PUNISHMENT PARK (PETER WATKINS / 1971) แดนลงทัณฑ์

 

บ่ายวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 เจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ตัดสินใจลั่นกระสุนสังหาร 67 นัดเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Kent State ขณะทำการประท้วงสงครามเวียดนาม เพื่อรักษาระยะห่าง 60 ฟุตระหว่าง เจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง นักศึกษา 4 ราย เสียชีวิต 9 รายบาดเจ็บสาหัส บางรายกระสุนโดนส่วนสำคัญ กลายเป็นอัมพาตไปชั่วชีวิต

แม้ว่าจะสามารถทราบรายชื่อของผู้ลั่นกระสุนสังหาร หากเจ้าหนาที่เหล่านั้นกลับไม่ได้รับการลงโทษ บางคนบอกว่านี่คืออุบัติเหตุ บางคนบอกว่าพวกเขาเพียงป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นี่คือเหตุการณ์รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศแห่งประชาธิปไตยอย่างอเมริกา และเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ Peter Watkins ผู้กำกับชาวอังกฤษ สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้น ด้วยทีมงานเพียง8คน และกล้อง 16 มม. 1 ตัว

ตัวหนังนั้นมาในรูปแบบของ สารคดีเทียม- เล่าเรื่อง ในอนาคตอันใกล้ (นับจาก ปี 70 ) เมื่อเหล่าหนุ่มสาวฮิปปี้ ผู้ประท้วงสงคราม นักเรียกร้องเพื่อสิทธิคนผิวสี ขบวนการ black panther นักร้องเพลงโฟล์ค (ว่ากันว่า มันหมายถึง Joan Baez ) นักเขียน คนหนีทหาร กระทั่งชายที่ไม่ทำอะไรเลย โดนเหล่าปัญญาชนฝ่ายขวาจับตัวไปไต่สวนในข้อหา  ‘ต่อต้านอเมริกา’  ‘ไม่รักชาติ’ และ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย เป็นคนไร้ศีลธรรม และเป็นอันตรายต่อชาติ ทางเลือกของจำเลยมีเพียงสองประการ หนึ่งคือยอมติดคุกตามกฎหมายอาญา เป็นเวลา 7-10 ปี หรือ อีกทางหนึ่งคือยอมถูกส่งตัวไปยัง ‘แดนลงทัณฑ์’ ซึ่งหมายถึงทะเลทรายสักแห่ง ใช้เวลาที่นั่น 3 วัน 3 คืนโดยปราศจากน้ำและอาหาร มีจุดมุ่งหมายประการเดียวคือการเดินเท้าเป็นระยะทางหลายสิบไมล์ เพื่อไปให้ถึงธงชาติในเวลาที่กำหนด โดยมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี คอยตามประกบ จับกลับไปรับโทษ และหากใครขัดขืน ก็เก็บได้โดยไม่ต้องปรานี หนังตัดสลับไปมาระหว่าง กลุ่มจำเลยสองกลุ่ม หนึ่งกลุ่มในห้องไต่สวน ตอบโต้ กู่ตะโกนเพื่อปกป้องอิสรภาพแห่งตน และอีกกลุ่มในแดนลงทัณฑ์ที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ทั้งจากธรรมชาติอันโหดร้ายและเจ้าหน้าที่อันไร้ความปรานี

การหยิบยืมรูปแบบของ สารคดี มาใช้ ดูเหมือนจะเป็นสไตล์ของ Peter Watkins หนังของเขามักถูกทำให้ออกมาก้ำกึ่งระหว่างการเป็นสารคดีและเป็นเรื่องเล่า ดังเช่น The Battle of Culloden (1964) ซึ่งเล่าเรื่องสงครามระหว่างอังกฤษกับสกอตต์แลนด์ในปี 1764 หรือใน The War Games (1965) ที่ใช้รูปแบบของสารคดีรองรับเรื่องเล่าที่ตั้งคำถามว่าจะเป็นเช่นไรหากระเบิดนิวเคลียร์ตกใส่เกาะอังกฤษ ไปจนถึงงานชิ้นสำคัญที่มีความยาวหกชั่วโมงเรื่อง La Commune : Paris 1871 (2000) ซึ่งอาศัยเพียงบ้านร้างเป็นสถานที่ถ่ายทำ  ประชากรฝรั่งเศสที่กำลังตกงาน 200 คน รวมไปถึงชาวต่างด้าวอพยพ ถ่ายทอดภาพของ คอมมูนในฝรั่งเศสเมื่อครั้งปี 1871 ออกมาอย่างน่าทึ่ง

