LAST YEAR AT MARIENBAD (ALAIN RESNAIS /1961) : เมื่อความทรงจำฉ้อฉล

 marienbadhead_02

เสาหิน ระเบียงเก่า อุทยาน โถงทางเดิน ลวดลายสลักเสลา เพดานโค้งสูงเหนือหัว ห้องโถงหรูหราเก่าแก่ หนุ่มสาวแต่งกายหมดจดงดงามพบปะพูดคุย จับกลุ่มสนทนาจุดนั้นจุดนี้ ชมละคร เล่นไพ่ สูบบุหรี่ เดินเล่น จากบทสนทนาหนึ่งสู่บทสนทนาหนึ่ง

เขาพบเธอระหว่างกระแสบทสนทนานั้น หญิงสาวร่างสูงระหงที่เคยคุ้น เขาพยายามหว่านล้อมให้เธอเชื่อว่าเมื่อปีที่แล้วเขาและเธอเคยพบกันที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นอุทยาน MARIENBAD หรืออาจไม่ใช่   ไม่ที่ไหนก็ที่ไหนสักแห่ง

แรกทีเดียวนั้นเธอเขินอาย เขาพยายามบอกว่าเธอเคยสงสัยในความหมายของทีท่ารูปปั้นหินหญิงชายคู่หนึ่งในสวน เขาพยายามอธิบายแต่เธอก็อธิบายไปอีกทาง ในที่สุดทั้งคู่ผูกสัมพันธ์กันเขาและเธอกับวันคืนดีๆ เธอออาจจำไม่ได้ ไม่ก็แกล้งลืม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เขารื้อฟื้นบทสนทนาเก่าแก่ รูปถ่าย และเรื่องเล่า จากสถานที่สู่สถานที่ บทสนทนาสู่บทสนทนา ท่ามกลาง เสาหิน ระเบียงเก่า อุทยาน โถงทางเดิน เพดานโค้งสูง ห้องโถงหรูหราเก่าแก่

ภาพยนตร์ปี 1961 ของ ALAIN RESNAISE ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ที่ร่วมรุ่นกับกลุ่ม FRENCH NEW WAVE (อย่าง TRAUFFAUT หรือ GODARD ) แต่กลับไม่ได้ถูกนับเป็นกลุ่มนั้น (ที่มีที่มาจากการเป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้าในCHAIER du CINEMA ) แต่ถูกนับเป็นกลุ่ม LEFT BANK ร่วมกับสองสามีภรรยาผู้กำกับผู้ยิ่งยงอย่าง JACQUES DEMY และ AGENS VARDA แทน   หนังเรื่องนี้ของเขา กลายเป็นระเบิดปรมาณูแห่งวงการภาพยนตร์ลูกที่สองจากตัวเขาเอง เพราะปีก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งทำ HIROSHIMA MON AMOUR ภาพยนตร์เรื่องสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ด้วยการที่หนังตลบหลังวิธีการเก่าแก่ของภาพยนตร์ยุคคลาสสิค ให้กลายเป็นหนังยุคสมัยใหม่ที่ทรงพลังทั้งภาพ วิธีการตัดต่อ และบทสนทนา โดยHIROAHIMA MON AMOUR นั้น เขียนบทโดยMAGUERITTE DURAS นักเขียนและผู้กำกับระดับตำนาน อีกคนของวงการหนังฝรั่งเศส( ที่ต่อมาเธอตลกหลังทุกวิธีการเล่าเรื่องจนกลายเป็นหนังที่แปลกประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่ง อย่าง INDIA SONG (โดยมี DELPHINE SEYRIG นางเอกจาก LAST YEAR AT MARIENBAD มารับบทนำที่คล้ายคลึงกับMARIENBAD มาก แต่เป็นเวอร์ชั่นใจหิน!) )


