MARATHON DIARY 2

มนต์รักร้านชำ (เมธัส ศิรินาวิน )

A+++++++++++++++++++++++++++++++++

ดูเหมือนเมธัสจะก้าวไปอีกระดับขั้นหนึ่งแล้ว เขาพบเจอทางของตัวเองในการที่จะทำหนังแบบเมธัส ให้ไปสุดทางมากขึ้น หนังเล่าเรื่องของไอ้หนุ่มที่มากินเป๊ปซี่ทุกวันเพราะหลงรักสาวร้านชำ แต่วันที่อุตส่าห์พับดาวมาบอกรัก แต่ในวันที่เขาตัดสินใจนั้นเองก็ให้เกิดเรื่องขึ้น หลังขจากนั้นเขาพาเธอมาอยุ่ที่บ้านแต่ดูเหมือนสิ่งนั้นจะยังคงอยู้ซ้ๆ ในที่สุดความหลงใหลก็กลายเป้ความคุ้มคลั่ง

หนังเมธัสยังเต็มไปด้วยอารมณ์ เหวอ เพ้อ คลั่ง หนังไอ้หนุ่มพ่ายรักละเลงเลือด มุกตลกห่ามๆ และอารมณืซึ่งแกว่งไกวไปมาระหว่างหนังรักโรแมนติก กับหนังเพี้ยนๆแรงๆ แน่นนอนว่านี่อาจไม่ใช่ ‘ก้าวใหม่’ของเมธัส แต่มันเป็นเหมือนการไปสุดทางบนถนนเส้นเดิม การวางจังหวะของหนังเหมาะเจาะดี และมันไปได้ไกลกว่าความเป็นมุก ฉากขวดเป๊ปซี่เรียกอารมณ์สะเทือนได้เลยทีเดียวควาหมกมุ่นของเพศชายในหนังสำแดงเดชได้เจ็บ ในขณะเดียวกันก็เพี้ยนด้วย

อย่างไรก็ตามเราคิดว่าในเรื่อวงต่อไปเราจะได้เห็นเมธัสขยับไปสู่ทางใหม่ๆ หรือหากจะแน่วแน่ในทางนี้เราก็อยากเห็นการดิ่งลึกมากขึ้น ทั้งในเรื่องของตัวละคร และในเรื่องของบรรยากาศ

THE COMING OF AIDS (วาสุเทพ เกตุเพ็ชร)

A+++++++++++++++++++++++++

จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงมากที่จะเป็นหนังcliché พลอตของหนังส่าด้วยเด็กหนุ่มที่พบว่าตัวเองมีเพศสัมพันธ์กับหนุ่มแปลกหน้าโดยไม่ได้ป้องกัน เด็กหนุ่มอยู่ในครอบครัวที่พ่อป่วยไข้ และแม่ก็เริ่มเพี้ยนไป หลังความป่วยไข้ของพ่อ เขาเป็นคนที่พยุงครอบครัวเอาไว้ แต่ตอนนี้กระทั่งตัวเองเขาก็อาจจะเอาไม่อยุ่ หนังพาผู้ขมไปสำรวจความอึดอัดคับข้องและความหวั่นไหวของวัยรุ่นผ่านเรีองราวนี้

สิ่งที่ททำให้หนังเรื่องนี้ก้าวข้ามการเป็นหนังพิมพ์นิยมประเภทว่าด้วยวัยรุ่นเป็นเอดส์ (วซึ่งมาพร้อมกับสายตาสอนสั่งว่าถ้าเป็นวัยรุ่นบ้าเซกส์จะต้องถูกลงโทษอย่างสาสม) หนังกลับพาเราเดินลึกเข้าไปในความหวั่นไหวไม่แน่นอนของตัวละคร การสำรวจจิตใจอย่างละมุนละไม ในฉากบทสนทนาของเด็กหนุ่มกับเพื่อของเขา ช่วงรอยต่อของการจบสิ้นของวัยเยาว์ ปัญหาซึ่งไม่อาจคลี่คลายได้ และความกังวลใจที่กดทับลงมา ในขณะเดียวกันเมื่อเขาพบคู่ขาของตัวหนังก็ไม่ได้เลือกจะเป็นหนังสั่งสอนศีลธรรม การเลือกจบด้วยการบอกคนดูกลายๆว่า ไม่มีปัญหาอะไรได้รับการแก้ไข เราไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการพยายามจะใช้ชีวิตต่อไป ทำให้มันเป็นฉากจบที่ทรงพลังและจับใจไม่น้อย กล่าวโดยส่วนตัวเราคิดว่านี่เป็นหนังเล่าเรื่องที่ถึงที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว (ม้บางอย่างอาจจะขาดๆเกินไปบ้าง)

