CELINE AND JULIE GO BOATING (JACQUES RIVETTE / 1974) ฝันกลางวันของบรรณารักษ์ และนักมายากล

 celinejulie

มันคงเป็นยามบ่ายในฤดูร้อน นางสาวจูลี่ บรรณารักษ์ผู้สวมแว่นหนาเตอะและมีผมหยิกหยองสีแดงเพลิง กำลังนั่งเล่นในสวนอ่านหนังสือเล่มหนาที่เกี่ยวกับเวทมนตร์  เอาส้นรองเท้า เขี่ยพื้นทรายวาดวงคาถา  ตอนนั้นเองที่นางสาว เซลีน ผู้ซึ่งมีร่างเล็ก ผมดำตรงซอยทรงประหลาด สวมเสื้อตัวโคร่งและสะพายกระเป๋าใบยักษ์ที่มีข้าวของล้นออกมา เดินผ่านหน้าเธอไป พลันแว่นกันแดดของเธอกระเด็นออกจากกระเป๋า

นางสาวจูลี่มองเห็นเหตุการณ์พอดีจึงร้องทัก เธอทั้งส่งเสียงเรียก ทั้งวิ่งตาม แต่นางสาวเซลีนก็ไม่หันมองซ้ำยังทำนู่นนี่หายหกตกหล่นตลอดทาง นางสาวจูลี่ จึงตามเก็บไปเรื่อย และเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือ เป็นการวิ่งเล่นไล่จับกันไปรอบๆเมืองในแสงแดดยามเย็น นางสาวจูลี่สวมแว่นกันแดด และพันผ้าพันคอของนางสาวเซลีน ตามเธอไปในร้านเล็กๆที่เธอแสดงมายากล มาจบในร้านกาแฟ

จากนั้นทั้งสองก็มาอยู่ในห้องเดียวกัน ผลัดกันไปใช้ชีวิตของอีกฝ่ายและค้นพบบ้านผีสิงสุดประหลาด ที่ที่พวกเธอต้องผลัดกันเข้าไปค้นหาความจริงว่าใครฆ่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยทั้งหมดนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์

ราวกับว่า มีเวทย์มนตร์อวลในอากาศ คือปากคำของใครบางคนที่ได้ดูหนัง CELINE AND JULIE GO BOATING เรื่องนี้ นี่คือหนังในปี 1974 ของผู้กำกับ JACQUES RIVETTE ผู้กำกับร่วมรุ่น คลื่นลูกใหม่แห่งฝรั่งเศส – อันหมายถึงทีมผู้กำกับที่พลิกโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ ด้วยการเดินทางคล้ายๆกันเริ่มจากการทำงานในนิตยสารหนัง CAHIERS du CINEMA แล้วได้พบปะเพื่อนๆ อย่าง หัวหอกของทีมผู้แสนละมุนละไม FRANCOUIS TRAUFFOT ( JULES AND JIM , THE 400 BLOWS ) , นักทดลองตลอดกาล JEAN LUC GODARD (BREATHLESS, ALPHAVILLE ) , เจ้าพ่อหนังผัวเมียละเหี่ยใจและโครงกระดูกในตู้ CLAUDE CHABROL ( LE BUTCHER, LE BITCCHES ) และ นักทำหนังความสัมพันธ์หนุ่มสาวอันชาญฉลาด และอ่อนไหว ERIC ROHMER Z AWINTERS TALE , PAULINE AT THE BEACH ) โดยชื่อเมื่อเทียบกับเพื่อนพ้องเขาอาจะเป็นที่รู้จักน้อยที่สุด แต่ถ้าเทียบเรื่องฝีมือ และเทคนิคอันแพรวพราวแล้ว RIVETTE ไม่แพ้ใคร แถมยังออกจะคิดล้ำหน้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นอยู่ก้าวหนึ่งอีกต่างหาก

ใน CELINE ANF JULIE GO BOATING หนังที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของเขา RIVETTE พาเราท่องไปในโลกประหลาดเปี่ยมมนต์ขลัง   โลกที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอ   โลกที่บ้านผีสิงคืออีกด้านของสวนสนุก   โลกที่ตัวหนังสือกับมายากลอยู่ชิดใกล้กันที่สุด   โลกที่ความฝันซ้อนกับความจริง   โลกที่ภาพมีรสหวานเหมือนลูกกวาด   โลกที่เราอาจแทนที่ได้ด้วยคำง่ายๆ ว่าภาพยนตร์

