JEANNE DIELMAN 23 QUAI DU COMMERCE ,1080 BRUXELLES(CHANTAL AKERMAN /1975 ) : บ่วงแห่งความเป็นหญิง

jean 

คุณนาย JEANNE DIELMAN อาศัยอยู่ในตึกหมายเลขยี่สิบสามกับลูกชายวัยเรียน  ในแต่ละวันเธอจะตื่นเช้ามาทำอาหาร ขัดรองเท้าให้ลูกชาย ปลุกเขา แล้วปูโต๊ะทานอาหารเช้า พอลูกไปโรงเรียนเธอก็เก็บเตียงของลูกชายพับเข้าเป็นโซฟา เก็บโต๊ะ ล้างจาน จากนั้นออกไปหาซื้อข้าวของเข้าบ้าน ไปตลาด  ไปไปรษณีย์ส่งจดหมาย แวะสนทนากับผู้คนก่อนจะกลับเข้าบ้านตรวจดูตู้จดหมาย ขึ้นลิฟท์  แล้วลงมือทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงที่เธอจะกินอย่างง่ายๆ  จากนั้นเตรียมมื้อเย็นให้ลูกชาย บางทีเพื่อนบ้านก็มาฝากลูกทารกไว้กับเธอตอนที่หล่อนไปตลาด  นั่งคิดบัญชีรับจ่าย ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ปอกมันฝรั่ง รอจนเพื่อนบ้านมารับลูกคืน แวะคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ซึ่งเธอจะรับฟังอย่างเฉยชา  จากนั้นไม่นานก็จะมีผู้ชายมาที่บ้านเธอลงมือทำงานของเธอเพื่อหาเงินเข้าบ้านระหว่างนั้นเธอจะต้มมันฝรั่งไว้บนเตา  งานจะเสร็จในช่วงเย็น เธอส่งผู้ชายออกจากห้อง พร้อมคำสัญญาสำหรับสัปดาห์หน้า จากนั้นเธอจัดการเตรียมมื้อเย็น มันฝรั่งจะสุกได้ที่ เตรียมซุปและอาหารอื่น ลูกชายกลับถึงบ้านในตอนเย็น ทำการบ้านบนโต๊ะกินข้าวจนถึงมื้อเย็น เธอจะลงมือปูโต๊ะกินอาหารเย็นกันเงียบๆ  จากนั้นบางทีเธอกับลูกชายจะออกไปข้างนอก พอกลับเข้ามาลูกชายก็จะนั่งอ่านหนังสือ  ขอร้องให้เธอเปิดวิทยุ  เธอหยิบนิตติ้งที่ถักค้างไว้มาถัก พอวิทยุบอกเวลาเธอจะปิดมัน กางเตียงให้ลูกชาย  ดูแลเครื่องทำความร้อน ให้ลูกเข้านอน จากนั้นเธอจะเข้าห้อง เปลี่ยนเป็นชุดนอน หวีผมของเอจนเข้ารูปจากนั้นก็เข้านอนก่อนที่วันใหม่ในกิจกรรมเดิมจะบังเกิดซ้ำขึ้นอีกครั้ง

นี่คือทั้งหมดที่เราจะได้เห็นในหนังความยาวสามชั่วโมงของ CHANTAL AKERMAN เรื่องนี้ ภาพยนตร์ปี1975ของผู้กำกับหญิงชาวเบลเยี่ยมที่สร้างหนังระดับยอดเยี่ยมไว้อย่างมากมาย  ว่ากันว่าหนังของเธอเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการพัฒนาแนวคิดเฟมินิสต์ด้วยการตั้งคำถามว่า เมื่อผู้หญิงในหนังพูด ( ในฐานะตัวละคร หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับ) ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของคำพูดระหว่างตัวผู้หญิงเอง กับวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ หนังของเธอ มักเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้หญิงและความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย ต่อเด็ก ต่อความรัก ต่อความสัมพันธ์ ต่องานบ้านงานเรือน และต่อชีวิต  หนังของเธอเป็นตัวแทนของหนังแห่งความเป็นหญิงในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ และตัวเธอเองได้รับการยกย่องในระดับเดียวกับ JEAN LUC GODARD และ REINER WERNER FASSBINDER