ใน LAST YEAR AT MARIENBAD นี้ RESNAISE ร่วมงานกับอีกหนึ่งหัวหอกนักเขียนกลุ่ม NOUVEAU ROMAN (เป็นกลุ่มนักเขียนชาวฝรั่งเศสยุคต้น50 ที่เน้นเขียนเรื่องแบบทดลอง ด้วยวิธีการเล่าเรื่องแปลกใหม่ นิยายแต่ละเล่มอาจไม่ซ้ำแนวกัน และอาจไม่มีพลอตจับต้องได้ง่าย เหมือนนิยายคลาสสิคทั่วไป ) และผู้กำกับหนังที่เล่นสนุกกับเรื่องเล่าอย่าสงถึงที่สุดคนหนึ่งของโลก ( ต่อมาเขาทำ EDEN AND AFTER หนังที่มีสองเวอร์ชั่น (อีกเวอร์ชั่นชื่อ N TOOK THE DICE โดยทั้งสองเวอร์ชั่นคือการเอาหนังเรื่องเดียว ฟลิ์มชุดเดียว มาเรียงการเล่าเรื่องใหม่ กระทั่งชื่อหนังก็ยังใช้วิธีสลับตัวอักษรของชื่อเรื่องเดิมให้เห็นชื่อเรื่องใหม่)

สองย่อหน้าที่แล้วอาจเต็มไปด้วยการอ้างอิงมหาศาลเกี่ยวกับที่มาที่ไปของผู้ร่วมงานซึ่งผูกโยงอยู่กับวัฒนธรรมการอ่านการเขียนของฝรั่งเศสจนอาจเป็นที่ปวดหัว แต่หากตัดตัวตนของคนเหล่านั้นออกไป มองหนังเรื่องนี้แบบสามัญ เราก็จะค้นพบได้ว่าตัวหนังนั้นเต็มไปด้วยวิธีการทดลอง ทางการเล่าเรื่องที่วิเศษยิ่ง (ซึ่งแน่นอน ส่งผลมาจากความท้าทายของเหล่าผู้กล้าในโลกเซลลูลอยด์จากสองย่อหน้าด้านบนนั่นเอง)

จะบอกว่าหนังเรื่องนี้มีพลอตก็ไม่ถูกต้องนัก เราอาจเล่าเรื่องคร่าวๆได้ว่า นาย X พยายามจะกล่อมให้นาง A เชื่อว่าปีที่แล้วเขาและเธอเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นตกลงปลงใจจะหนีไปด้วยกัน ทั้งที่นาง A มีสามีเป็นนาย M อยู่แล้ว และทั้งคู่ก็เดินทางมาตากอากาศด้วยกันในปีนี้   เรื่องคร่าวๆนั้นอาจมีเท่านี้เอง แต่นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่พลีกายเพื่อรองรับทำหน้าที่เป็นภาพฉายของเรื่องเล่า หากในทางตรงกันข้าม นี่กลับเป็นภาพยนตร์ที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากเรื่องเล่าได้อย่างชาญฉลาด ด้วยการแต่งเติมเสริมต่อ คัดง้างขัดแย้งด้วยภาพ หรือกระทั่งบิดเบือนเลื่อนไหล จนคล้ายตกในเขาวงกตแห่งความทรงจำ เรื่องราวของหนังที่แท้จึงไม่ใช่เรื่องการคบชู้สู่ชาย หรือการเปิดโปงความลับของชายโฉดหญิงชั่ว แต่มันคือการบันทึก ความทรงจำ และ ความฉ้อฉลของมันลงบนแผ่นฟิล์มต่างหาก

ช่วงสิบนาทีแรกของหนัง ขณะที่เราเพริดไปกับการเคลื่อนกล้องไปในสถานที่ตากอากาศอันใหญ่โตหรูหรา และนำคนดูไปสู่บทสนทนาของผู้คนชุดแล้วชุดเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน  สลับกับเสียงบรรยายถึงความทรงจำที่ผู้เล่ามีต่อสถานที่อันสวยสดงดงามและโฉมสะคราญนางหนึ่ง  ภาพพาเรามาหยุดมองอย่างลังเลว่าเสียงนั้นที่แท้คือเสียงของผู้เล่าเรื่อง  หรือเสียงจากละครเรื่องที่กำลังเล่นอยู่บนจอภาพ  โดยมีหนุ่มสาวที่เข้าพักนั่งชมอยู่  เป็นการสะกิดเตือนผู้ชมครั้งแรกให้เตรียมตัวเตรียมใจพบกับความเอาแน่ไม่ได้คาดไปไม่ถึงของเรื่องเล่า และความทรงจำ ของทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ได้เกิดขึ้น  ภาพที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยินนับจากนี้ไป มีความสำคัญแต่ไม่ได้จำเป็นต้องสัมพันธ์กันอีกแล้ว มันต่างแยกเป็นเอกเทศ และรื้อสร้างเรื่องเล่าเฉพาะขึ้นมาได้