ระยะห่าง (อตญา ลาภธนไพบูลย์)

A++

หนังเล่าเรื่องของคู่รักที่พย่ายามจะกลับมาคืนดีกันด้วยการไปเที่ยวทะเล แต่ในที่สุดก็รุ้ว่าม่สามารถเข้ากันได้อีกต่อไป จริงๆพลอตของหนังมันน่าสนใจมาก แต่วิธีการนำเสนอของมันกลับออกมาน่าเบื่อ ด้วยการขับเน้นสิ่งเล็กน้อยๆในรอยร้าวของความสัมพันธ์ให้โดเด่นจนคนดูเห็นแต่ไกล แน่นอว่ามันช่วยในการเล่าเรื่อง แต่บางทีการวางสิ่งเล็กน้อยไว้ในฐานะสิ่งเล็กน้อยแล้วปล่อยให้คนดูสัมผัสความแตกแยกด้วยตนเอง อาจจะให้ความรู้สึกที่ร้าวรานกว่ามาก จนน่าเสียดายที่ฉากสุดท้ายที่สถานีรถไฟ ไม่ออกมาจับใจอย่างที่คาด

มายายนตร์ (ณัฐนัย เลิศปรีชาภักดี)

A+

หนังบ้าพลังที่พยายามจะเล่าเรื่องความชิบหายในกองถ่ายหนังโฆษณา หนังแพรวพราวไปด้วยลูกเล่นจำพวก จงเห็นว่านี่เป็นหนัง เช่นการเล่นกับการfwd rwd ของดีวีดี การให้คัวละครพูดใส่หน้าคนดูด่าตัวละครด้วยกัน ในหลากหลายภาษา หรือกระทั่งการเปลี่ยน GENRE หนังทุกห้านาที

จริงๆแล้วความล้นเกินไม่ใช่ปัญหาของหนัง มีหนังมากมายที่สามารถเล่นกับความเป็นหนัง การใส่นุ่นนี่แพรวพราวจนคนดูตามไม่ทัน (ไกลก็เช่นหนังของKEREN CYTTER ใกล้ๆ ก็หนัง ‘ของเหลวที่หลั่งจากกาย”ในปีที่แล้ว ) ปัญหาของหนังอยู่ที่ดูเหมือนเมื่อถอดลุกเล่นออกไปหมดแล้ว หนังจะไม่เหลืออะไรให้จับต้องอีกต่อไป ลูกเล่นเหล่านั้นไม่ได้เป็นประเด็นหลักของเรื่อง มันทำหน้าที่เป็นลูกเล่นเฉยๆ ในขณะที่ประเด็นเรื่องความฉิบหายในใจตัวละครกลับค่อยๆลดทอนตัวเองลงไปตามลุกเล่นเหล่านั้น หารที่หนังมีทุกอย่างนอกจากตัวละครทำให้หนังนั้นแข็งเกร็ง เป็นหนังขายความแปลกเท่เก๋ไก๋ ที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น

ถนน (ON THE ROAD) (เทพมณี กิตติถาวรกุล)

A+++++++++++++++++

หนังว่าด้วยความขัดแย้งของพ่อกับลูกสาวผ่านการสอนขับรถ
หนังเล่าเรื่องได้จังหวะจะโคน บทสนทนาการเว้นช่องว่าง ความเงียบ แรงระเบิดของพ่อ การดื้อเงียบของลุกสาว ความขัดแย้งที่ค่อยๆปริแตกออกผ่านทากรสอนขับรถ หนังค่อยๆเล่าอย่างละเอียดลออและเว้นช่องไฟไม่ขับเน้นให้มันโดดออกมาจากความสัมพันธ์จริงๆของมนุษย์ (หนังเรื่อง ระยะห่างน่าจะไปได้ไกลถึงขั้นนี้ได้) หนังให้ผู้ชมลอบสังเกต เป็นส่วนหนึ่งในความขัดแย้งพ่อลูก ที่ไม่มีใครถูกและผิด เรื่องในบ้านถูกนำมาถ่ายทอดผ่านการตั้งกล้องเพียงจุดเดียวตรงด้านหน้ารถ อธิบายได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี หนังกลับเจอปัญหาในการจัดการตัวละครที่สามนั่นคือแม่ หนังเลือกไม่เราเห็นตัวแม่ ได้ยินเฉพาะสเยง ในทางหนึ่งมันเป็นเรื่องดีที่กันตัวละครแม่ออกไปจากความสัมพันธ์ เธอเพียงรับฟังโดยไม่มีส่วนร่วม(เราไม่ได้ยินกระทั่งเสียงแม่) แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดตามมาคือผู้ชมทราบทั้นทีว่านี่เป็นหนังซึ่งจงใจจะให้เห็นแต่เพียงพอ่กับลูก การกันแม่ออกไปกลายเปแนปัญหาแห่งความจงใจที่เกิดตามมาโดยไม่ตั้งใจ พอเรารับรู้เรื่องความจงใจ เราก็ค่อยๆดีดตัวออกจากหนัง