ในเรื่องนี้หนังใช้เวลาถึงสามชั่วโมงในการสอดส่องตรวจตราพฤติกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในย่อหน้าแรก ตลอดทั้งเรื่อง หนังแทบไม่เคลื่อนตัวออกจากห้องเช่าของคุณนาย DIELMAN และหากมีฉากภายนอกกล้องทั้งหมดก็จะอยู่ในละแวกบ้านของเธอเท่านั้น กล่าวอย่างง่ายตลอดทั้งเรื่องมันคือการสำรวจตรวจตราอาณาเขตของสตรี ผู้อยู่ในฐานะแม่และแม่บ้าน ซึ่งมีเพียงแค่บ้านของเธอ(ส่วนใหญ่คือห้องครัว) ร้านขายของชำ ไปรษณีย์ และถนนหน้าบ้าน

ภายในบ้านกล้องจะไม่ถูกขยับเคลื่อนไหวหวือหวา  กล้องจะถูกตั้งนิ่งอยู่ในจุดต่างๆที่ตายตัวอันประกอบด้วย ในห้องนั่งเล่นที่เราจะเห็นโต๊ะกินข้าว กับตู้กระจกสะท้อนไฟวูบวาบสีน้ำเงินจากท้องถนน ภาพจากปากกระตูห้องนั่งเล่นที่มองเห็นโซฟาที่ตอนกลางคืนกลายเป็นที่นอนในครัว กล้องตั้งนิ่งในครัวมองเห็นเตาและประตูหลัง  กล้องตั้งนิ่งมองผ่านโต๊ะทำครัว กล้องตั้งนิ่งด้านข้างห้องนอนมองเห็นเตียงและตู้เสื้อผ้า กล้องตั้งตรงโถงทางเดินระหว่างห้อง  กล้องตั้งตรงทางออกประตู   กล้องแทนสายตาที่จับจ้องกิจวัตรประจำวันของเธอ

หนังใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งวัน นั่นหมายความว่าตลอดทั้งเรื่องหนังของหนังกินเวลาเพียงสามวัน และสามวันนั้น แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆเลยเกิดขึ้น ในวันแรกเราจับจ้องมองทีละกิจกรรมอย่างเชื่องช้า (แทบจะตามเวลาจริง) ที่น่าสนใจที่สุดคือ เราจะค่อยตระหนักช้าๆถึงความซ้ำซากของชีวิตของคุณนาย JEANNE DIELMANN โดยที่หนังไม่จำเป็นต้องตอกย้ำด้วยการให้เราเห็นภาพซ้ำๆหลายๆครั้ง   ในเวลาสามชั่วโมงหนังอาจร่นเวลาให้กลายเป็นสิบวันได้ แต่หนังกลับเลือกเล่าเพียงสามวันและทั้งสามวันนั้นกลับมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันจนไม่อาจนับว่าเป็นวันที่เหมือนกันได้ เพราะหากในวันที่หนึ่ง ทุกสิ่งหมดจดงดงาม (ตามสถานะของการเป็นวันมาตรฐานในตัวหนัง) เราพบว่าในวันต่อมาเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเธอต้มมันฝรั่งสุกเกินไป และเตรียมอาหารเย็นล่าช้าไป ในขณะที่วันสุดท้ายนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

แต่สาเหตุที่เรารู้ซึ้งถึงความซ้ำซากของชีวิตได้ตั้งแต่ในวันแรกของหนังนั่นก็เนื่องเพราะการแสดงระดับเทพของ ราชินีหนังยุโรปผู้ล่วงลับ DELPHINE SEYRIG เพราะในหนังเรื่องนี้ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์พึ่งพาการแสดง(โดยแสดงให้น้อยที่สุด)ของเธอ แต่เพียงอย่างเดียว  แม้จะดูเหมือนว่าในหนังเรื่องนี้เธอจะไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากทำเหมือนแม่บ้านที่อยู่บ้านตลอดเวลา แต่วิธีการเดินเหินของเธอ การเปิดปิดไฟไม่รู้จบ (หนังให้เราเห็นว่าเธอจะเปิดไฟเฉพาะที่จำเป็น และเมื่อเธอออกจากห้องเธอจะปิดไฟทุกครั้ง) การไปยังตำแหน่งแห่งที่ของเครื่องครัว การขยับเคลื่อนไหวในห้องครัว เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยฉับพลัน มันต้องอาศัยการซักซ้อมอย่างหนัก และด้วยท่าทางเหล่านี้ เราจะรู้สึกได้ตั้งแต่นาทีแรกๆของหนังว่าเธอทำมันมาแล้วเป็นพันครั้ง การแสดงอันเป็นธรรมชาตินี้เองดึงดูดให้เราเชื่อว่านี่คือวันธรรมดาอันซ้ำซาก น่าเหนื่อยหน่ายและเต็มไปด้วยกิจกรรมเล็กๆอันไม่รู้จบ โดยไคลแมกซ์สำคัญ ที่เราได้ร่วมรับรู้ความหวั่นไหวทางอารมณ์ถึงที่สุดของเธอ เกิดขึ้นในฉากปอกมันฝรั่ง เมื่อเธอ ทำงานจนมาไม่ทันยกมันฝรั่งที่ต้มไว้ลงจากเตา เธอต้องออกไปซื้อมันฝรั่งใหม่จากร้านแล้วนั่งปอกมันเพื่อให้ทันเวลาลูกชายกลับบ้าน  DELPHINE SEYRIGทำให้ฉากสุดแสนธรรมดานี้กลายเป็นจุดระเบิดของอารมณ์ขั้นสุดยอดด้วยการแสดงเพียงเล็กน้อยผ่านมือที่สั่นเทา กดหนัก และสีหน้าเรียบเฉยที่รู้สึกถึงความเปราะบางพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ แน่นอในฉากเช่นนั้นกล้องยังคงนิ่งงัน ถ่ายภาพหน้าตรงของหญิงสาวปอกมันฝรั่งโดยไม่มีดนตรีเร้าอารมณ์ ไม่มีการตัดภาพฉับไว ไม่มีกระทั่งน้ำตาสักหยดจากนักแสดง แต่มันกลับทรงพลังถึงขีดสุด

