JE TU IL ELLE( CHANTAL AKERMAN / 1974) : ฉัน เธอ เขา และ หล่อน

 

ช่วงฉากที่ 1 ฉัน  เธอ

นี่คือฉัน  ฉันผู้ซึ่งคือหญิงสาว  ฉันผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในอพารท์เมนท์ที่ทาสีขาว กำลังเล่าให้เธอฟัง เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าในวันแรก ที่ฉันเข้ามา ในแต่ละวันที่ฉันขยับเขยื้อนเฟอร์นิเจอร์ไปยังที่ต่างๆ วันที่ฉันเหลือเพียงฟูกนอน ฉันถอดเสื้อผ้าออก ฉันเปลือยเปล่าลงมือเขียนจดหมายซึ่งมีเนื้อความแบบที่ฉันกำลังเล่าให้เธอฟังอยู่ในขณะนี้ ฉันเขียนมัน  แผ่หน้ากระดาษที่เขียนแล้วลงบนพื้น กินน้ำตาล เปลือยเนื้อตัว และรู้สึกเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง หรืออาจแค่อยากซุกตัวตรงมุมห้องที่มืดมิด หรือไม่ก็ไม่อะไรเลย ในที่สุด ฉันก็ออกจากห้อง

ช่วงฉากที่ 2 เขา

เธอยืนอยู่ริมถนนในวันที่อากาศขมุกขมัว  ยืนเดียวดายคล้ายรอคอยใครสักคน จนกระทั่งรถบรรทุกคันหนึ่งจอดรับเธอขึ้นรถ  คนขับเป็นคนเงียบๆไม่พูดจา เธอนอนหลับตรงที่นอนข้างหลังคนขับ เขาเรียกเธอตอนจอดแวะ พาเธอไปกินอาหารพลางดูทีวี พาเธอไปดื่มกาแฟ หรือเบียร์ ครั้งหนึ่งเขาจับมือเธอมาตรงเป้ากางเกงแล้วบอกให้เธอทำ  พอเธอทำเสร็จเขาก็ลงมือเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเขา เกี่ยวกับเมียและลูก และการเดินทาง ในห้องน้ำชายเธอยินสังเกตการณ์ดูเขาโกนหวด และยืนฉี่

ช่วงฉาก ที่ 3 หล่อน

หญิงสาวมาหาคนรักที่บ้าน หญิงสาวบอกว่าหล่อนไม่อยากให้เธอค้างที่นี่คืนนี้ เธอจึงลุกไป พอเธอสวมโค้ตเสร็จ ก็บ่นร้องว่าหิว หล่อนจึงลุกไปทำอาหารให้เธอกิน เธอร้องสั่งนั่นนี่ อาหารอีก น้ำหน่อย ระหว่างกำลังกินแซนด์วิช เธอแกะเสื้อนอนของหล่อนดูหน้าอก  หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ร่วมรักกัน  สมรภูมิโนมเนื้อเปลือยเปล่าในห้องและเตียงที่ปูผ้าปูสีขาว ยาวนานร้อนเร่าและดูคล้ายการกอดปล้ำเพื่อช่วงชิงมากกว่าร่วมรัก

หลังจากหลับไปด้วยกัน ในรุ่งเช้า หญิงสาวลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าไปจากหล่อน ออกจากเฟรมภาพ ตอนนั้นเองหนังก็จบลง

นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของCHANTAL AKERMAN ผู้กำกับหญิงชาวเบลเยี่ยมคนสำคัญ ผู้ซึ่งเป็นผู้กำกับแถวหน้าในการพูดถึงประเด็นสิทธิสตรีในโลกภาพยนตร์   เธอทำหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 24 ถ่ายมันด้วยfilm ขาวดำ และใช้ตัวเอง เป็น -object-   เป็นวัตถุสำหรับการจ้องมอง โดยพูดถึงสถานะของสตรีเพศและความเป็นหญิงไว้อย่างน่าทึ่ง