อย่างไรก็ตามหนังก็จับใจเราได้อยู่มหมัด โดยเฉพาะการเลือกจบแบบค้างคามากกว่าจะมาหันหน้าเข้าใจกัน เพราะความขัดแย้งโดยเฉพาะความขัดแข้งภายในครอบครัว ไม่ได้ลงเอยสวยหรุแบบนั้น โดยไม่มากมันได่ได้รับการคลี่คลายใดๆ แต่ถึงอย่างไรก็อยุ่กันต่อไปได้ และเราชอบมากๆๆๆ ที่หนังเลือกจบแบบนั้น

เด็กไม่ดี (พรพงษ์ ว่องวัตรพงษ์+ทรงพล จันทร์สม)

A

หนังรณรงค์การไม่สูบบุหรี่เรื่องนี้อะไรฮาๆ มากมาย เช่นการที่ลูกเล่น สามเต็มสิบแต่เม่เล่นสิบห้าเต็มสิบ หรือในฉากหนึ่งเมื่อแม่จับได้ว่าลุกสูบบุหรี่ เธอก็ตีลูกด้วยป้ายที่เธอเคยเอาไว้สอนเด็ก (ไม่รู้เก็บกันอย่างไรเป็นสิบปี) อย่างไรก็ดีหนังก็อะไรน่าสนใจไม่น้อย

หนังเล่าเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ด้วยกันลำพังหลังพ่อตาย (หนังไม่ได้บอกเหตุผลแต่เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับบุหรี่ ) แม่ของเขาเป็นครูผู้เข้มงวด ครั้งหนึ่งในวัยเด็กเขาเคยต้องพูดโกหกในวิชาที่แม่เขาสอนเองเพื่อปกปิดเรื่องพ่อสูบบุหรี่ ต่อมาเขาก็ริสูบบุหรี่ และเป็น’เด็กไม่ดี’ โดยแม่ไม่รู้

หนังอาจจะมีอะไรขาดๆเกินๆเต็มไปหมด เรื่องเร่าที่ cliché การแสดงไม่สมดุล และบทสนทนาหรือการกำกับที่ไม่ได้เป็นของใหม่อะไรเลย แต่อย่าประมาทหนังจนกว่าฉากจบจะมาถึง โดยส่วนตัวตอนจบของหนังสามารถพยุงหนังทั้งเรื่องไว้ได้ทีเดยว คิดในแง่นี้มันจะดีแค่ไหนถ้าหนังกลมกล่อมกว่านี้อีกนิด

ฮานาบิ( สุชนา มัดกาฑ์รัน)

A+

หนังรักเล็กๆที่ไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรมากเรื่องนี้เล่าเรื่องของสาวช่างฝันกับหนุ่มติสท์ ตามขนบ หญิงสาวสวมชุดกระโปรงกับหูฟังอันใหญ่ไปยืวาดรูปในสวน จนไปพบหนุ่มติสท์หน้าตาดีชอบถ่ายรูป แล้วสานสัมพันธ์กัน เราอาจจะบอกว่ามันเป็นหนังรักเพ้อเจ้อว์ของวัยรุ่นคนชั้นกลางที่อาน จิมมี่เหลียว หรือดูหนัง มิแรนด้า จูลายเยอะไปก็ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร โดยส่วนตัวเรารุ้สึกว่าผู้กำกับแค่อยากทำหนังสวยๆหวานๆ และก็ได้ตามนั้น แถมยังมีฉากดีเช่นฉากการลงสีดำ ที่เล่นเอาสะเทือนเหมือนกัน