หนังเล่าเรื่องของ กรงเล็กๆที่ขังผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในสถานะของแม่บ้าน โดยผู้หญิงคนนี้แกว่งไปมาอยู่ในสองสถานะที่เป็นที่คือบทบาทของผู้หญิงในโลกความคิดแบบชายเป็นใหญ่ นั่นคือ บทบาทของความเป็นแม่ (แม่บ้าน เมียที่ดี แม่พระของลูก ความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยไร้มลทิน ไร้ความรู้สึกทางเพศ และโอบอ้อมอารี) กับบทบาทของโสเภณี (หนังกำหนดให้เธอประกอบอาชีพยามบ่ายด้วยการเป็นโสเภณี อีกนัยหนึ่งเป็นการเสียดเย้ยสถานการณ์ทำงานของผู้หญิงที่ยังคงถูกมองในฐานะโสเภณีอยู่ดี เธอขายตัวในบ้าน นั่นยิ่งทำให้สถานะของแม่และโสเภณี ซึ่งเป็นบทบาทที่สังคม -ยัดเยียด- ให้ แจ่มชัดมากขึ้นและกระอักกระอ่วนมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงท้าย มันจึงเกิดขึ้นราวกับคือการปะทุแตกของภูเขาน้ำแข็ง  (ไม่นับว่านั่นเป็นครั้งแรกที่กล้องเข้าไปสอดส่องงานยามบ่ายของเธอ )   ก่อนหน้านี้ในคืนที่สอง ลูกชายพูดกับเธอเรื่องเพศ เขาบอกว่า ในตอนเด็กเพื่อนของเขาเล่าว่า พ่อจะทำร้ายแม่ ด้วยการ-แทง-แม่ในทุกคืน หลังจากรู้เรื่องนั้น เขา ลุกขึ้นมากรีดร้องกลางดึก เพื่อยับยั้ง -ทำร้าย – ของพ่อ   สำหรับเขาแม่ต้องเป็นสตรีผู้ไร้มลทิน   และนั่นอาจคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาเล่นบทแม่ ด้วยการฆ่าบทโสเภณีทิ้งผ่านการฆาตกรรมคู่นอนของเธอ (ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้หนังลองมอบบทแม่ให้เธอเล่น เมื่อเพื่อนบ้านฝากลูกไว้กับเธอ แต่เด็กน้อยกลับร้องจ้าทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้)

หนังจบเรื่องลงอย่างเจ็บปวดเมื่อกล้องแช่นิ่งมองดูภาพเธอนั่งเปื้อนเลือดในห้องรับแขกอันมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสีฟ้าจากภายนอกกระพริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  การฆ่าบทบาทโสเภณีไม่ได้ทำให้เธอหลุดพ้นจากบ่วงแห่งความเป็นหญิง การไปสุดทางในบทแม่ไม่ใช่ทางออก เธอติดกับตั้งแต่เธอเกิดมาเป็นเพศหญิงภายใต้บริบทนั้น เพราะที่เธอทำคือการนั่งรอ ลูก -ชาย- ในความมืดอยู่ดี

ชื่อหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็นชื่อ และที่อยู่ของเธอ จึง กลายเป็นการเสียดเย้ยอย่างรุนแรง ถึงการระบุตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งคือคุกที่ไม่มีเสรีภาพในนามของความเป็นหญิง

กราบขอบพระคุณ มาดาม MdS สำหรับดีวีดีอนุเคราะห์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s