<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>FILMSICK</title>
	<atom:link href="http://filmsick.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://filmsick.wordpress.com</link>
	<description>NOTE FROM MY CINEMATIC WOMB</description>
	<lastBuildDate>Thu, 19 Jan 2012 20:22:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='filmsick.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>FILMSICK</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://filmsick.wordpress.com/osd.xml" title="FILMSICK" />
	<atom:link rel='hub' href='http://filmsick.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>THE DAY HE ARRIVES (HONG SANG SOO /2011/ST KR) การลากเส้นจากจุด</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/the-day-he-arrives-hong-sang-soo/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/the-day-he-arrives-hong-sang-soo/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 20:18:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1054</guid>
		<description><![CDATA[ผู้กำกับตกอับที่เลิกทำหนังแล้วไปเป็นอาจารย์ที่มหาลัยบ้านนอก เดินทางกลับเข้ากรุงโซลเพื่อเยี่ยมเพื่อนสนิท  ระหว่างรอเพื่อนพบสาวนักแสดงที่ตอนนี้เป็นอาจารย์เหมือนกัน ทำท่าจะชวนไปนั่งร้านกาแฟแต่ก็เปล่า เขาไปนั่งกินเหล้ารอเพื่อนในบาร์ ไปเจอพวกเด็กหนุ่มๆชวนกินเหล้ากัน เด็กพวกนี้เป็นนักเรียนหนัง แต่จำผู้กำกับไม่ได้ หนังเขาก็ไม่เคยดู พอกรึ่มได้ที่เขาก็ชวนเด็กหนุ่มๆไปดื่มต่อ ไปได้ครึ่งทางก็หัวเสียไล่พวกเด็กๆกลับหาว่ามาก๊อปท่าทางเขา จากนั้นเขาไปหาแฟนเก่าที่เขาทิ้งไป ร้องให้ฟูมฟายตีอกชกหัว ผมรู้แล้วว่าชีวิตนี้ขาดคุณไม่ได้ ฟูมฟายได้ที่ก็ได้กัน พอตอนเช้าก็บอกว่าเราจะไม่พบกันอีก แบบนี้ดีที่สุด แล้วเขาก็เจอเพื่อนก่อนเจอเพื่อนก็เจอสาวนักแสดงคนเดิมอีก เพื่อนพาสาวมาด้วย เป็นอาจารย์เหมือนกันเลยไปกินดื่มกัน เพื่อนท่าจะชอบอาจารย์ แต่ยายอาจารย์ท่าจะชอบเขา พวกเขาไปนั่งในผับชื่อนิยาย นางเจ้าของร้านโอ๊ยหน้าเหมือนแฟนเก่า  เขาเลยปักใจจะไปร้านนี้ทุกวัน วันต่อมาเพื่อนพาไปพบอดีตพระเอกของเขาที่ตอนนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์เป็นนักธุรกิจ ก็ไปกินดื่มกันอีกไอ้พระเอกด่าเขาเห็นแก่ตัวแต่ก็ไม่ได้ต่อยกัน พวกเขาไปกินร้านนิยายอีก เพื่อตามอาจารย์สาวอีก