นี่คือหนังที่พูดถึงหนัง ไม่ใช่เพียงในแง่ของการเป็นหนังอิงหนัง (สามารถโยงใยไปหาหนังเรื่องอื่นๆได้) หรือหนังซ้อนหนัง (มีหนังสองเรื่องซ้อนอยู่ในหนังเรื่องเดียว) หากมันคือหนังที่พูดถึงหนัง ถึงคนดูหนังด้วยความรักและล้อการล้อเล่น

หนังคือบรรณารักษ์และนักมายากล

ในส่วนของ เซลีน กับจูลี่ หนังทิ้งยี่สิบนาทีแรกให้เราได้เห็นการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อของเธอทั้งคู่ พิจารณาจากการเล่นไล่จับของ บรรณารักษ์ และ นักมายากล พวกเธอทั้งคู่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากคือปรากฏการณ์การก่อกำเนิดของภาพยนตร์ เพราะมันคือ ส่วนผสมของเรื่องเล่า (บรรณารักษ์ ) และ มายาภาพ (นักมายากล) ในส่วนหนึ่ง หนังปล่อยให้พวกเธอสลับบทบาทกัน เมื่อ เซลีน ไปห้องสมุด วาดหนังสือเล่น ครั้นพออยู่ในหมู่เพื่อน เธอเริ่มลงมือเล่าเรื่อง (และเป็นฉากเดียวในหนังที่เป็นการ IMPROVISE ของนักแสดง)  เธอก็ลงมือเล่าเรื่องเพื่อนชาวอเมริกันที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ น่าขัน ในขณะเดียวกันเมื่อ จูลี่ไปเล่นมายากลแทนเซลีน ระหว่างที่เซลีนไปบ้านผีสิง เธอก็ดันออกไปเล่าเรื่องเพี้ยนๆหลุดจนถูกเจ้าของร้านวิ่งไล่ พวกเธอล้วนมีบทบาทหน้าที่ของตนที่พอสลับกันมันอาจดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่ (แต่น่ารักดี ) และเมื่อเธอทั้งคู่สลับกันไปบ้านผีสิง ความทรงจำที่เธอได้มาก็ไม่ปะติดปะต่อขาดห้วง จนกระทั่งเมื่อเธอทั้งคู่เข้าไปพร้อมกันสรรพสิ่งจึงกระจ่างแจ้ง

ยังรวมถึงฉากหนึ่งที่ทั้งคู่แปลงร่างเป็นนินจาสาวติดสเก๊ต ไปขโมยหนังสือจากห้องสมุด เพื่อทำน้ำอมฤตดื่มกันอีกต่างหาก!  มันคือการพบปะกันของหนังสือกับเวทมนตร์ เรื่องเล่ากับมายาภาพ และประสานไปสู่สิ่งใหม่ นั่นคือน้ำอมฤตที่พาทั้งคู่กับเข้าไปในโลกของบ้านผีสิง หรือโลกของภาพยนตร์

ในฉากหนึ่งเมื่อเซลีนอยู่ในบ้านผีสิง จูลี่ ปีนบันไดไปอีกทาง และกลายเป็นว่าบันไดกลายเป็นสิ่งจำเป็นในตอนท้ายเรื่อง ราวกับการเกื้อหนุนของภาพและเรื่องเล่าเท่านั้นที่จะทำให้ภาพยนตร์ไปได้ไกลกว่าที่มันเป็น

แต่ในอีกทางหนึ่งบางที เซลีนและจูลี่อาจเป็นคนคนเดียวกันมาตั้งแต่ต้น เพราะในฉากแรกที่จูลี่อ่านคือหนังสือ เวทย์มนตร์ (MAGIC) จากนั้นเซลีนซึ่งเป็นนักมายากล (MAGICIAN) ก็ปรากฏกายขึ้น และในฉากต่อมา เมื่อจูลี่ไปบ้านผีสิง เซลีนก็สวมบทจูลี่ออกไปเดินเล่นกับคู่หมั้นของจูลี่โดยที่เขาไม่สงสัย (  แถมยังไปแก้ผ้าเขาอีกต่างหาก ) เช่นเดียวกัน จูลี่ก็สวมบทเซลีนท่องคาถาเวลาอยู่บ้าน หนำซ้ำทั้งสองคนยังสลับกันรับบทนางพยาบาลในบ้านผีสิงอีกต่างหาก

หนังคือลูกกวาดรสหวาน

หลังจากหายลับเข้าไปในบ้านผีสิง เมื่อกลับออกมา ทั้งเซลีนและจูลี่จะหมดเรี่ยวหมดแรง และในปากมีลูกกวาดรสหวานติดมาด้วยเสมอ นี่ใยมิใช่คล้ายคลึงกับการไปดูหนังรอบบ่ายเล่า เมื่อหนังดีๆดูดพลังเราจนหมดเรี่ยวแรง เดินออกมา แล้วทิ้งรสให้จดจำเป็นความทรงจำต่อเนื่องยาวนาน เพราะหลังจากไปถึงบ้าน พวกเธอจะนั่งเรียงเคียงกันหันหน้ามาหากล้อง แล้วอมลูกอม พลัดหลงเข้าไปในโลกในบ้านผีสิงอีกครั้ง

