว่า ฉันจะสอนความศิวิไลซ์ให้เธอเอง อีตัวพ่อจริงๆเป็นพวกตีเมียตบลูก เขาสอนลูกชายให้เป้นเหมือนเขา และอาจจะทำร้ายลูกสาว ตบเมียคว่ำไปมา เขาจับอีสัตว์สาวขึงพืด ข่มขืน ข่มขู ทำตัวชั่วร้าย อีเมียขี้กลัวคอยช่วยผัวเพราะกลัวผัวฆ่า  ก่อนที่จะจบอย่างที่คาดดากันได้ในแบบEXTREME

หนังเป็นทั้งหนังว่าด้วยผู้หญิงและว่าด้วยอาการcolonial ผู้หญิงที่จะเป็นผู้หญิงได้ต้องกลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์เท่านั้น (หนังมีทั้งผู้หญิงที่เป็นสัตว์ ผู้หญิงครึ่งสัตว์ และผู้หญิงที่เป็นผู้หญิง)ในโลกชายเป็นใหญ่ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาสู้ได้ด้วยความไม่เป็นชายแต่เป็นสัตว์ป่า การจัดการอีตัวแม่เป็นการเอาคืนผู้หญิงที่กดขี่กันเอง -ไม่มีพื้นที่ของผู้หญิงในโลกของผู้ชาย ถ้าไม่ใช่เหยื่อก็ต้องเป็นสัตว์ แล้วมีแค่ผู้หญิงครึ่งทางเท่านั้น ในพื้นที่ที่สร้างขึ้นมาเองเท่านั้นจึงจะเป็นผู้หญิงได้ในขณะเดียวกันเราก้เห็นว่าความเป็นชายคือตัวdimonate วัฒนธรรมอาณานิคม หรือการบอกว่าฉันสูงส่งกว่าแก่ หนังตบตีประเด็นดังกล่าวด้วยแบบจำลองสุดขั้วของบท  ตัวละคร และหนักหนามาในการถ่ายฉากสังหารโหดที่slasher อย่าถึงที่สุด

Lucky McKee เคยทำ May ที่โดนแบนในบ้านเรา(นางเอกMay มาเล่นเป็นแม่ในเรื่องนี้)  เรื่องนี้ไปไกลกว่าMayอีกนะขอบอก

4.THIRST (PARK CHAN WOOK/2009/ ST KOREA)

ถ้าเธอว์คิดว่า หนังไตรภาคvengeance จะทำให้เธอว์เป็นลม อกปีแป้นแตก ก็ไม่ควรดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันไปไกลเชี่ยๆ ทั้งในประเด็นเรื่องราวและแนวคิดศีลธรรม หนังกัดเฉาะเซาะด้านมืดของสัตว์กินเนื้อมหาภัย นามนุษย์แบบไม่ไว้หน้าใคร ไอ้พระสงฆ์องค์เจ้านี่ล่ะตัวดี ถ้าพระกลายเป็นผี และมีชู้ มันจะเป็นยังไง ความสำนึกบาปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดัดจริต หรือความขี้ขลาดหรือไงกันแน่ แล้ว ที่จริงแล้วไอ้ที่บอกรักบอกใคร่มันคือการได้ประโยชน์อะไรกันทั้งสองผ่ายหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือถ้ามองว่าการเป็นแวมไพร์เป็นอาการของกิเลส (คบชู้ ฆ่าคนครอบครองทรัพย์สิน ) หลวงพี่มามีกิเลสเพราะความดีไม่ใช่ความชั่ว ความอยากเป็นคนดีเป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่ชักนำหลวงพี่ไปหากิเลสอื่นๆ

แต่ที่สุดที่เราสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้คือการใส่ความสำนึกผิดติดบาปทับใส่ตัวละครที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปทีละหน่อย ฉากสุดพีคคือฉากสุขสันต์วันเกิดคุณแม่ ทุกคนต่างทำระยำตำบอนต่อกันและกัน แต่พอเธอตบแม่ผัวอัมพาต หลวงพี่ก็ตบเธอเพราะบุญคุณเก่ามันค้ำคอ แต่สุดท้ายจริยธรรมก็เป็นเพียงฉากหน้าอันจอมปลอม และเมื่อเราดิ่งลงในความเป็นสัตว์แล้วถ้าเรายังจะพอมีอะไรๆเหลืออยู่บ้างก็รีบตายๆห่าไปเสียเถอะ

 

5.IEODO ISLAND (KIM KI YOUNG/1977/ST KOREA)

 

หนักกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พลอตซับซ้อนมาก เล่าแบบซับซ้อนด้วย ไม่รู้จะเล่าถูกไหม ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง มันไปสุดขอบมากๆ อีกนิดนึงมันจะเป็นหนังตลกเสียดสี แต่หนังมันจริงจังมาก และมันอยุ่ตรงบอร์เดอร์ไลน์สุดขอบที่มันจะทำได้ มันจึงทรงพลังมาก ดุดันมาก เฮี้ยนมาก เพี้ยนมาก กูตกใจ !

พระเอกกลับมาที่เกาะหลังจากเคยมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นมาตามหาคนหาย เอาใหม่ คือจรๆงพระเอกเป็นนักธุรกิจเมียตาย เคยจะทำลูกแล้วแต่ไม่สำเร็จ เหมือนพระเอกเป็นหมันไรสักอย่าง ต่อมาพระเอกจะทำรีสอร์ที่เกาะอโอโดะ เกาะลึกลับในตำนานที่บอกว่าถ้าคนเรือผู้ชายเห็นแปลว่าจะต้องตาย จะถูกผีทะเลลากไปดูแลที่เกาะ แล้วทีนี้ที่เกาะแถวนั้น(คือไม่แน่ใจว่ามันเป็นเกาะเดียวกันไหม) มันจะเป็นเกาะโบราณที่ปกครองด้วยผู้หญิง ผู้ชายมีน้อยและเป็นสมบัติของเกาะ เดือนละหนผู้ชายจะจุดเทียนไปขอตามบ้านว่าจะให้เอาไหม ใครจะให้เอาก็จะเปิดประตูรับ ผู้หญิงจะเป็นนักดำน้ำหาหอย แล้วพวกนักดำน้ำจะซื้อผู้ชายคนนึงไว้บำรุงบำเรอเหล่าป้าแก่ พวกผู้ชายถ้ามีลูก มีครอบครัว หรือไปหาปลาจะโดนผีทะเลมาเรียกวิญญาณไป พอถึงช่วงนึงก็ต้องส่งผู้ชายขึ้นแผ่นดินใหญ่หมด แล้วหาผู้ชายมาเป็นกะหรี่แทน ขณะเดียวกันก็มีกะหรี่สาว ที่เป็นคนจากเมืองอื่น ไว้บริอารผู้ชาย โดยเฉพาะกะหรี่ชายที่จะโดนแม่บ้านเอา เลยเอาเงินจากแม่บ้านไปหาหะหรี่นักอ่านแทน (ชีเป็นคนเดียวบนเกาะที่อ่านหนังสือพิมพ์ )