ชอบฉากอนิเมชั่นในหนังมากๆ (แม้มันจะ จิมมี่เหลียวมากๆก็ตาม)

Suicide Paradise (วทัญญู อิงควิวัฒน์)A/A-
หนังล่มไปตลอดเรื่อง จนกระทั่งถึงฉากจบ หนังเล่าเรื่องของชายคึนหนึ่งที่พยายามจะมีชีวิตที่ดี พยามจะมีความรักมีความสุข แล้วก้ไพบว่าที่จริงแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการฆ่าตัวตายไปเสีย

จริงๆมันสามารถเป็นหนังเศร้าที่เจ้ฐปวดมากๆๆๆได้ แต่การเลือกท่าทางทีเล่นทีจริง (ซึ่งดุเล่นมากกว่าจริง แถมยังเป็นการเล่นง่ายๆอีกต่างหาก) ทำให้หนังน่ารำคาญและน่าเบื่อไปอย่างช่วยไม่ได้

ยินดีที่ได้รู้จัก(จักริน เทพวงศ์)

ดูได้ครึ่งเรื่องแต่เท่าที่ได้ดู อยู่ในระดับA++

ขี่จักรยานไปดูหนังพาราก้อน (สายทิพย์ วิวัฒนปฐพี)

(..)

MV เพลงเก๋ที่ว่าด้วยการขี่จักรยานไปดูหนังที่พารากอน และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น รู้สึกว่าความพยายามจะแนวของหนังไม่ได้นำไปสู่สิ่งใด มันเกือบจะตลก เกือบจะสนุก เกือบจะแนว แต่แล้วก็เท่านั้น

กายวิพากษ์ (ชัยวัฒน์ เวียนสันเทียะ /2009/ไทย)

A+++++++++++++++++++++++++
เข้าใจว่าพวกเขาไปงานศพ

หนังไม่ได้พูดเรื่องความเศร้าของการไปงานศพ หรือความสุขของการได้อยู่กับยเพื่อน มันเป็นอารมณืของการจ้องมองสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยอาการเก็บเล็กผสมน้อย ฉากที่ชอบมากๆคือฉากเดินตามแสงไฟในความมืดที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งประกอบ และความเงียบระหว่างก้อนน้ำแข็ง เสียสนทนาซึ่งกลับมาหลังจากยกขึ้นดื่ม จริงๆ แค่ความงามในฉากแรกของหนังก็ได้ A++++++++++ไปแล้วปีที่แล้วเราชอบ ตื่นสมัยของเขามาก และปีนี้ชอบหนังเรื่องนี้มากพอๆกัน
กาแฟเย็น (ชนพ นาสำราญ/ 2009/ไทย)

A-
โดยไม่ ได้ตั้งใจมันกลายเป็นหนังอีโรติคไปในทุกครั้งที่เปลี่ยนผู้ชาย และต่อเลโก้

กะไว้ตั้งแต่ดูไปสักพักว่าหนังจะต้องได้แรงบันดาลใจจาก the missing piece and the big o ที่จริงไอเดียการเปลี่ยนจากวงกลม(ในหนังสือ) มาเป็นมนุษยืและเลโก้นั้นน่าสนใจมาก แต่ข้อด้อยอย่างหนึ่งคือการที่ตัวบทมันดันเหมาะกับการเป็นเรื่องสั้นมากกว่า เป็นหน้ง การยัดบทสนทนาแบบบทพูดให้กับนักแสดงสมัครเล่นทำให้หนังมันเคอะเขิน ประดักประเดิดอย่างยิ่ง

จริงๆไอ้บทสนทนาแบบในหนังมันคงพอรับได้ถ้าเป็นเรื่อง สั้นวัยหวาน แต่พอมันพูดจากคนมันกลายเป็นความเงอะงะไปเลย จริงๆชอบวิธีการดัดแปลงมากๆ แต่มันก็นำพาไปสู่สิ่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจนั่นคือ
1 การณ์กลายเป็นว่านางเอกของเราเป็นฮิสทีเรีย หมกมุ่นแต่เรื่องผู้ชาย ที่จริงในตัวนิยายภาพมันเป็นงานคอนเซปต์เชิงเปรียบเปรยซึ่งมีนัยยะทางเวลา อยู่ (เราอ่านโดยรู้สึกว่าเวลามันผ่านไป คนใหม่เดินเข้ามาในชีวิต) แต่พอกลายเป็นคนการหาคู่เดทในอินเตอร์เนท เพื่อย่อเวลาหรืออะไรก็ตาม ทำให้ตัวนางเอกกลายเป็นบ้าผู้ชายไปเลย