จากมุมนี้ เธอทั้งคู่คือผู้ชม คนดูหนังได้ดูหนังที่ดูดเรี่ยวแรงเขาไปหมด แล้วกลับบ้านมานั่งหวนรำลึกถึงมัน เมื่อทั้งคู่อมลูกอม ห้วงภาพจะปรากฏ หนังตัดสลับ ภาพในบ้านผีสิง เข้ากับภาพของเซลีนและจูลี่ หัวเราะ ง่วงหลับ ตื่นเต้น ร้องกรี๊ด ไม่ต่างจากการตัดภาพบนจอกับภาพคนดูหนังมาต่อกัน ในวินาทีก่อนหน้าเธอคือวัตถุดิบของการทำหนัง วินาทีต่อมาเธอกลายเป็นคนดูหนังที่กำลังนั่งดูหนังฆาตกรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่!

 

หนังคือบ้านผีสิง!

ใช่แล้วนี่คือคำนิยามที่ถูกต้องจะแจ้งที่สุด หนังคือบ้านผีสิง ประสบการณ์การดูหนังใยมิใช่คล้ายกับการเข้าบ้านผีสิงเล่า เพราะคือการเข้าไปในห้องมืด ถูกหลอกหลอนด้วยแสงเงาที่เราไม่รู้จักชักนำทุบตีกวนตะกอนขุ่นข้นของความรู้สึกให้ฟุ้งกระจาย ทั้งความทุกข์ ความสุข ความรักความเกลียด ความกล้า และที่สำคัญ ความกลัว

ประสบการณ์ในบ้านผีสิงในหนังพาทั้งคู่ย้อนไปในยุค40 ไปในบ้านหลังใหญ่ที่มีชายหนุ่มเมียตายเป็นเจ้าบ้าน เขามีลูกสาวที่กำลังป่วยอยู่หนึ่งคน  โดยมีนางพยาบาล ( ซึ่งความทรงจำของใครคนนั้นก็รับบทเป็นนางพยาบาล ) และมีผู้หญิงอีกสองนางมาพัวพัน ภาพความทรงจำไม่ปะติดปะต่อ เริ่มจากมาเป็นห้วงสั้นเพียงเห็นภาพเลือนราง จนกระทั่งเริ่มเห็นเหตุการณ์เป็นฉากๆ ทุกครั้งที่เหตการณ์ปรากฏขึ้น เซลีน และจูลี่ (และเราทุกคน) จะคาดเดาเหตุการณ์ไปต่างๆนาๆ เพื่อจะโดนหักหลังในการปรากฏของภาพใหม่ครั้งต่อไป

ถึงตรงนี้เซลีน กับจูลี่เปลี่ยนสถานะไปสู่ ตัวละครในหนังเสียแล้ว พวกเธอทั้งคู่กลายเป็นนางพยาบาลที่มีบทบาทอะไรมากกว่าเป็นตัวประกอบ  ในช่วงท้ายของเรื่องเมื่อพวกเธอตัดสินใจเข้าบ้านผีสิงไปทั้งคู่พวกเธอถึงขั้น เอาชุดนางพยาบาลติดมาด้วยเพื่อพร้อมรับบทนางพยาบาลสลับกันอย่างเต็มที่

ว่ากันว่าการฉากเหตุการณ์ในบ้านผีสิงนั้น ทำให้เราย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยในนิยายของ HENRY JAMES กับเรื่องราวชิงรักหักสวาท ภายในปราสาทหรูหรา และเอาเข้าจริง ชื่อ เซลีน กับ จูลี่ ก็เป็นชื่อนิยมใช้เป็นตัวละครของHENRY JAMES ด้วย

และในฉากที่เธอทั้งคู่จะต้องออกมารับบทนางพยาบาลนั้นเราจะได้ยินเสียงเคาะเสมอ  ว่ากันว่าเสียงเคาะนั้นเป็นเสียงที่ใช้ในเรียกนักแสดงบนเวทีละคร  แน่นอนจากตรงนี้ เซลีน และ จูลี่ รับบทบาทเป็นนักแสดงเต็มตัวไปแล้ว