เอ้า ย้อนไปอีก ไอ้คนตายเนี่ย จริงมันมากับเรือของพระเอกมาดูรีสอร์ทนี่แหละ เป็นนักข่าวๆจู่ๆก็หายตัวไปตอนก๊งกับพระเอก เขาเลยว่าพระเอกฆ่าทิ้งทะเล ย้อนไปในอดีตไอ้หมอนี่เป็นคนเกาะนี้ แล้วพ่อของหมอเคยโดนผีทะเลดูดหายไปต่อหน้าต่อตา แม่เลยให้ออกจากเกาะ แต่ตอนออกจากเกาะแฟนตามมาส่ง จะตามไปด้วย ไอ้หนุ่มเลยจับแฟนมัดโขดหิน เกิดหงี่เลยเอาไปทีนึงแล้วทิ้งแฟนไว้บนโขดหิน หลายปีต่อมาโตเป็นหนุ่มก็กลับมาเอาเพื่อนหนุ่มมาส่งเป็นกะหรี่ประจำเกาะ ตอนหลังก็กลับมาเอง มาเป้นกะหรี่ประจำเกาะด้วย

ยังยังไม่พอ ไอ้เกาะนี่มันมีแม่หมอคอยปกครองใช่ไหม ไอ้หนุ่มกลับมาก็ขายตัวให้สาวคนนึงที่มีลูกไม่ได้ ไอ้หมอก็ดูดตังจากยายคนนี้มาทำฟาร์มหอย โม้ว่านอกจากทำให้หอยขยายพันธุ์ได้จะทำให้เธอท้องอีกด้วย ไปๆมาๆเงินไม่พอเลยมีคนลึกลับห่มขาวทั้งตัวมาขอซื้อไอ้นี่ต่อ เอาเงินไปทำฟาร์มหอย พอเจ๊งไอ้หนุ่มเลยต้องตกเป็นของหญิงลึกลับแทน แล้วจากนั้นก็ออกจากเกาะไป แล้วตาย แล้วแม่หมอก็ทำพิธีเพื่อเรียกศพกลับมา เพราะศพอยู่ในน้ำเย็นสเปิ์รมยังไม่ตาย ยังผลิตลูกได้ว่างั้น การทำพิธีก็ร่ายรำ จากนั้นแม่หมอไล่เด็กกลับแล้วตัวเองก็ขึ้นไปขย่มไม้เท้าจนฟิน !

ไม่นานศพก็ลอยมาความจริงก็เปิดเผยทีละยิด ผู้หญิงทั้งเกาะตบแย่งศพจะเอาลูก แต่ก็มีคนนึงได้ วิธีคือแม่หมอจะเอาไม้เสียบจู๋ศพ (ถ่ายจะๆครับขอโทษ!) .ให้แข็งแล้วให้เธอไปขย่มตอจนฟิน นั่นแหละ

ที่เลหือก็จะเป็นการคลี่คลายเรื่องราวซึ่งอธิบายยากซับซ้อน บ้าบอโหดร้าย คมคายมาก ยิ่งฉากจบยิ่งคมมากๆ

อ่านที่หนึ่งเขาบอกว่า คิมคียังทำหนังเรื่องนี้ในช่วงทหารครองเมือง แล้วทหารโปรโมตโปรแกรม modernization เกาหลี แต่หนังเรื่องนี้กลับย้อนกลับไปหารูปแบบชนเผ่าโบร่ำโบราณ คิดไปคิดมาหนังมันแรงมากๆๆๆเพราะมันตบหน้าทั้ง modern pre modern แล้วยังตบหน้าสังคมชายเป็นใหญ่เหี้ยๆแบบเกาหลีอีกด้วย

6.FEMALE CONVICT SCORPION : BEAST STABLE( SHUNYA ITO/1973/JP)

จริงๆเราให้ติดอันดับยกชุด แต่ถ้าต้องเลอกแค่ภาคเดียวก็ขอเลือกภาค 3  ถ้าเข้าใจไม่ผิด หลังจากภาคนี้จะเปลี่ยนผู้กำกับ แล้วจบภาค4จะเปลี่ยนนางเอก แต่ภาคนี้มันเหมือนหนังจบแล้ว ฟินสุดๆอินสุดๆ ความจัดจ้านแบบภาคสองมันลดลง แต่เรื่องมันเข้มข้นมากๆๆ เพราะคราวนี้ซาโซริต้องสุ้กับแกงค์ยากูซ่าค้าผู้หญิง หนังมีทั้งประเด็นทำแท้ง โสเภณี ความยากจนไปจนถึงเซกส์ incest

ย้อนกลับไปเล่าก่อนว่าหนังชุดนี้ว่าด้วยเรื่องของนักโทษสาวที่โดนตำรวจหักหลังจนต้องเข้าคุก เธอต่อต้านทุกคนและเก็บความแค้นไว้กับตัวรอวันแหกคุกออกมาล้างแค้นทุกคนที่ทำให้เธออยู่ในจุดนี้ นางเอกเป็นตัวละครแอนคตี้ฮีโร่เดียวดายไร้เพื่อนที่ใช้ความแค้นคนทั้งโลกในการต่อกรกับทั้งผู้คุม เพื่อนนักโทษหญิงหรือบรรดาตัวชั่วช้าทั้งหมด ด้วยลีลาเท่เด็ดขาดบาดใจจนตารันติโน่ต้องขอลอก

ดูจบแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังเฟิมินิสต์ที่สุดๆไปเลย ในแง่ที่ว่าจริงๆมันเป็นความเพ้อเจ้อพาฝันแบบเฟมินิสต์เลยด้วยซ้ำ คือเอาเข้าจริงไม่แน่ใจว่าผู้ชายจะเอนจอยกับหนังแค่ไหน แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าsasoriจะเป็นเหมือนฮีโร่หญิงอื่นๆ คือแสดงความเป็นชาย บทบาทชายอะไรแบบนั้น เพราะเรารู้สึกว่าจริงๆมันหญิงมากๆ จริงๆอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะหนังมีเซนส์โฮโมอีโรติคสูง แล้วการจ้องมองตัวซาโซริก็เป็นการจ้องมองแบบคุกคามด้วยเหมือนกันจริงๆ ถ้าใครเซียนตัวละครในหนังชุดนี้น่าเขียนมาก มันมีผู้หญิงแค่สองแบบ คือผู้หญิงที่ถูกกดขี่ และผู้หญิงที่กดขี่ด้วยกันเองตัวซาโซริเป็นเหมือนวีที่เป็นการทวงแค้นทั้งต่อผู้หญิงและผู้ชาย อำนาจรัฐและอำนาจมืด  

7.SCREAM 4 (WES CRAVEN/2011/US)

 

นี่คือการยั่วล้อตัวเองขั้นสุด ว่าด้วยทุกขั้นตอนของกระบวนการสร้างหนังสยองขวัญ ทั้งในตัวขนบรวมเอง และในตัวภาคต่อภาคแยกของตัวหนังเอง การย้อนกลับไปประกาศ Don’t Fucked Original ไม่ใช่การวางเขื่องแต่เป็นคำประกาศจริงของจริง ท้าทายจริง จริงๆคราเว่นเคยทำอะไรแบบนี้มาแล้วในNew Nightmare ถ้าพูดตามตรงถ้าจะศึกษาขั้นสูงของหนังอิงหนัง การดูการอ้างอิงซ้ำซ้อนของเวส คราเว่นในหนังชุด Scream และ Nightmare on Elm Street คือ ขั้นสุดยอดของสิ่งนี้ ที่บางที่มันอาร์ตกว่าที่ตัวมันคดว่าจะอาร์ตไปไกลหลายเท่านัก

8.KANDAGAWA WAR (KIYOSHI KUROSAWA/1983/JP)

เราขอให้ชื่อหนังเรื่องนี้ใหม่ว่า CELINE AND JULIE GO FUCKING!  หนังว่าด้วยอีสองสาวร่วมอพาร์ตเมนท์ประกาศศึก พวกเธออยู่กันคนละห้อง นางชุดแดงมีแฟนแวะเวียนมาจ้ฮุกกรูเสมอ แต่นางชอบส่องกล้องดุดาวมองหาดาวตก ส่วนนางชุดดำ ใช้กล้องส่องทางไกลแอบดูชีวิตชาวบ้าน เป้าหมายของหล่อนทั้งสองคือ อพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้ามที่กั้นกันด้วยคลองชลประทาน

ศัตรูของพวกหล่อนนั้นหรือคือคู่แม่ลูกย้ายมาใหม่ที่อพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้าม ทำไมน่ะเหรอ ก็มันบัดสีบัดเถลิงน่ะสิคะ ! อีแม่อยู่กับลุกชายวัย(ปลาย)ทีน ตัวลูกชายทำเหมือนต้องติวหนังสือเข้าสอบอะไรสักอย่าง แม่ก็ช่วยดูแลเป็นอย่างดี แต่มันไม่เท่านั้นสน่ะสิคู้ณณณณณ เล่นดูแลกันแบบถึงเนื้อถึงตัวถึงไหนต่อไหน มันช่างบัดสีบัดเถลิง อิชั้นรับไม่ได้ ว่าแล้วนางสองสาวก็นัดกันไปถล่มอีแม่ลูก ผ่านทางวิทยุสื่อสาร ยามว่างพวกเธอก็จะมานวดกันเองแบบขบขันพลันเสียว

แล้วสองนางก็เริ่มปฏิบัติการ บุกห้องสองแม่ลูก ยกแรกบุกไปตรงๆก็โดนคนเฝ้าอพาร์ทเมนต์ลากออกมทิ้ง รอบต่อมา แบกบันได ไต่ลงคลองข้ามคลองไปปีนห้อง แต่อีแม่มีฤทธิ์ร้ายกาจนัก นางต่อสู้ ด้วยแอปเปิ้ล! สองสาวพ่ายแพ้หมดรูปแต่นี่มันยังไม่จบเว้ย ระหว่างนั้นแฟนหนุ่มก็แวะมาเยี่ยมเยียน ซื้อทาโกะยากิมาขวนไปกินกุ๊กกิ๊กกันบนห้อง แม่สาวชุดแดงก็ไปกินทาโกะเสร็จก็กินกันต่อ ระหว่างนั้นนางก็โยนของทิ้งลงหน้าต่างไปเรื่อยๆอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนนางชุดดำ ก็ทำหน้าที่เป็นทหารยามส่องคู่แม่ลูกเต็มที่ กระทั่งในคืนผเด็จศึก ระหว่างแม่กำลังบ๊วบลูกชาย สองสาวก็บุกมาจับนางแม่ซึ่งประกาศว่า ก็ชั้นคลอดเด็กคนนี้ออกมา เด็กคนนี้จะต้องงเสียจิ้นให้ชั้นคนเดียวน่ะซี้! นางชุดดำจับแม่ยัดถุงนอนไว้ นางชุดแดงบอกว่าโอเค ชั้นจะสอนให้เธอรู้รสรักเอง ว่าแล้วนางก็ข่มขืนไอ้หนุ่มเนิร์ดมันซ้าเรยยยยยย

วันต่อมา นางชุดแดงนอนตกเบ็ดอยู่ในห้องตอนแฟนมาเคาะ นางกำลังเพลิดเพลินเลยไม่ตอบรับ แฟนนางเลยลงไปห้องนางชุดดำ แล้วโดนนางชุดดำเอากุหลาบเสียบตูดก่อนจะเชิ๊บเชิ๊บกัวะงั้น ส่วนนางชุดแดงสบตาไอ้หนุ่มฝั่งตรงข้ามทำให้ไอ้หนุ่มตัดสินใจได้ กระโจนข้ามคลองมาหา อีแม่เห็นก็ประสาทแดกสิ เลยเปิดศึกตบกันกลางคลอง แน่นอนว่าสาวๆต้องชนะยายแก่ไอ้หนุ่มจับแม่ใส่แพลอยคลองไปให้พ้นตา ก่อนที่จะไปเชิ๊บเชิ๊บกับนางชุดแดงแบบไม่แคร์สื่อ ขึ้นไปโจ้กันบนดาดาฟ้า เปลือยกลิ้งไปกลิ้งมาจนราวกั้นตก แล้วนางก็ผลอหย่อนไอ้หนุ่มตกตึก

อุ๊ยแม่ลูก แล้วหล่อนก็ร่วงหล่นลงไปเสียด้วยเลย เป็นอันเส็รจพิธี!