จากบทสนทนาสู่บทสนทนาผู้ชมเริ่มจับใจความได้ว่ามันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระประสาคนแปลกหน้าที่พบปปะพูดคุยกันชั่วครั้งชั่วคราวก่อนจะแยกย้ายจากไป และตอนนั้นเอง เราไม่ทันฉุกคิดว่า เรื่องของหนังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ด้วยทีท่าที่ดูไม่ต่างจากบทสนทนาหนุ่มเกี้ยวสาว ชายหนุ่มทักทายถามไถ่หญิงสาวว่าจำเขาได้หรือไม่ ทั้งคู่เคยพบกันเมื่อปีที่แล้ว หญิงสาวปฏิเสธ แทบจะเห็นเป็นขันว่าพ่อหนุ่มจะมาหยอกหลอกเกี้ยว ตรงนี้เองเรื่องเล่าค่อยๆสร้างตัวขึ้น เมื่อพ่อหนุ่มเริ่มสาธยาย ถึงอากัปกริยาในปีที่แล้ว ของสาวเจ้า ยกเหตุการณ์การตีความรูปปั้น แล้วไหลเรื่อยไป ขณะนั้นภาพเคลื่อนเลื่อนไหล อยู่ในบรรยากาศประหลาดล้ำของอาคารยุคเก่าแก่ กับสวนอุทยานรูปทรงประหลาดล้ำ เสียงบรรยายบอกเล่า เหตุการณ์ซ้อนทับกับที่เกิดขึ้นบนจอ ตรงนั้นเองเราเริ่มตระหนักว่าเงื่อนเวลาได้ถูกทำลายลง ด้วยว่าภาพที่เห็นในฉากหนึ่งอาจคือเรื่องที่เกิดในปีที่แล้ว ในขณะต่อมามันอาจเป็นเรื่องปัจจุบัน กระทั่งเสื้อผ้าหน้าผมนักแสดง ยังไม่ยอมตัดขาดแบ่งแยก ถึงตอนนี้คนดูปราศจากจุดยึดจับ ปัจจุบันอีกแล้ว อดีตไหลท่วมทับสับสนปนเปราวกระแสน้ำเชี่ยว ชวนให้ครวญหวนไห้ไปถึงการเล่นเกมของ นายX กับนาย M ที่เราไม่ทันได้ล่วงรู้เลยว่าเขาอาจเป็นคู่รักของนางA

นาย M ประกาศว่าเขาจักเล่นเกมหนึ่งด้วยการเรียงไม้ขีดสามแถว ทรงปิรามิด จากนั้นใครก็ตามจะผลัดกันเข้ามาหยิบไม้ขีดปากแถว หยิบจำนวนเท่าไรก็ได้ มีข้อแม้เดียวว่าต้องอยู่ร่วมแถวเท่านั้น นาย A หลวมตัวลงเล่น จะหยิบกี่ครั้งเขาก็พลาดท่าเสียทีพ่ายแพ้ แก่นาย M ทุกครั้งไป