เขาแอบชอบเจ้าของร้่านหน้าเหมือนแฟนเก่าอีกแอบจูบกันด้วยกินกันจนเช้า วันต่อมาเขาก็เจอนักแสดงอีก นัดเพื่อนอีก แล้วเพื่อก็พาอาจารย์มาอีก เขาก็ไปกินร้านเดิมอีก  เล่นเปียโนอีก แล้วแอบจีบจ้าของร้านอีก แล้วก็คราวนี้ก็สมหวัง เขาได้กับเจ้าของร้าน ฟูมฟายอบกผมรักคุณเหลือเกิน แฟนเก่าส่งข้อความมาก็ไม่แคร์ (บอกแล้วว่าอย่าติดต่อกันอีก) พอตอนเช้าเสร็จสมอารมณ์หมายก็บอกเจ้าของร้านว่าเราอย่าเจอกันอีกเลย แบบนี้ล่ะดีที่สุด เขาโทรหาเพื่อนอีก แต่เพื่อนไม่ว่างเหมือนกันกับวันแรก เขาเดินไปเจอนักแสดงสาวอีก แล้วก็ผ่านไปอีก เหตุการณ์วนซ้ำไปมาไม่เปลี่ยนคนไม่เปลี่ยนที่ แต่มันก็เหมือนกับทุกคนเป็นปลาทอง วนซ้ำกันไปนับตั้งแต่วันที่เขามาถึง หนังใม่ของฮองซางซูก็เหมือนวนซ้ำนะ พลอตเรื่องก็คล้ายๆของเดิม ตัวละคร็เป็นพวกผู้กำกับำม่เอาไหน ขี้เหล้าขี้เอาเหมือนเดิม ทั้งเรื่องก็มีแค่การกินดื่ม &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/the-day-he-arrives-hong-sang-soo/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1054&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://www.filmofilia.com/wp-content/uploads/2011/05/The-Day-He-Arrives.jpg" alt="" width="550" height="361" /><br />
ผู้กำกับตกอับที่เลิกทำหนังแล้วไปเป็นอาจารย์ที่มหาลัยบ้านนอก เดินทางกลับเข้ากรุงโซลเพื่อเยี่ยมเพื่อนสนิท  ระหว่างรอเพื่อนพบสาวนักแสดงที่ตอนนี้เป็นอาจารย์เหมือนกัน ทำท่าจะชวนไปนั่งร้านกาแฟแต่ก็เปล่า เขาไปนั่งกินเหล้ารอเพื่อนในบาร์ ไปเจอพวกเด็กหนุ่มๆชวนกินเหล้ากัน เด็กพวกนี้เป็นนักเรียนหนัง แต่จำผู้กำกับไม่ได้ หนังเขาก็ไม่เคยดู พอกรึ่มได้ที่เขาก็ชวนเด็กหนุ่มๆไปดื่มต่อ ไปได้ครึ่งทางก็หัวเสียไล่พวกเด็กๆกลับหาว่ามาก๊อปท่าทางเขา จากนั้นเขาไปหาแฟนเก่าที่เขาทิ้งไป ร้องให้ฟูมฟายตีอกชกหัว ผมรู้แล้วว่าชีวิตนี้ขาดคุณไม่ได้ ฟูมฟายได้ที่ก็ได้กัน พอตอนเช้าก็บอกว่าเราจะไม่พบกันอีก แบบนี้ดีที่สุด</p>
<p>แล้วเขาก็เจอเพื่อนก่อนเจอเพื่อนก็เจอสาวนักแสดงคนเดิมอีก เพื่อนพาสาวมาด้วย เป็นอาจารย์เหมือนกันเลยไปกินดื่มกัน เพื่อนท่าจะชอบอาจารย์ แต่ยายอาจารย์ท่าจะชอบเขา พวกเขาไปนั่งในผับชื่อนิยาย นางเจ้าของร้านโอ๊ยหน้าเหมือนแฟนเก่า  เขาเลยปักใจจะไปร้านนี้ทุกวัน วันต่อมาเพื่อนพาไปพบอดีตพระเอกของเขาที่ตอนนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์เป็นนักธุรกิจ ก็ไปกินดื่มกันอีกไอ้พระเอกด่าเขาเห็นแก่ตัวแต่ก็ไม่ได้ต่อยกัน พวกเขาไปกินร้านนิยายอีก เพื่อตามอาจารย์สาวอีก เขาแอบชอบเจ้าของร้่านหน้าเหมือนแฟนเก่าอีกแอบจูบกันด้วยกินกันจนเช้า</p>