9. MYSTICS IN BALI (H.TJUT DJALIL/1981/INDONESIA)

 

หนังกระสืออินโดนีเซียที่คัลท์แสบไส้ ว่าด้วยสาวนักมานุษชาวอเมิรกันกับแฟนหนุ่มอินโดที่ตามหาแม่มดหมอผีเพื่อที่จะเรียนศาสตร์มนต์ดำ แล้วก็สมใจอยากเหมือนราชินีคุณไสยสอนมนต์ดำในการแปลงร่างเป็นนานนาสัตว์ เป็นหมูเป็นงู หนักสุดๆก็เข้าสิงร่างถอดหัวเป็นผีกระสือออกกินเด็กเสียเลย (กินจริงแบบลลอยเข้าไปกินเด็กทารกตรงหว่างขาคนเกิดใหม่ๆเลย)   นัยว่าถ้านางได้กินเด็กสามคนนางจะกลับเป็นมหาราชินี พระเอกเลยไปหาอาจารย์ โต๊ะอิหม่ามในการเอากริชโบราณมาปราบผี

ความคัลท์ของหนังนั้นสุดชีดคลั่งเกินกว่าจะบรรยายเป็นตัวหนังสือ หนังมีฉากแปลงร่างสุดอลังการ ฉากกระสือที่ทั้งขำทั้งสยอง รวมกุคงการสู้ผีแบบยุคแปดสิบที่เพิ่งคิดค้นแสงเลเซอร์บนจอหนัง ทุกอย่างของหนังเอามันจริงจังอย่างไม่มีการเก๊กอะไรทั้งสิ้นส่งผลให้หนังที่ทำให้พวกฝรั่งผิวขาวกลายเป็นเหยือของมนต์ดำโบราณที่ต้องถูกปราบโดยวิถีมลายูเป้นหนังpost colonial แบบต้านอาจเจ้าอาณานิคม(ทำนองบ้านผีปอบต้านอำนาจรัฐไทย) ที่มันส์มากๆๆๆๆ

10.ANGUISH (BIGAS LUNA/1987/SPAIN)

 

คุณจะแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของภาพยนตร์ได้อย่างไรถ้าคุณไม่แสดงให้เห็นว่าพิษร้ายขั้นสูงสุดของมันคืออะไร!

หนังซ้อนหนังซ้อนหนังเรื่องนี้สามารถอธิบายdiegetic world ได้ถึงขั้นสุด อธิบายเรื่องaffect (ผลของภาพยนตร์ต่อผู้ชมผ่านผัสสะ)ได้ถึงขั้นสุด ที่หมายถึงสุดกู่ คือแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน การซ้อนทับของกันและกันในหนังมันไปสุดทางที่สุดเท่าที่หนังจะทำได้แล้ว ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อมันเป็นรูปแบบของหนังสยองขวัญ

เรื่องมันคือแม่ลูกเพี้ยนๆคู่หนึ่งที่ลูกทำงานในคลินิกหมอตาที่มีตาดองเต็มไปหมดเรื่องจริงคือลูกเป็นฆาตกรโรคจิตฆ่าควักลูกตาคนมาสะสมโดยมีอีแม้ออกคำสั่งทางโทรจิต แม่สามารถฟังเสียงที่ลูกชายฟังได้และเอามากำหนดลูกชาย

แต่อันที่จริง ไอ้ที่เล่าไปมันเป็นหนัง ยายนางเอกสองคนไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบบ่าย แล้วในโรงหนังก็มีฆาตกรที่ดูหนังจนฟิน แล้วก็คิดจะล้อมโรงหนังฆ่าคนเหมือนครึ่งหลังของหนัง ฆ่าเพื่อหาแม่ อะไรแบบนั้น ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายจึงเป็นการซ้อนทับการฆ่าในโรงหนังซึ่งคือการฆ่าในหนัง และมีการฆ่าในโรงหนังที่ฉายหนังที่มีการฆ่าในโรงหนังควบไปด้วย แบบชอตต่อชอต (เพราะฆาตกรฆ่าคนตามหนัง)

การฆ่าควักลูกตาคือการฉกฉวยการมอง ในแง่นี้มันคล้ายกับการทำหนัง เพราะมันคือการฉกฉวยการมองจากผู้ชมไปในห้องมืด แม่เป็นเหมือนคนทำหนัง เป็นตัวหนัง (หนังในหนังชื่อTHE MOMMY ) การพยายามควบคุมลูกชายคือการกำกับหนังที่ออกมาฉกฉวยการมองของผู้ชม การต่อต้านของลูกชายต่อแม่จึงคือการดิ้นรนของหนังไปจากผู้สร้าง (ครึ่งหลังมันจึงซ้อนทับการมองเข้ากับการดูหนังไปเลย เพราะเป็นการฆ่าในโรงหนัง) การฆ่าในโรงหนังจึงคือผลที่หนังมีต่อผู้ชม (affect?) แล้วมันก็เป็นจริงๆแบบสุดทาง เพราะหนังทำให้ผู้ชมเป็นบ้า และฆ้าเลียนแบบหนัง ที่น่าสนใจคือเสียงแม่สื่อสารกับลูกเป็นสิ่งที่เป็นจริงในโลกของหนัง ซึ่งที่จริงไม่จริง เป็นไปไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็น diegetic world (โลกในหนังในที่นี้คือในTHE MOMMY) ที่จริงมันเป็น non diegetic ใช่ไหม เพราะมันเป็นเสียงที่ไม่ได้อยู่ในฉาก(ในโรงภาพยนตร์)  เป็นเสียงจากข้างนอก เหมือนเสียงดนตรีประกอบที่ใส่เข้าไปทีหลัง)แต่พอมันซ้อนเข้ากับอีกเสียงคือเสียงคนดูที่ทนหนังไม่ได้ เสียงแม่เลยเป็นdiegetic แล้วมี non diegetic เป็นเสียงผู้ชมที่คอมมเนท์ หรือปากซีดปากสั้นทนหนังไม่ได้แทรกเข้ามาอีกชั้น