ในครั้งที่หนังออกฉายครั้งแรก หนังได้รับคำวิจารณ์ เจ็บๆเช่น หลงผิด , ประสาทแดก , พวกมาโซคิสต์ (ชอบถูกกระทำให้เจ็บปวด) , ก้าวร้าว , หนังเรื่องนี้คือส่วนหนึ่งของปัญหา กระทั่งในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งถึงขั้นตัดสินใจถอดหนังออกจากโปรแกรมหลังจากฉายได้เพียง 4 วัน หนังลาโรงไปอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีให้หาดูง่ายๆนักนอกจากในรูปแบบวีดีโอใต้ดิน จนถึงทุกวันนี้ มีอเมริกันชนเพียงไม่มากนักที่ได้ดูหนังเรื่องนี้(ทั้งที่พวกเขาควรจะได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง) และในที่สุด 35 ปี ล่วงพ้น หนังได้ พิสูจน์ตนเองถึงความแรง ตรง ตีแสกหน้า และแสบสันต์ของประเด็นในเรื่องที่แม้จะเปลี่ยนประธานาธิบดี จาก Richard Nixon , มาเป็น George W. Bush หรือ กระทั่งเปลี่ยนจากเวียดนาม มาเป็นอิรัก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ และอันตราย ชวนสยองขวัญอย่างที่สุด

หนังเลือกผู้แสดงจากคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักแสดงทั้งในส่วนของจำเลยและผู้ไต่สวน ในฉากไต่สวนนั้นสิ่งที่จำเลยตอบโต้ บริภาษ ด่าทอ เป็นสิ่งที่พวกเขาประสบมาโดยตรงมากกว่าบทที่เขียนขึ้นมา ในขณะที่ฝั่งของเจ้าหน้าที่ก็คัดมาจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์การทำหน้าที่กับรัฐจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในสารคดีเทียมเรื่องนี้คือการแกว่งไกวระหว่าง ‘เรื่องเล่า’ กับ ‘ความจริง’ ที่อาศัยภาพยนตร์เป็นสื่อ Watkins ให้ความสำคัญกับการเป็นภาพยนตร์ ผ่านทางการจัดวางองค์ประกอบภาพซึ่งนั่นทำให้คนดูเข้าใจได้ว่า มันไม่ใช่สารคดีแท้ๆหากเป็นภาพยนตร์ซึ่งมุ่งเชิดชู’ความจริง’อันอยู่ลึกลงไปกว่าแค่การเป็นสารคดี (ซึ่งถูกทำให้เชื่อว่าถ่ายทอดความจริง) *1 ในฉากการไต่สวน หนังพาเราเข้าไปยังประเด็นความไม่ชอบมาพากลผ่านทางการให้การของจำเลย ซึ่งล้วนประกอบด้วยคนหนุ่มสาว โดยมากเป็นฮิปปี้ หัวเอียงซ้าย ซึ่งหนังบอกเล่าสถานะผ่านทางคำบรรยายของคนทำสารคดี ในขณะที่ผู้ไต่สวน จะถูกแสดงตำแหน่ง ของความเป็น ปัญญาชน และ อเมริกันชนขวาจัด อนุรักษ์นิยม ด้วยการขึ้นชื่อ ตำแหน่ง อย่างเต็มยศ เป็นการบอกอย่างเลาๆ ถึงความไม่เท่าเทียมกัน การตกเป็นรองของฝั่งจำเลยอยู่ก่อนหน้าแล้ว