หนังเปิดฉากด้วยภาพบุคคลเพศหญิงผู้หนึ่ง(ซึ่งคือตัวเธอเอง ) ตอลดเวลาเราจ้องมองเธอในฐานะวัตถุชิ้นหนึ่ง เธอเดินไปมา เธอย้ายเครื่องเรือน เธอเขียนบันทึก เสียงเล่าของหนังมาจากบันทึกของเธอ  ในห้อง-ส่วนตัว- ของเธอ หญิงสาวเป็นประหนึ่งพระเจ้า  สิ่งที่เธอเขียนเริ่มต้นจากการสร้างโลก แบบเดียวกับที่พระเจ้าสร้างโลก ในวันที่หนึ่งเธอย้ายเครื่องเรือนๆไปทางนั้น วันที่สองเธอย้ายมันไปอีกทาง   ในโลกนั้นเธอคือพระเจ้า   เปลือยเปล่าโดยไม่ถูกจ้องมองจากส่ายตาผู้อื่น (แต่ถูกจ้องมองโดยคนดูอยู่ดี ) เธอกินน้ำตาล ราวกับกินดื่มความหวานของชีวิตจากจินตนาการ หากก็ตื่นตระหนกเมื่อใครเดินมาที่ปากประตู  เธอคล้ายรอคอยบางอย่าง -โลกภายใน-นั้นเป็นเพียงที่หลบพักชั่วคราวของเธอ   เธอสร้างตัวตนเฉพาะของเธอขึ้น โดยปราศจากความมีเพศ   เพราะนี่คือโลกเฉพาะของเธอ  (แต่เมื่อคิดอย่างย้อนแย้งเราจะพบว่าเธอกลายเป็นวัตถุเพศหญิงที่คนดูจ้องมองอยู่ )

เมื่อเธอก้าวออกมาขึ้นรถบรรทุก  หนังเริ่มจัดวางมุมมกล้องแบบใหม่  ตอลดช่วงฉากที่สองนี้เราจะเห็นตัวละครหญิงสาวเลื่อนไหลลงไปอยู่ขอบจอ ในฉากของรถบรรทุก เธอจะนอนอยู่ตรงที่นอนส่วนหลังจมหายทางซ้ายล่างของจอ   ในร้านอาหาร (ที่ทั้งคู่กินอาหารและดูหนังอะไรสักอย่างที่คล้ายกับหนังแอคชั่นฮอลลีวู้ด ) เธอจมอยู่ในความมืดสุดขอบจอ เช่นเดียวกับฉากในบาร์ที่เธอยืนอยู่นอกแถวของชายหนุ่มซึ่งนั่งเรียงแถวอยู่บนเก้าอี้สตูล หรือกระทั่งเมื่อเธอถูกบังคับให้ – ทำ- ให้เขา เราก็จะเห็นเพียงมือของเธอที่เอื้อมมา จากนั้นกล้องมุ่งจับจ้องชายคนขับที่เคลิ้มลอยไปกับหฤหรรษ์ทางเพศ   ตลอดฉากช่วงที่เธอหายไปจากจอ   หญิงสาวกลายเป็นวัตถุทางเพศในโลกของเพศชายโดยแท้   ในช่วงฉากนี้เธอไม่มีตัวตน  เป็นคนชายขอบ เป็นสิ่งที่จมอยู่ในความมืด  จนกระทั่งหลังเสร็จกิจเขาเล่าเรืองเกี่ยวกับตัวเองให้เธอฟัง เรื่องภรรยาและลูกของเขา  เรื่องเดิมๆในทำนองที่ว่าเขาตกอยู่ในบ่วงแห่งการแต่งงานเพราะภรรยาของเขาท้อง ในที่สุดชีวิตไร้สุข และมีสาวๆนักโบกรถ  ผู้หญิงในความคิดของเขาเป็นวัตถุทางเพศโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ช่วงฉากนี้กลับจบลงในห้องน้ำชาย  เมื่อหญิงสาวที่ตอนนี้ได้มีตัวตนขึ้นมาผ่านภาพถ่ายผ่านกระจก  หญิงสาวยืนมองชายหนุ่ม -โกนหนวด- และ – ยืนฉี่ –   อันเป็นสถานะเฉพาะเพศชาย  หากการบุกรุกล่วงล้ำ เข้าสู่โลกเฉพาะของเพศชายของเธอไม่ได้หมายถึงการประกาศชัยชนะของสตรีเพศแต่อย่างใด  หากมันคือการผ่องถ่ายสถานะความเป็นชายให้แก่เธอ  ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วงฉากต่อมา