affect ของหนัง ถูกแสดงให้เห็นว่าหนังคือการสะกดจิต (แม่สะกดจิตลุกแล้วตัวผู้ชมก็ถูกสะกดจิตด้วย) ตัวละครฆาตกรในโรงหนัง(ที่ฉายหนังเรื่องMOMMY )คือคนที่เข้าไปในdiegetic world แล้วยึดแม่ในหนังเป็นแม่ตัว (จะใช้แทนอะไรดีcinephiles ?) พิษของมันคือการซ้อนข้างนอกกับข้างใน ฉากไคลแมกซ์ตัวละครเลยปีนขึ้นไปบนจอ ซึ่งซ้อนภาพตัวละครที่กำลังอยู่บนจอหนังในโรงหนัง(ที่ฉายเรื่องTHE LOST WORLD ดินแดนไดโนเสาร์สูญหาย tribute หนังโบราณ หรืออาจจะหมายถึงจิตใต้สำนึกคือดินแดนที่สูญหาย)

ทีนี้มันมีคนฉายหนังในMOMMY ที่เป็น คนโทรหาตำรวจ แต่ในชั้นที่สองคนฉายหนังกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนัง แล้วคนทีออกไปนอกโรงเป็นคนโทรหาตำรวจ โลกนอกโรงภาพยนตร์ ระบบศีลธรรม คุกคามเข้ามาแล้วทำลายหนังเสียโดยไม่สามารถละเว้นได้ เพราะหนังเป็นสิ่งสยองขวัญแบบเดียวกับที่กอร์กี้ว่าไว้

ทีนี้ในหนังแม่ตาย เท่ากับหนังจบ ผุ้ประพันธ์ตาย หนังจึงเป็นเสรี (มีดแทงทะลุจอออกมา ซึ่งที่จิรงคือจินตนาการ ผลสืบเนื่องจากหนัง ตัวละครหลังจากนี้จะโดนฆ่าจากตัวละครในหนัง ไม่ใช่ฆาตกรตัวจริงที่ถูกตำรวจจับไปแล้ว แต่เป็นตัวฆาตกรฆ่าควักตาเลยทีออกมาฆ๋าคน หนังเป็นอิสระ aUTHOR IS DEAD so interpretation can caused death!

หนังจึงไมได้อธิบายแค่เรื่องของหนัง แต่อธิบายสิ่งที่หนังกระทำกับผู้ชมอีกชั้นหนึ่ง แล้วเราทุกคนก็ถูกแทงตา ถูกควักลูกตาฉกฉวยการมองไป

11.DEADGIRL (AMRCEL SARMIENTO+GADI HAREL/2008/US)

ไอ้หนุ่มแวนซ์คู่หู เจอศพสาวอยู่ในห้องลับของโรพยาบาลร้าง ประเด็นคืออีสาวไม่ตาย และจะไม่ตาย เธอถูกจับมัดมือเท้าในสภาพเปลือยกายในห้องที่อาจไม่มีใครเข้ามาเป็นสิบปี เธอยังดิ้นได้ ต่อสู้ ยิงฟันไม่เข้า ไม่มีใครรู้ว่าเธอมากจากไหน เป็นใครหรืออะไร หนึ่งในสองเลยยึดครองเธอเป็นทาสสวาทด้วยการข่มขืนเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องลุกลาม เมื่อไอ้หนุ่มคนดีปฏิเสธจะเอาด้วย แต่ยังแวะเวียนมาเพื่อพบว่าเธอค่อยๆกลายเป็นทาสสวาทไม่ยอมคตายเพื่อเขาค่อยๆกลายเป็นบ้าจากการทำรักกับเธอครั้งแล้วครั้งเล่า สาวที่เขาแอบชอบไม่ชอบเขาอีกแล้วเพราะเขาเป็นไอ้เห่ย เสียเพื่อเสียคนที่แอบรัก มีจิ๋มดิ้นได้อยู่ตรงหน้า เขาตัดสินใจอะไรไม่ได้ และทุกอย่างก็ลุกลามมากขึ้นจนลงเอยอย่างสยดสยอง

เหมาะแก่การฉายคู่กันกับHISSS THE WOMAN และ TEETH นี่คือเรื่องของการลดรูปผู้หญิงให้เป็นเพียงวัตถุโดยสมบูรณ์ เพื่อเปิดเผยสภาวะปิตาธิปไตยต่ำช้า ผ่านบททดสอบทางศีลธรรมเพศชายว่าถ้าคุณพบเรือนร่างที่เป็นผู้หญิง และเป็นความลับ ไมใช่มนุษยื คุณจะอยากเป็นเจ้าของมันหรือไม่ ปัญหาของตัวละครที่พบว่าตัวเองเป็นคนดีไม่มีที่อยู่ เป็นบททดสอบจัดหนักว่า เป็นคนดีไม่ได้แฟนแล้วไม่ได้เอา แล้วยังเสียเพื่อนอีกด้วย อะไรคือความเป็นมนุษย์ในความหมายของคุณ หรืออะไรคือคุณธรรมที่คุณยึดถือกันแน่ ฉากจบของหนังตบหน้าคนดูอย่างรุนแรงและน่าตกใจมากๆ

12.TUCKER AND DALE VS EVIL (ELI CRAIG /2010/US)

ทัคเกอร์กับเดลเป็นคู่หูแบบอ้วนทึ่มหน้าหนวด พวกเนิร์ดๆซกมก จนๆที่วันๆเอาแต่แดกเบียร์แล้วเพ้อว่าทำไมกุไม่มีเมีย สองคนช่วยกันเก็บตังค์อย่างหนักจนพอจะเดินทางไปเที่ยวตกปลาเก๋ๆกันได้โดยไปอาศัยอยุ่บ้านพักโทรมมากๆ ของเพื่อน กะจะนั่งเรือตกปลาดวดเบียร์กันให้เปรม ไปๆมาๆดันซวยเพราะไปเจอเอานักศึกษาสลิ่มกลุ่มหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กๆน้อยๆแต่มีความเข้าใจผิดใหญ่หลวงทำให้พวกนักศึกษสลิ่มหน้าตาดีทั้งหลายอนุมานกันว่าคู่หูคู่นี้ต้องเป็นให้พวกโรคจิตแหงๆ และพวกเขานั้นคือเหยื่อ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นฮีโร่ด้วยการไล่ฆ่าคนทั้งคู่ แต่ยนิ่งฆ่ายิ่งซวยอีพวกสลิ่มทั้งแก๊งค์ค่อยๆตายห่าไปทีละคนยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยให้พวกซกมกอย่างทั้งคู่อีก