หนังเล่นกับอนาคตอันใกล้ (โดยผนวกเอาเหตุการณ์ ต่อเนื่องจาก การสังหารหมู่ในมหาวิทยาลัย kent state มาร่วมกับสภาวะหวาดระแวงคอมมิวนิสต์ ใน สมัยของ วุฒิสมาชิก Joseph Mccarthy ) จำเลยถูกตั้งข้อหาไม่รักชาติ เพียงเพราะพวกเขาและเธอประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม ฝั่งผู้ไต่สวนอ้างว่า สงครามเป็นไปเพื่อยุติความรุนแรงและรักษาความเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่จำเลยตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบว่า นี่หรือประเทศที่ชิงชังความรุนแรง เพราะที่จริงแล้ว อเมริกาก็คือประเทศที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรงฉกชิงเอาจากอินเดียนแดงพื้นเมือง และการไต่สวนครั้งนี้คือรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรง โดยไม่อาจปฏิเสธ ในฉากนี้หนังตัดสลับ กับ การอธิบายการทำงานของอาวุธปืนอันทรงประสิทธิภาพ วิธีใช้ และการยิงเพื่อปลิดชีพ ไปจนถึงการตามล่า จำเลยกลุ่มแรกซึ่งบางคนยังคงยึดมั่นหลักการในการหลีกเลี่ยงความรุนแรง บางคนถอดถอยท้อใจ บางคนหลบหนี และเลือกวิธีตัวเองชิงชังตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง!  การใช้ความรุนแรงจัดการกับความรุนแรงที่แท้แล้วไม่ใช่อื่นใดนอกจากการหาข้ออ้างให้ความรุนแรงนั้นชอบธรรม!

ในขณะที่บางคนถูกตั้งคำถามถึงความ ‘ไร้ศีลธรรม’ การไม่เห็นไปตามความคิดของรัฐ การทำตัวเป็นบุปผาชน การไว้ผมยาว กระทั่งการแต่งเพลงเพื่อชีวิต ล้วนเข้าข่ายไร้ศีลธรรม สตรีนางหนึ่ง (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของสมาคมสตรี ) ถึงกับบริภาษ(อย่างรุนแรง !) ว่าเธอชิงชังคนเหล่านี้ และถ้าเธอมีลูกเธอก็ไม่อยากให้ลูกเธอได้พบกับคนเหล่านี้ ครั้นเมื่อโดนย้อนถามกลับว่า แล้วการจับคนมาทำแบบนี้มันมีศีลธรรมหรือ แล้วถ้าเป็นลูกคุณที่ถูกจับมาบ้างล่ะ เธอก็เอาแต่กรีดร้อง และเริ่มพูดจาหยาบคาย (หนังเน้นให้เห็นว่า การพูดจาหยาบคายเป็นการไร้ศีลธรรม ไม่เคารพผู้อื่น)

อคติแบบชนชั้นกลางขวาจัดดูจะเข้าครอบงำไต่สวนอย่างถ้วนหน้า พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่นั้นถูกต้อง เขาเชื่อว่าเขากำลัง ทำเพื่อชาติ ในการจัดการกับพวกคนทรยศ ที่เกลียดชังชาติตัวเอง พวกเขาทำเพื่อยุติความรุนแรง (แต่เมื่อถูกสัมภาษณ์ว่า แล้วถ้าเป็นลูกคุณ พวกเขาก็ไม่รีรอที่จะให้มาตรการเด็ดขาดรุนแรงในการตีลูกตัวให้อยู่ในกรอบ) รวมไปถึงเจ้าหน้าที่นักล่า ที่พร้อมจะฆ่าโดยไร้ความปรานี เพราะพวกเขาพากันเชื่อว่า นี่คือการ ฆ่าเพื่อชาติ  คนเหล่านี้สมควรตาย เพราะพวกเขาไม่รักชาติ (จึงต้องส่งคนเหล่านี้ไปเรียนรู้การรักชาติผ่านทางสัญลักษณ์อย่างธงชาติ) ภาวะชาตินิยมเป็นข้ออ้างอันสม่ำเสมอในการทำร้ายทำลายใครสักคน ไม่เพียงเฉพาะในหนัง แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ทั้งหลัง 11 กันยา ในอเมริกา ขึ้นกับว่าใครจะยึดกุม ความเป็นชาติไว้ได้มากกว่ากัน (ผ่านสัญลักษณ์ ที่อาจจะเป็น สถาบัน รัฐธรรมนูญ หรือ ประชาธิปไตย ) การไม่รักชาติ เป็นเรื่องชั่วร้าย ที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเฉพาะบุคคลร่วมด้วย เราทุกคนควรยินยอมพร้อมใจสละหลักการที่ตัวเองยึดกุมเพื่อชาติ (ซึ่งที่จริงแล้วอาจเป็นเพียงตัวแทนของรัฐซึ่งหมายถึงนักการเมืองผู้กุมอำนาจไม่กี่คน) และกระทั่งเหล่าผู้รักชาติยิ่งชีพเอ๋ย เคยใคร่ครวญหรือไม่ว่า ชาติใดคือชาติ ในความเข้าใจของเรา