หลังจากเธอแยกกับชายหนุ่ม  เธอไปหาหญิงสาวอีกนางหนึ่ง  หญิงสาวซึ่งอนุมานได้ว่าอาจจะเป็นคนรัก คู่ขา หรือชู้รักของเธอ  ในช่วงฉากนี้ เธอพกพาความเป็นชาย (ในเพศสภาพหญิง) ไปใช้กับคู่รักของเธอ  เมื่อเธอบังคับให้หล่อน หาอาหารให้เธอกิน  จัดอาหารสรรหาเครื่องดื่ม จากนั้นตกเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ให้แก่เธอ  อย่างไรก็ดี หนังกลับนำเสนอฉากร่วมรักของทั้งคู่อย่างสะอาดเอี่ยมด้วยฉากที่แทบจะเป็นสีขาวโพลนทั้งโนมเนื้อ เครื่องเรือน ตลอดจนผนังห้อง   และในฉากการร่วมรักอันปราศจากเดือย นี้เอง เราค้นพบว่ามันกลายเป็นส่วนของสมรภูมิทางเพศ  เมื่อทั้งคู่กอดปล้ำกันยาวนานและต่างผลัดกันรุกและรับ  ดูเหมือนนี่จะเป็นโมงยามเดียวที่ความเป็นหญิงไม่ได้ถูกกด หากกลับสามารถตอบโต้ เอาชนะ และเพี่ยงพล้ำได้  ราวกับว่าเฉพาะเพศสัมพันธ์อันปราศจากเดือยเท่านั้นที่บทบาทของสตรีขยับขึ้นมาใกล้ชิดติดกัน  จนเมื่อถึงตอนเช้าหญิงสาวกลับมารับบทบาทฝั่งฟากเพศชายด้วยการลุกจากไปในตอนเช้า

ดังนั้นเอาเข้าจริงแล้วนี่จึงไม่ใช่หนังที่ทำขึ้นเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายใต้กรอบตามระเบียบของเฟมินิสต์   หากหนังดูคล้ายจะเป็นการวิเคราะห์ วิพากษ์บทบาทของรูปแบบเฟมินิสต์ประเภทหนึ่งด้วยซ้ำ   จากสภาพไร้เพศ สู่การขับเคลื่อนและรับเอาบทบาทของเพศชายมาใส่ในตัวของผู้หญิง  สุดท้ายไม่วายลงเอยด้วยการกดขี่-ผู้หญิง- คนอื่นจนได้  ความพยายามจะเป็นผู้ชายของผู้หญิงไม่ได้นำพาความเท่าเทียมใดๆมาให้นอกจากการพยายามดิ้นหนีความเป็นหญิง ซึ่งไม่สามารถหนีพ้น  เพราะสุดท้ายเธอก็ถูกจับจ้องมองจากคนดู ที่ตีตราความเป็นหญิงผ่านทางการตระหนักรู้ความหมายของสรีระของเธออยู่ดี

หาก il  หมายถึงเขา คนขับรถบรรทุก  elle หมายถึงหล่อนชู้รัก และ   je หมายถึงฉันซึ่งคือเธอผู้มีสรีระเป็นหญิงและพยามยามสวมบทบาทเป็นชายแล้วละก็ tu ก็หมายถึงคนดู ที่สวมสถานะเพศชายโดยสิ้นสงสัย   เพราะตอลดทั้งเรื่องไม่ว่าเราจะเป็นคนดูหญิงหรือชาย  เราก็ได้ทำหน้าที่ในการ -จ้องมอง – เรือนร่างของสตรีเพศ ในฐานะวัตถุบนจอหนังตลอดเวลา !

ลองพิจารณาการวางตำแหน่งในฉากเปิดเรื่องจะเห็นว่า สิ่งที่ akerman นำเสนอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในเครดิตเปิดเรื่องนั้น เธอวางชื่อหนังเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งประกอบด้วยคำว่า je , tu และ il เรียงลำดับกันไป  ส่วน elle ซึ่งแทนค่าทั้งความเป็นหยิงและความเป็นหญิงอื่น (คำว่าหล่อน)  กลับแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยวในฐานะตัวแทนความเป็นอื่น

หนังเรื่องนี้ที่แท้จึงคือภาพแทนของหารรังสรรค์ความเป็นชายขึ้น เพื่อกดข่มสตรีเพศไว้ภายใต้โลกของความเป็นอื่น  ความต่ำค่า และการตกเป็นวัตถุ เป็นทาสโดยสิ้นเชิง  แม้ akerman จะเล่ามันอย่างตรงไปตรงมาและไม่คมคายเท่ากับหนังในยุคต่อๆมาของเธอ แต่ก็นับได้ว่านี่คือหนังชั้นยอดทั้งในฐานะ หนังที่พูดถึงรักร่วมเพศ และพุดถึงเพศหญิง ในโลกใต้กรอบคิดชายเป็นใหญ่นี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s