2.การใช้เลโก้เป็นสัญลักษณ์ที่อีโรติ คโดยไม่ตั้งใจ จริงๆแล้วเราคงให้A+++++ถ้าเป้นว่านางเอกไปมีอะไรกับพวกผู้ชาย นั่นจริงๆ แต่มันคงเป็นหนังหดหู่ ไปเลย

อย่างไรก็ตามอารมณ์ cliche’ cliche’ในหนังมันน่ารักดี เดาว่าคนทำน่าจะไม่มัธยมก็มหาลัย เราก็เคยเป็นแบบนั้น เลยนึกออก ฮา!
SWEET MONOLOUGE(กวิสรา ผันนภานุกุล/ 2009/ไทย)

A+

สั้นๆ แต่เหมาะเจาะดี หนังเป็นแค่การจ้องมองการสนทนาของเด็กสาววัยรุ่นกลุ่มนึง เรื่องที่คุยก็ไม่ได้มีอะไร แต่เราชอบมาก ในแง่ที่ว่ามันจับความหวั่นไหวของเด็กวัยรุ่น และเรื่องที่พวกกเธอสนใจได้โดยไม่ต้องประดิษฐ์หรือสั่งสอนอะไร รู้สึกมันกำลังดี และไม่ได้ทำตัวบิ๊วด์เกินเหตุ

กว่าจะรู้เดียงสา (ปณิธาน บุณฑริก)

A-

หนังเล่าเรื่องของลูกชายที่ขัดแยบ้งกับพ่อ เพราะพ่ออยากให้เรียน ‘แพทย์’ แต่ ลูกชายอยากเป้นนักดนตรี นำไปสู่ตอนจบอันเป็นโศกนาฎกรรม หนังพยายามแสดงความเก็ยบกดของลูกชาย (ตัดสลับflashback เถียง กับพ่อว่า ผไมม่เอาแพทย์ ผมเกลียดแพทยยยยยย์) ทุกอย่างประดักประเดิดไปหมด ผลลัพธ์ย่อมต้องประดักประเดิดเป็นธรรมดา
เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง (สิทธิพงศ์ วงศ์อาจ)

A
ประเด็น อาจจะไม่ใหม่ การแสดงก็กระโกกระเดก แต่รู้สึกว่าหนังเลือกจบในจังหวะที่สวยมาก
หนังเล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ ขัดแย้งกันเพราะหนึ่งในกลุ่มโดดติววิชาไปเล่นเกม แถมยังอาจจะขโมยเงินที่ไปหามาด้วยกันตอนเล่นดนตรีอีกต่างหาก หนังมีการแสดงแข็งๆ ทำให้คำเท่ๆที่เตรียมมา กลายเป็นคำทื่อๆไป แต่ชอบรรยากาศต่างจังหวัด(เชียงใหม่) ของหนัง และชอบตอนจบค้างๆคาๆของหนังมาก (ความเพลิดเพลินในการดูน้องๆเล่นกันแข็งๆ ทำให้เราฮาไปกับมันมากทีเดียว)

ดอกไม้และผีเสื้อ (เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์)

A/A-

หนังเรื่องแบบวัยรุ่นวุ่นรัก ที่เราไม่แน่ใจว่าสรุปว่ามันเป็นรักสามเส้า หรือว่าเป็นเรื่องการคบสองคนกันแน่ ส่วนที่ชอบมากๆในหนังคือ การพยายามจัดวางฉาก จังหวะ การถ่ายทำ แบบที่ดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจมาจากหนังดีหลายๆเรื่อง ซึ่งเราคิดว่ามันน่าสนใจมาก เพราะอย่างน้อยจังหวะแบบนี้ทำให้หนังดูไม่ สักแต่ตั้งกล้องถ่าย เพียงแต่มันก็เป็นเทคนิคที่เราเห็นกันมาแล้ว การตงใจประดิษฐ์ให้ผลทั้งด้านบวกและลบ ด้านบวกคือ มันแปลกตา และน่าสนใจดี แต่ในขณะเดียวกันมันก็เพิ่มจริตให้กับหนังด้วย
ดูแล้ว รู้เลยว่าผู้กำกับต้องดูหนังมาเยอะแน่ๆ หนังมีอะไรน่าสนใจอยู่ในตัว แต่ประเด็นของหนังในท้ายที่สุด มันไม่ใช่อะกิฟท์!