หนังทั้งฮาทั้งโหดเรื่องนี้เอาไว้ตบหน้าความเข้าใจผิดและการสำคัญตรผิดของพวกสลิ่มคนชั้นกลางที่ถูกหล่อหลอมด้วยหนังสยองขวัญ และการกล่อมว่าตัวเองตกเป็นเหยือ การมองคนแต่เพียงภายนอกว่าซกมก = เลวได้อย่างแทสบทรวงในระดับที่เอามาแทนที่ในบริบทไทยๆได้เพียงเปลี่ยนสัญชาติ เสียดายที่ตอนจบมันประนีประนอม เอาใจคู่หูคู่นี้ไปหน่อยเลบยทำให้มันกลายเป็นหนังเสียดสีที่พลังลดลงไปตามเวลาแทนที่จะแสบถึงไส้อย่างที่มันสามารถเป็นได้ตอนครึ่งเรื่องแรก

13.THE CLINIC (JAMES RABBITS/2010/AUSTRALIA)

วิธีการ หรือ รูปแบบ ทเคนิคในฐานะการเป็นหนังสยองขวัญของมันอาจจะไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่ แต่ประเด็นของหนังแรงมาก หนักมาก นี่คือหนังที่ควรคู่ในการเอาไปฉายควบกับ A L’INTERIEUR (ALEXANDRE BULISTO + JULIEN MAURY /2007/FR) และ BEDEVILED(JANG CHUL SOO /2009/ST KR) อย่างยิ่ง เพราะหนังเล่นกับอาการฮิสทีเรียของความเป็นแม่ ได้อย่างเข้มข้นถึงใจไปไกลมากๆๆๆๆๆ

เปิดเรื่องมาเป็นVACCANCY คู่รักสองคนขับรถข้ามรัฐ ผู้หญิงท้องแก่ผู้ชายหล่อล่ำ จะเดินทางไปหาแม่วันคริสมาสต์อีฟ แวะพักโมเต็ลเล้กๆข้างทาง กลางคืนเมียหลับ ผัวออกไปหาไรกิน พอกลับมาเมียตัวเองก็หายไป (ฝั่งผู้ชาย เราควรไปดู THE VANISHINGต่อ) ไปๆมาๆ เมียไปตื่นในโรงงานร้าง ถูกผ่าท้องเอาเด็กออกไปแล้ว และไม่ได้มีเธอเพียงคนเดียว มีอีกสามคน หรืออาจจะมากกว่า โรงงานร้างอยู่กลางทะเลทราย หนีไม่ได้ไปไม่พ้น ลูกๆของเธอถูกจับใส่กรงเอาไว้ มีป้ายติดสีที่ข้อเท้า และที่สำคัญมีฆาตกรคอยไล่ฆ่าพวกเธอยู่ด้วย ข้างผัวก็พยายามตามหาเมีย แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงในเมืองแปลกหน้า

หนังตบตีเรื่อง ‘อาการฮิสทีเรียของความเป็นแม่’ เสียหัวทิ่มหัวตำแบบเดียวกับ INSIDE (ในเรื่องนั้นผู้หญิงบ้าที่แท้งลูกไล่ฆ่าวสาวท้องแก่ที่ทำให้เธอแท้ง ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นแต่เพื่อเอาลูกในท้องมาเป็นลูกตัวเอง) ความเป็นแม่ของคนใดคนหนึ่งมีอานุภาพมากพอจะทำให้แม่ลุกขึ้นมาฆ๋าแม่คนอื่นๆอย่างไม่ใยดีในขณะเดียวกันหนังก็มีตัวละครแบบที่อยากจะทิ้งลูกไป และยังไม่พร้อมเป็นแม่ด้วย (แน่นอนเธอตาย)ตัวละครทั้งหมดที่ไม่หนีเพราะเธอต้องการลูกของเธอคืน (หนึ่งในนั้นถึงกับผ่าท้องตัวเองเพื่อดูว่าลูกของเธอคือคนไหน)

แต่สิ่งที่หนังไปได้ไกลมากๆคือเอาเข้าจริง ความเป็นแม่นี่เอง เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ความบคุมประชากรของตน คนเป็นแม่ และความเป็นแม่ออกฤทธิ์ออกเดชให้พวกแม่ๆไล่ฆ่าสกันเองโดยรัฐ(หรือในที่นี้คือกงค์ลักเด็ก) คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หลังจากพวกแม่ๆฆ่ากันจนหมด ไม่ใช่เรื่องการสัญญิงสัญญาว่าจะให้ลุกคืนด้วย แต่เป็นเรื่องของการฉกฉวยเอาลุกที่ดีที่สุดไปขายให้กับพ่อแม่คนชั้นหลางที่อยากจะมีลูก กล่าวอย่างถึงที่สุด การผลิตลูกและความเป็นแม่เป็นเครื่องมือกำกับของรัฐนั่นเอง สุดท้ายคนที่ได้ผลประโยชน์คือโครงสร้างส่วนบนที่มาซื้อเด็กไป

ตรงนี้หนังเลยตรงกับคำว่าCLINIC แบบของฟูโกต์ที่บอกว่าCLINIC เป็นรูปแบบของการควบคุมอำนาจโดยรัฐ ด้วยการสร้างวาทการรมทางสุขภาพขึ้นมา (เนื่องจากจำขี้ปากเขามาพูดและไม่ได้อ่านBIRTHOF CLINIC ด้วยตนเอง จึงไม่สามารถอธืบายได้ฉะฉาน) เอาเป็นว่า มันทำให้เรารู้สึกว่าคำว่า CLINIC ในเรื่องเป็นการใช้ในเชิงอำนาจแบบของฟูโกต์มากกว่าพูดถึงมันในเชิงนักวิสทยาศาสตร์สติเฟื่องอะไรแบบนั้น

14.บ้านผีปอบ Reformation (โสภณ นิ่มอนงค์ /2011/ไทย)

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด สำคัญที่สุดและทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ไปไกลที่สุดเรื่องหนึ่งในการนำเสนอภาพชนบทร่วมสมัยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คือการที่มันบันทึกภาพชนบทปัจจุบันที่ไม่ต้องมีสายตาโรแมนติไซส์อีกต่อไป