แต่พวกเธอทำมากกว่านั้น เมื่อพวกเธอเริ่มเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แต่เรื่องก็ยังคงเดินไปข้างหน้า ถึงตรงนี้ RIVETTE ทำให้เราเห็นว่าเรื่องเล่านั้นน่าขันและตายซากเพียงใด ( ถึงขั้นทำให้ตัวละครในช่วงหลังยกเว้นเซลีนและจูลี่หน้าซีดเป็นศพและดินราวผีดิบเดินได้  ) และการเปลี่ยนแปลงของพวกเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องอันตายซากได้ เพราะเธอเปลี่ยนเพลงเป็นแทงโก้ ตัวละครก็ยังเต้นวอลทซ์ จนกระทั่งเธอสองคนต้องลุกมาเปลี่ยนเครื่องทรงตัวละครและเต้นระบำกันเอง และในที่สุด เธอก็หักหาญเรื่องเล่าสุดเดชด้วยการ ลักพาตัวละครมาเสียเลยหนึ่งตัว !

แล้วเซลีนกับจูลี่ก็กลายเป็นคนทำหนัง แถมเป็นหนังแบบไม่ธรรมดา จากตัวแทนของผู้ชม เธอกลายเป็นตัวแทน JACQUES RIVETTE ที่เลือกทำให้เรื่องเล่าไม่ได้มีอำนาจบาตรจรใหญ่ในการกำหนดความเป็นไปของผู้คนในหนัง เรื่องเล่าเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่อยู่ในกำมือของผู้สร้าง จะบิด จะพลิกตลบตีลังกาอย่างไรเสียก็ได้ เมื่อเรื่องเดินไปข้างหน้ามันไม่ได้หมายความมามันมีแค่นั้น ยังมีเรื่องเล่าที่อยู่นอกเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่งและบางครั้งมันมาซ้อนทับกัน  บางครั้งมันก็แตกหักออกจากกัน

ในฉากหนึ่งจูลี่ค้นหีบของตัวเองค้นพบภาพเก่าที่เป็นภาพของบ้านผีสิงหลังนั้น เธอเคยอยู่แถวนั้นในตอนเป็นเด็ก เมื่อไปที่นั่นเธอก็พบกับพี่เลี้ยงของตัวเองและหากพิจารณาว่าคนที่ชักนำเธอกลับไปบ้านหลังนั้น คือเซลีน บางที ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงฝันกลางวันของนางสาวจูลี่ ความฝันเข้มข้น เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง ความบ้าคลั่งและสดฉ่ำ (ไม่นับว่า ตัวละครในหนัง ใส่สี ฟ้าและแดงเหมือนกับ เซลีนและจูลี่ ในช่วงแรก ก่อนที่ทั้งคู่จะไม่ใส่สีนั้นอีกเลยเมื่อถ่ายโอนให้ตัวละครไปด้วยการไปบ้านผีสิง

หนังคือการล่องเรือ

ฉากท้ายเรื่องของหนัง เซลีนกับจูลี่และตัวละครของเธอล่องเรือไปตามแม่น้ำอันสงบเงียบในแสงยามบ่าย พบเรือของตัวละครจากบ้านผีสิงแล่นสวนมา บางที ทั้งหมดคือการล่องเรือในยามบ่ายอันเงียบสงบ อากาศสดชื่น แต่ก็เจือด้วยความกลัวอันลึกล้ำ ล่องไปในดินแดนแปลกถิ่นสร้างเรื่องเล่าจากสิ่งที่พบเห็นและทำลายมันลงไปในลำน้ำนั่น ก่อนที่หนังจะวนวงจรนี้ซ้ำแล้วเปลี่ยนขั้วราวกับเรื่องเล่าไหลวนไม่รู้จบ และแมว (ที่เราเห็นตลอดเรื่อง จนกระทั่งในภาพสุดท้าย) เป็นผู้เฝ้ามองและฝันกลางวันเอาทุกคนขึ้นมา

การข้ามไปมาระหว่างเรื่องเล่า และโลกจริง ได้เป็นการเลือนอาณาเขตระหว่างมันลง ทำลายประสาทการรับรู้ของคนดู จนไม่อาจทำความเข้าใจได้ในระนาบเดียว (เป็นที่น่าตื่นเต้นว่าในยุคสมัยของหนังเรื่องนี้มีหนังอีกอย่างน้อยสองเรื่องที่เล่นสนุกกับการบิดระนาบของเรื่องเล่า นั่นคือ INDIA SONG ของ MAGERIUTE DURAS และ EDEN AND AFTER ของ ALAIN ROBB-GRILLET) และทำให้การดูหนังเป็นการเปิดประสบการณ์ตื่นเต้นไม่ต่างจากการเข้าบ้านผีสิง ที่ได้ของติดลิ้นออกมาเป็น ลูกกวาดอันหวานฉ่ำ ในแสงแดดยามเย็น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s