ใช้แล้ว จะหยิบเส้นเรื่องหรือเส้นภาพ หยิบเงื่อนเวลา หรือเงื่อนสถานที่ เราก็จักพ่ายแพ้แก่ความช่างพลิกแพลงของผู้เล่าไปจนหมดสิ้น ในความมีชัย ผู้เล่าเสริมเติมเรื่องเพิ่มเติมลงไปที่ละน้อย ทุกครั้งที่นาย X ลงมือเล่าเรื่องสืบต่อจากเดิม  เขาจะเพิ่มถ้อยคำแห่งความไม่มั่นใจในเรืองเล่าของตนเองมากขึ้นทุกที  ‘ผมอยากให้คุณตาย แต่ไม่สิผมอยากให้คุณมีชีวิตอยู่’  นาย X กล่าวเช่นนั้น ม่านหมอกแห่งคำสันธาน เคลื่อนลงคลี่คลุมเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่ง ผู้เล่าไม่ปักใจว่าความทรงจำของตนเป็นจริง (ใครบ้างเล่าที่จะยืนยันสุดตัวว่าความทรงจำของตนนั้นเป็นความจริงแท้ที่ไม่ได้ถูกย้อนกลจากการรับรู้ข้อเท็จจริงอันจำกัดไปบ้าง) เรื่องความทรงจำของนาย Xเริ่มเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมที่เขา หรืออาจเป็นนาย M ก็ได้ กระทำต่อนาง A เขาเล่ามันออกมาราวกับเป็นเรื่องที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง พอไม่พอใจ ก็จับบิดเปลี่ยนทิศทางเสีย ฉากหนึ่งเขาแจ้งว่าเขาเข้าไปปลกุปล้ำนาง A ในห้องแต่กลับเปลี่ยนใจไปเล่าว่า สามีนางA ต่างหากที่ทำร้ายนางรวมถึงใช้ปืนขู่เข็ญ เขาด้วย ทั้งคู่จึงตัดสินใจจะหนีไปด้วยกัน (ฉากเหล่านี้แสดงถึงตัวตนของALAIN ROBBE GRILLET ผู้เขียนบทได้เป็นอย่างดี เพราะเขาคือ นักทรมานสตรี ที่ในหนังแทบทุกเรื่องของเขา สาวงามมักโดนทรมานอย่างสม่ำเสมอ )

ความทรงจำ (ข้อเท็จจริง? ) และเรื่องเล่า เสริมเติม ประสบพบพานไหลทบไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปในท้ายที่สุด แต่แทนที่หนังจะเลือกจบด้วยการคลี่คลาย หนังกลับทำราวให้คนดูคลำทางจากปลายเชือกมากมากหลายที่พันกันยุ่ง และพบว่า ที่แท้มันไม่ได้เป็นเชือกคนละเส้น แต่มันเพียงส่วนหนึ่งของเส้นเชือกขนาดใหญ่ที่ฟั่นรวมกัน ฉากจบของหนังขมวดเอาเรื่องเล่า ความจริง เรื่องปัจจุบัน ความทรงจำมาขมวดรวมกัน และจบกันดื้อๆตรงนั้น

แล้วจะมีความหมายอะไรนอกจากความเท่เก๋ไก๋ในสไตล์จัดจ้าน ใครบางคนอาจร้องหาความรู้เรื่องของหนัง  เลยเถิดไปจนถึงชิงชังรังเกียจ หนังที่ร้างไร้ความจริง เป็นแต่เพียงการเล่นสนุกของคนทำเท่านั้น  แน่นอนส่วนหนึ่งนั้นมาจากเราคาดหมายจะพบปลายเชือกของเรื่องเล่า (เฉกเช่นที่หนังตัดสลับสถาณการณ์อันเป็นที่นิยมทำในปัจจุบัน ดูดดีมีสกุล เท่อย่าบอกใคร) พอคลี่ส่วนที่พันกันยุ่งออกจะพานพบเส้นเรื่องชิ้นหนึ่งอันมีต้นกลางปลาย เริ่มต้นและบทสรุป แต่บัดเดี๋ยวก่อน อย่างที่บอกไปแก่นแกนของหนังคือการบันทึกความทรงจำต่างหาก