ชนบทในหนังเรื่องนี้คือภาพแทนของชุมชนที่ประกอบไปด้วยความเชื่อไสยศาสตร์ที่ไหลเวียนในทุกอณู การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีหรือศิลปะ ก็ไม่ไ้มาในฐานะสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับชาวบ้านขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ช่วยเหลือให้ชาวบ้านพ้นจากความยากเข็ญกล่าวให้ถูกต้อง มันมีเพียงลักษณะเดียวคือลักษณะอิหลักอิเหลื่อครึ่งๆกลางๆตามมีตามเกิด เรียกกันใก้เท่ๆว่า ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’

เราได้เห็นชนบทที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ในหลายๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระต๊อบมุงจาก หรือสตูดิโอหลังคาสังกะสี การทำหุ่นโ๙ว์แบบลวกๆตลกๆ หรือการประดิษฐ์รถยนตร์ทำเองแบบโง่ๆ แน่นอนว่ามันถูกทำมาให้ตลก ทำมาให้ขัดเขินผิดที่ผิดทาง ทำมาให้เห็นว่าเป็นสิ่งโง่ๆ แต่มันน่าสนใจว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่ในทำนองความผิดที่ผิดทางอย่างโดดเด่นอีกต่อไป มันกลับดำรงคงอยู่แบบที่มันอยู่จริงๆในชุมชน ผิดที่ผิดทางน้อยๆ ถูกนำมาอก้ไขดัดแปลงให้พอใช้ได้ แต่ไม่ค่อยสวยงามตามแบบมืออาชีพ

ชนบทในหนังเรื่องนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจมาๆในทำนองที่ว่าตัวร้ายของหนังเรื่องนี้คือ ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องการขุดเอาผีปอบมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว!!!! ในทางหนึ่งไสยศาสตร์ในหนังคือสิ่งที่อยู่ ‘ข้างใน’ ชุมชน สิ่งที่ชุมชนร่วมกันปกปิด แต่ในหนังเรื่องนี้มันคือสิ่งคุกคาม ทั้งในระดับความลับในชุมชน หากยังทำหน้าที่เป็นภัยคุกคามที่จะดึงคนนอกเข้ามาทำลายชุมชนอีกด้วย

หนำซ้ำไปกว่านั้น ชุมชนในหนังเรื่องนี้ไม่มีพระ!ทั้งผีทั้งคนในหนังเรื่องนี้พึ่งคอมพิวเตอรื เทคโนโลยีครึ่งๆกลางๆในการสู้ผีหรือสู้ตัวร้าย โดยไม่พึ่งสิ่งสำคัญที่เราพยายามสร้างให้เป็นฐานในชุมชนอย่างเช่น ศาสนา หรือฝ่ายปกครอง (ไม่มีพระ ไม่มีตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวร้าย แหม อยู่บ้านปูนอยู่คนเดียวเสียด้วยจากบรรดาชาวบ้านทั้งเรื่อง)

ถึงที่สุดจากสิ่งที่อ.กำจรเคยพูโไว้ว่าผีปอบคือภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจรัฐจากส่วนกลางในฐานะไสยศาสตร์ที่มีอำนาจเหนือหมู่บ้าน อำนาจของชาวบาน/ความเป็นหญิงที่เหนือกว่าอำนาจรัฐ(ในรูปภัยคุกคามของนักศึกษามาทำค่าย) กลายเป็นว่าอำนาจรัฐเดียวในเรื่อง(ผู้ใหญ่บ้าน)ได่้ปนวกรวมกับไสยศาสตร์ และเอาไสยศาสตร์มาเป็นเครื่องมือคุกคามาวบ้านเสียเอง

แล้วชาวบ่้านสู้อย่างไรน่ะหรือ ก็ฝีมือผีอีหยิบน่ะสิ ปอบหยิบ อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านจากภัยคุกคาม แต่เปลี่ยนเป็ฮีโร่เต็มตัวด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีภูมิปัญญาชาวบ้าน!

15.INSIDIOUS (JAMES WAN/2010/US)

หนังบ้านผีสิง(เหรอ? ) แบบเชยๆ คลิเชๆ นั่นแหละ แต่มันสนุกชิบหายอีเหี้ย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครึ่งแรกของหนังจังหวะมันเป๊ะมากๆๆ พอครึ่งหลังมันดรอปลงมาหน่อย แต่มันก็พาเรากลับไปหาหนังแบบ POLTERGIEST ภาคแรก หรือ HOUSE(STEVE MINER /1986/US) ช่วงถอดจิตนี่นึกถึงHOUSE มากๆ โอเค มันไม่ใช่หนังดีอะไรก็เดาได้หมด แต่เหี้ยยยย สนุกเว้ยยย เวลาได้อยู่ในโลกแบบนี้แล้วมันฟินมากๆ ตัวพระเอกมันชวนให้นึกถึงHAUNTING IN CONECTTICUT กับ DONNIE DARKO โอ๊ยสาแก่ใจ เสียใจจริงๆที่ไม่ได้ดูโรง ฮือฮือ

16.DEAD END ( JEAN BAPTISTE ANDREA + FABRICE CANEPA/2003/US)

ว่าด้วยครอบครัวไปคริสมาสต์แล้วเลี้ยวผิดทำให้ต้องตายไปทีละคน โดยหนัเล่าวนเวียนอยู่บนถนนเปลี่ยวเส้นเดียวในคืนเดียว กลับไกลับมาจนไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนหลอก พลอต คลิเช นักแสดงเล่นใหญ่เต็มแมกซ์ ทุนต่ำจนไม่มีปัญญาทำกระทั่งเอฟเฟคต์ศพ แต่ทุกอย่างในหนังกลับออกมาเทพมากๆๆๆๆๆๆ ทั้งการจิกกัดครอบครัวนิวเคลียร์ หรือเรื่องตำนานโบราณ หรือการหลอกล่อแบบหนังสยองขวัญ สนุกชิบหายยยย โอ๊ย ฟิน!