เราคิดว่าเปรมปพัทธ ทำได้ดีในแง่ของการพยายามสร้างความเป็นหนังที่มากกว่าหน้งสมัครเล่นเอาสนุก เขาพอจะรู้เรื่องภาษาหนังอยู่บ้าง แต่ที่น่าเสียดายคือความพยายามประดิษฐ์ทำให้สูญเสียฤทธิ์ในการพูดถึงชีวิต ของคนรุ่นตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย บทของหนังทำพยายามโยงไปหาเรื่องการทำร้ายผู้หญิงจริงๆก็น่าสนใจ แต่ถ้าโยงไม่ถูกเรื่องมันอาจอับปางลงกลางทาง(เหมือนหนังเรื่องนี้) จริงๆ ถ้าไม่ต้องมาพูดเรื่องยุติความรุนแรงนั้น(เข้าใจว่าหนังส่งครู) แล้วหันมาสนใจกับความรู้สึกวูบไหวของวัยรุ่นแรกรักให้มากขึ้น เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆ ในแง่ที่มันมีความพยายามจะเป็นหนัง และมีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำหรับคนทำที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด ซึ่ง ไอ้ประเด็นนี้เราจับได้อย่าแม่นมั่นใน THE SCHOOL BEAUTY (แต่SCHOOLBEAUTY ก็สมัครเล่น กันจนเล่นไปหมด)
เราอาจจะชอบหนังแบบSCHOOL BEAUTY มากกว่า แต่ถ้าเปรมปพัทธจะเอาดีทางนี้ขอให้ทำต่อไป เพราะเท่าที่เห็นเรียกได้ว่า มีแวว มากๆ

PON PON ADVENTURE ( ลลิตา หุตังคบดี)

A-
สั้นๆ

NO’s ROOM (รวิภาส เวชชาภินันท์)

A/A-
จริง หนังไปได้ไกลกว่านี้มากๆ ถ้าไม่บังเอิญว่ามุกที่หนังเอามาเล่นจะทำหน้าที่ตามความหมายจริงของมัน ลงเอยสุดท้ายมันกลายเป็นหนังสอนศีลธรรมที่น่าเบื่อ

หนังเล่าเรื่องห้องของโน ไอ้หนุ่มขายยา ที่มีปัญหากับแฟน เขาเฝ้าง้องอนเธอทางโทรศัพท์ ให้เธอกลับมาอยู่กับเขาเหมือนเดิม แต่พอไม่ได้ดั่งใจก็โวยวายด่าเธอหยาบๆคายๆ ระหว่างนั้นก็มีคนนั้นคนนี้แวะมาซื้อยา เพื่อนเขาเอายาตัวใหม่มาให้ และในความเคลิบเคลิ้มของการบังเกิดซ้ำ โนค่อยๆเลือนเรื่องของการเคาะประตู โทรศัพท์ และคนรักที่จะมาหาของตัวเองเข้าด้วยการ โดยขับกล่อมด้วยเสียงรายการธรรมะทางวิทยุ

พลอตฟังดูดี และโปรดักชั่นของหนังก็ดูดี การตัดต่อก็ดูดี แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่สุดทางคือการที่สุดท้ายแล้วหนังเป็นแค่หนัง จำพวกชี้ให้เห็นโทษภัยของยาเสพติด มากกว่าจะเจาะลึกลงในตัวตนของตัวละคร หรือมุ่งสร้างภาวะฝันหลอนของการเสพยา สุดท้ายไอ้สิ่งที่เอามาใช้เป็นลูกเล่น กลายเป็นเพียงสิ่งทื่อมะลื่อ ที่สั่งสอนคนดูตามแบบที่มันเป็นมาแต่ต้นโดยมีหนังทั้งเรื่องเป็นสาธกยกนิทาน

MEN & WOMEN รัก/ร้าย/ชาย/หญิง(ธีรัช หวังวิศาล)
A++++++++++++++++++++++++++++++++++++
การพบกันของเด็กมัธยม การ์ตูนญี่ปุ่น หนังสั้น และ แบร์โทลด์ เบรคทช์!