ปีที่แล้ว ที่ MAAIRENBAD ชื่อหนังบอกชัดเจน ถึงแก่นแกนของเรื่อง หนังบอกว่าเล่าเรื่องของ -ปีที่แล้ว- เรื่องราวที่บังเกิดขึ้นและจบลงไปแล้วมีหน้าที่ในฐานะความทรงจำ ฟังชื่อคร่าวๆอาจพาลนึกถึงฉ่ำหวานของอดีตที่จะถูกนำมาเล่าอย่างถวิลหา หรือไม่ก็ความลึกลับมืดดำที่รอการคลี่คลาย

แต่ในทันทีที่ตัวเอกบอกว่า MARIENBAD นั้น มีศักดิ์ใช้เพียงคำว่า   ‘อาจจะ’ สรรพสิ่งก็พังทลายสูญดับ กล่าวอย่างง่าย ชื่อเรื่องบ่งบอกโดยนัยว่า ปีที่แล้วที่ที่ไหนสักแห่งต่างหาก! และแน่นอน คนที่จะพูดเช่นนี้ได้ย่อมต้องเป็นคนที่คิดสร้างเรื่องเอาจากห้วงความทรงจำอันไม่แจ่มชัด!

MEMENTO ของ CHRISTOPHER NOLAN ที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อน อาจเล่นสนุกกับการรับรู้ความทรงจำของมนุษย์ด้วยลีลาดิบเถื่อนเย็นชา แต่ LAST YEAR AT MARIENBAD กลับเล่าเรื่องเดียวกันล่วงหน้ามาหลายสิบปี ด้วยวิธีการเนียนนวลราวบทกวีฝันหลอน และกระทั่งตัวมันเองในที่สุดก็กลายเป็นความทรงจำกระท่อนกระแท่นของผู้ชม ที่พากันไปสร้างเรื่องเล่า ปีที่แล้วกับALAIN RESNAIS ในที่สุด

ในฉากหนึ่งของหนังตัวละครถกเถียงกันถึงท่าทีของบรูปปั้นหญิงชายคู่หนึ่ง ข้างฝ่ายชายบอกว่า ชายผู้นั้นเห็นภยันตรายและพยายามจะปกป้องภรรยาจากสิ่งนั้น ข้างฝ่ายหญิงบอกว่า เปล่าเลย ภรรยาต่างหากที่เห็นบางสิ่งที่ขอบฟ้าและพยายามจะร้องเตือนสามีขี้รำคาญของตน หากภาพยนตร์เรื่องนี้คือรูปปั้นของคนคู่หนึ่ง ตรงปากทางภยันตรายของความทรงจำ เราเองก็ไม่ต่างจากตัวละครที่พยายามตีความท่าทีไม่มีถ้อยคำนั้นอย่างบ้าคลั่ง(บทความนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น) จนกระทั่งตัวเอกอีกคน (ที่กุมฐานะผู้เล่ามาตลอด) เดินมาจากที่ไหนสักแห่งบอกเราว่า เปล่าเลยนี่คือรูปปั้นของกษัตริย์เก่าแก่ ระหว่างเดินทางไปฟังคำพิพากษาประหารชีวิตกับมเหสีต่างหาก!!!

แน่นอนประวัติศาสตร์ทำให้เรื่องเล่ากระจ่างชัดขึ้น (เช่นเดียวกับที่ประวัติศาสตร์ของผู้กำกับและคนเขียนบททำให้หนังเรื่องนี้กระจ่างชัดในท่าทีมากขึ้น) แต่ใช่หรือไม่ที่ประวัติศาสตร์ก็เป็นเพียงแค่อีกรูปแบบหนึ่งของความทรงจำอันโหดเหี้ยมและฉ้อฉลเท่านั้น!

หมายเหตุ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ INDIA SONG ของ MAGUERITTE DURAS ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20070115/india-song

อ่านเพ่มเติมเกี่ยวกับ ALAIN ROBBE GRILLET ที่นี่ครับ

http://twilightvirus.blogspot.com/2007/10/alain-robbe-grillet.html

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EDEN ANDAFTER หนังของ ALAIN ROBBE GRILLET mเคยมาฉายที่ธรรมศาสตร์ได้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20070130/eden-and-after

บางส่วนจาก EDEN AND AFTER ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s