17.หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (พจน์ อานนท์/2010/ไทย)

ช่วยไมไ่ด้เลยที่ภาคสองของหนังชุดนี้จะกลายเป็นภาคที่เราให้คะแนนต่ำสุด ทั้งที่มันดูมีเรื่องมีราวมากที่สุด เล่าเป็นเรื่องที่สุด และสนุกมาก แต่สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หนังดี เราต้องการหนังแห่งความชิบหาย ภาคแรกซัดใว่หน้าเราอย่างรุนแรง จนมันกลายเป็น cut classic ไปแ้ล้ว และภาคนี้ พจน์ อานนท์ กลับมาหยาบโลน ถ่อย ตลก ตอแหล และไม่สนใจอะไรนอกจากfanservice อีกครั้งหนึ่ง และมันทำให้หนังไปสุดทางมากๆๆๆๆๆจนเกือบจะไต่ระดับไปหาต้นฉบับของมัน เพียงแค่เพราะมันมาทีหลังเท่านั้นแหละ

นี่เป็นหนังแบบไม่แคร์เพศสภาพจริงอะไรจริง แน่ละมันอาศัยพรมแดนของความเป็นหนังตลกมาห่อหุึ้มเอาไว้แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นเด็กดีปากว่าตาขยับ เอากะเทยมาล้อเลียน เาคนพิการมาล้อเลียน (จริงๆคือมันทำ แต่มันไม่พยายามทำตัวดีสั่งสอนศีลธรรม) ทุกวินาทีของหนังจึงเป็นตลกชั่วช้าของจริงอะไรจริง แต่มันก็ไปสุดทางจนความกระอักกระอ่วนที่เรามีต่อมุกเหยียดคนอื่นในหนังกลายเป็นเรื่องเล็กจ้อย มันไม่มีสติสตังค์อะไรกันอีกแล้วนี่หว่า!

ที่น่าสนใจที่สุดคือเราอาจเอากรอบคิดของหนังเหล่านี้มาใช้อธิบายกรอบคิดของสังคมกอสสิปนี้ได้ด้วยซ้ำ แน่นอนว่าพจน์ อานนท์ไม่เคยจริงจังในการเอาเรื่องเอาราวในสังคมมาวิพากาษืต่อยอด เขาทำเหมือนที่เราทำเวลาอยู่ในวงเมาท์ คือหยิบเอาเปลือกของมัน เอาความดราม่าของมันมาเล่นให้เป็นเรื่องขำขัน เอามาทำให้มันคึกคะนองสนุกปาก เาอมาทำให้เรานอนหลับที่ได้เมาท์คนอื่นๆ โดยไม่ลงลึกถึงรากอะไร เราแค่สนุกกับมันอย่างกับดูละคร เหมือนการที่เราเมาท์เรื่องเห่อเกาหลี หรือเรื่องติ ดบีบี แบบนั้นแหละ บางที เราอาจจะแยกส่ิงที่อยู่ในกระแสออกมาจากหนังและวิเคราะห์ดูท่าทีที่หนังมีต่อมัน แล้วเราจะพอเห็นมายาคติที่ล่องไหลในสังคมก็เป็นได้

แต่ที่สุดของที่สุด เราขอคารวะหนังเรื่องนี้ ในแง่ของควาไมม่ประนีประนอมของมัน การเป็นโลกพาฝันสุดขอบของผู้กำกับ การให้ตัวละครแต่งตัวกันแบบไม่บันยะนัยัง ไม่สนใจความสมจริงใดๆ การให้ตัวละครด่าทอกันทุกนาที จนไม่มีใครใช้คำพูดปกติ การให้เราอยุ่ในฉษกบ้านเรือนประหลาดที่ไม่สมจริงอะไร การสร้างเรื่องบ้าๆบอๆที่เป็นเหมือนละครเวทีของเด็กๆ หรือการแต่งเรื่องต่อกันในจินตนาการโดยการเอาหนังเรื่องนั้นมาตัดแปะกับเรื่องนี้ การไม่สนใจขนบใดๆของหนังทำให้ตัวมันเป็นโลกเฉพาะที่ไม่ได้หาได้ทั่วไป

18. ATTACK THE BLOCK ( JOE CORNISH/2011/UK)

สิ่งที่พีคสุดๆในหนังเรื่องนี้คือนอกจากมันจะเป็นหนังเอเลี่ยนมันๆฮะๆแล้วมันยังตีตรงประเด็นเรื่องปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและความยากจนได้เจ็บปวดแสบไส้

ตัวละครในหนังมีทุกชนชาติ เป็นแกงค์เด็กแฟลตที่รวยบ้างจนบ้าง ใช้ชีวิตลักเล้กมโมยน้อย หนังไม่ใจดีตอแหลตีสองหน้าประเภทโอ๊ยเด้กพวกนี้ดีกันทุกคนนะจ้ะ เพียงแต่ความจำเป็นมันบังคับ หรือไม่บอกว่าว่าำไอ้เด็กชั่วพวกนี้สมควรตาย แต่เด็กพวกนี้มันมีมิติในแง่ว่ามันเป็นเด็กจริงๆ โง่บ้างเกรียนบ้าง ดีบ้างเลวบ้างไปตามเรื่องตามราว แต่มันไม่ใช่ผู้ร้ายเต็มร้อย แล้วก็ไม่ใช่พระเอกด้วย

ชอบซีนนึงในเรื่องที่ไอ้เด็กปากจัดมันถามนางเอกว่ามีแฟนยัง นางเอกบอกมีแล้ว แล้วแฟนเจ๊ไปไหนไมไม่มาช่วยเจ๊ นางเอกบอกว่า แอฟนไปช่วยเด็กแอฟริกัน เขาเป็นอาสามสมัครกาชาด ไอ้เด็กเลยบอกว่า ทำไมไปช่วยเด็กแอฟริกันวะเด็กอังกฤษไม่ต้องช่วยเหรอ หรือมันเอกโซติคไม่พอ !

อีกซีนนึงที่พีคมากคือการที่ไอ้เด็กตัวเอกมันบอกว่า เอเลี่ยนพวกนี้แม่งเป็นของรัฐ เขาส่งมากำจัดเด็กดำ เด็กดำไม่เรียนหนังสือขายยา ขยะสังคม เอเลี่ยนพวกนี้ช่วยเร่งกระบวนกำจัดเด็กดำ

ที่น่าสนใจคือหนังมันมีความเป็นชาตินิยมอยู่เยอะโดยเฉพาะซีนกระโดดห้อยธงชาติ แต่ที่มันดีคือหลังจากนั้นมันพูดว่าขาติอังกฤามันก็มีคนดำ คนขาว คนชาติอื่น มันเป็นบลอคที่ต้องปกป้องนี่แหละ ดูเหมือนรัฐจะเป็นตัวปัญหามากกว่าปกป้องคนอังกฤษด้วยกันเอง ในหนังเรื่องนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s