หนังว่าด้วยเรื่องของ เด็กสาวที่เห็นด้ายแดงของคนที่รักกัน เด็กสาวที่มอเห็นว่าทุกคนที่แท้แล้วล้วนจอมปลอม ถือบทอ่านกันตลอดเวลา เด็กหนุ่มที่เห้นผู้หญิงเป็นแค่ดอกไม้ (ดอกไม้จริงๆนะ) ไอ้หนุ่มนักล่าพรหมจรรย์ กามเทพที่รับผิดชอบเฉพาะการหย่าร้าง และ นักดนตรีตาบอดที่อาจจะเป็น บร๊ะเจ้า!!!

หนังล้นเหลือเฟือฟายไปด้วยพลังของเด็กร้อนวิชา ที่โถมทุกอย่างลงในหนัง แน่นอนว่ามันอาจทำให้หนังออกทะเล แต่เราชอบเสน่ห์แบบสุดตีนของมัน บางช่วงของหนังยังกะกำลังอ่านคุโรมาตี้อยู่ยังไงหยั่งงั้น

หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะเบรคท์เชี่ยน อะไร เพราะที่จริงมุกพวกนี้มันกระจายอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นมาหลายสิบปี การปรากฏตัวของคนเขียน การทำให้เห็นว่าเป้ฯการ์ตูน การแบ่งบทย่อยที่ไมเกี่ยวกับเรื่อง การให้ตัวละครพูดกับผู้ชมตรงๆ ไม่ได้มีแต่เสด็จพ่อโกดาร์ดที่ทำ การ์ตูนญี่ปุ่นก็มีอะไรแบบนี้มานานแล้ว และการที่หนังทำตัวเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นรั่วๆ ทำให้หนังไปพ้นจากเรื่องรักวุ่นวัยเรียนไปเป็นหนังบ้าพลังที่ฮามากๆ และน่ารักมากๆด้วย

ฉากที่ชอบในหนัง
1.ฉากที่น้องคนที่เห็นว่าทุกคนถือบทออกไล่ฆ่าพวกจอมปลอม!
2.ฉากปะทะกันของกามเทพ โซ่พลาสติก และพระเจ้าเอ๋อ
3.ฉากเล่นดนตรีกับเสาไม้ เก้าอี้ม้าหิน เป้นปฐมฯ
4.ฉากด้ายแดงในตอนจบ ที่ทรงพลังแบบโฮโมอีโรติคมากๆๆๆๆ (ชอบฉากหมุนสามร้อยหกสิบองศามากๆ

5. ฉากอนิเมชั่นซับนรก ที่ใช้เอฟเฟคต์โง่ๆทำเอาแล้วให้ตัวละครพูดญี่ปุ่น
6.ฉากไอ้หนุ่มร้องเพลงเกาหลี
7.ฉาก อะจึ๋ยๆ กับดอกไม้!

แน่นอนว่านี่อาจไม่ใช่หนังดีเต็ม ที่ แต่สิ่งที่หนังมีคือความสด ของยุคสมัยของตัวคนทำ วัฒนธรรมของพวกเขา เรื่องเล่าของพวกเขา ถูกเล่าโดยพวกเขาเอง จะปรุงแต่งก็เป็นการปรุงแต่งแบบของตัวเอง และมันน่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆ


แดน-เนรมิต (ศิริรัตน์ เกิดสวัสดิ์, วาสิน หล่อวัฒนตระกูล, ภูริพันธุ์ รุจิขจร)

A++++++++++++
หนัง ง่ายๆที่ทำยากๆ

จริงๆถ้าจะเล่าเราก็บอกว่ามันเป็นหนังอกหักรักคุดอีก เรื่อง ค่ำคืนหนึ่งของชายอกหักคนหนึ่ง แต่นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำหนังที่ไม่ต้องเวิ่นเว้อ เพ้อเจ้อ ไม่ต้องเป็นมิวสิควีดีโอหนังถ่ายทอดคืนที่อะไรๆก็ไม่ลงตัว ด้วยถ้าทีเรียบเฉย กล้องตั้งแค่สองสามจุดตัดสลับไปมา ตัวละครเพียงตัวเดียว ในห้องห้องเดียว กับสถาณการณ์เล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน หากหนังกลับสะท้อนความคับข้องใจ ความหงุดหงิด ความทุกข์ ออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ชอบตำแหน่งแห่งที่ของชื่อเรื่องมากๆ มันมาในจังหวะที่เหมาะเจาะพอดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s