ในหนังเหล่าจำเลยผู้ไม่รักชาติ  ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาถูกประณาม ถูกทำร้าย ถูกปิดกั้น (ฉากหนึ่ง ชายผิวสีสมาชิกของ black panther ผู้หนึ่งถูกมัดปากเพราะเขาพูดไม่หยุด ) และในที่สุดถูกกำจัดออกจากสังคม โดยปราศจากการทำความเข้าใจ จัดการไต่สวนพอเป็นพิธีแต่ไม่ได้มีความจริงใจกับมันจริงๆ มันเป็นการง่ายที่จะกำจัดผู้ไม่เห็นด้วย มากกว่าจะทำความเข้าใจ

Peter Watkins และทีมงาน (ซึ่งหนึ่งในนั้นมี Michael Moor ผู้กำกับสารคดีจอมแสบเจ้าของหนัง farenheit 911 ) เพิ่มตัวตนของตัวเองลงในสารคดีด้วย (ซึ่งถือว่าผิดขนบเพราะผู้ทำสารคดีควรจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์) ด้วยการสร้างเรื่องว่าพวกเขาคือทีมงานสารคดีจากยุโรป (ตัวจริงWatkinsก็เป็นชาวอังกฤษ) ที่มาถ่ายทำสารคดี เพื่อไปออกอากาศในยุโรปยิ่งถ่ายไปพวกเขาก็ยิ่งถลำลึกจนถึงขั้นแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่ในช่วงสุดท้าย ซึ่งนั่นราวกับท่าทีที่โลกมีต่อประเทศอเมริกา เฝ้าดู ในทีแรก ก่อนจะลงมือประณาม โดยไม่ได้มีผลอะไรมากไปกว่านั้น เพราะอเมริกายังคงยึดกุมอำนาจจนมองข้ามหัวนานาชาติไปสิ้น

ดังที่ Watkins เคยให้คำอธิบายไว้ว่า ภาพยนตร์ คือส่วนประกอบ ระหว่างความจริงกับการแสดงความคิดเห็นPunishment Park ถ่ายทอด ชุดความจริง ที่สร้างขึ้นจาก ความคิดเห็น แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความลวง (ที่ถูกทำให้สมจริง) นั้นได้หักล้างและตั้งคำถามได้อย่างครบถ้วน อันเป็นหน้าที่สำคัญของภาพยนตร์ ในการตั้งคำถามถึงความเป็นจริงผ่านทางความลวงของเรื่องเล่า ทิ้งรอยให้เราค้นหาคำตอบ สำหรับความจริงนอกจอต่อไปในอนาคต

หมายเหตุ

ข้อมูลภาพยนตร์

* 1 http://www.notcoming.com/reviews.php?id=448
http://www.reverseshot.com/autumn04/punishment.html
ข้อมูลเหตุการณ์ใน kent state

http://www.blish.org/gens/g_history/kentstate.html
http://dept.kent.edu/sociology/lewis/LEWIHEN.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s