<p>วันต่อมาเขาก็เจอนักแสดงอีก นัดเพื่อนอีก แล้วเพื่อก็พาอาจารย์มาอีก เขาก็ไปกินร้านเดิมอีก  เล่นเปียโนอีก แล้วแอบจีบจ้าของร้านอีก แล้วก็คราวนี้ก็สมหวัง เขาได้กับเจ้าของร้าน ฟูมฟายอบกผมรักคุณเหลือเกิน แฟนเก่าส่งข้อความมาก็ไม่แคร์ (บอกแล้วว่าอย่าติดต่อกันอีก) พอตอนเช้าเสร็จสมอารมณ์หมายก็บอกเจ้าของร้านว่าเราอย่าเจอกันอีกเลย แบบนี้ล่ะดีที่สุด</p>
<p>เขาโทรหาเพื่อนอีก แต่เพื่อนไม่ว่างเหมือนกันกับวันแรก เขาเดินไปเจอนักแสดงสาวอีก แล้วก็ผ่านไปอีก เหตุการณ์วนซ้ำไปมาไม่เปลี่ยนคนไม่เปลี่ยนที่ แต่มันก็เหมือนกับทุกคนเป็นปลาทอง วนซ้ำกันไปนับตั้งแต่วันที่เขามาถึง</p>
<p><span id="more-1054"></span></p>
<p>หนังใม่ของฮองซางซูก็เหมือนวนซ้ำนะ พลอตเรื่องก็คล้ายๆของเดิม ตัวละคร็เป็นพวกผู้กำกับำม่เอาไหน ขี้เหล้าขี้เอาเหมือนเดิม ทั้งเรื่องก็มีแค่การกินดื่ม พุดคุย มีเซกส์เหมือนเดิม ตัวละครเหมือนเดิมวนซ้ำไปมา หนังกี่เรื่องๆก็เหมือนเดิมเหมือนเดินวนไปเจอคนเดิมๆแล้วก็ทำเป็นเหมือนเจอกันครั้งแรกทุกทีนั่นแหละ</p>
<p>แต่มันก็แสบไส้ไปถึงทรวงเหมือนที่ตาผู้กำกับในเรื่องนี้โพล่งปรัชญามาจีบหญิงกลางเรื่องนั่นแหละ จริงๆแล้วแต่ละเหตุการณ์มันก็เป็นเหมือนจุดจุดหนึ่ง จุดกระจายกันเปรอะไปหมด แล้วเราก็หาทางเชื่อมโยงจุดพวกนั้นเข้าด้วกัน ลากเส้นจนจุดพวกนั้นมันกลายเป็นรูปขึ้นมา แต่เหตุบังเอิน่ะ มันไม่ใช่อะไรหรอก แเราแค่ลากจากจุดนึงไปเจจุดอื่นที่เหมือนๆกันแล้วเรก็คิดไปเองว่านี่มันเกิดซ้ำนี่นา มันต้องมีความหมายอะไรสักอย่างแน่ๆ เหตุบังเอิญนี่ต้องเป็นโชคชะตาสิ หรืออะไรสักอย่างแหละมันต้องมีควาหมาย ทั้งๆที่มันมีจุดเต็มหน้าไปหมดต่างหาก</p>
<p>หนังเรื่องนี้ก็ดำเนินตามแนวทางนี้แหละ มันตบหน้าเราด้วยการเล่นเหตุการณ์ซ้ำๆ เราผู้ชมในฐานะนกัจ้องมองจุดก็คิดเชื่อมโยงกันไปสิว่มันต้องมีอะไรสักอย่าง การพบเจอกันซ้ำๆต้องซ่อนความหมายยิ่งใหญ่ เหมือนทฤษฎีบ้าๆบอๆที่ทำให้หนังเป็นหนังว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังต้องมีความหมาย ทุกฉากเกิดขึ้นโดยมีเป้าประสงค์ ราวกับหนังเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสิ่งตายซากที่ต้องออกแบบให้มีเหตุผลและคาดเดาได้สิ เธอเจอกันซ้ำสองครั้งมันต้องมีความหมายอะไรสักอย่าง จะให้ดี ต้องไม่เหมือนเดิม ต้องมีการพัฒนาความสัมพันธ์</p>
<p>แต่มนุษย์เป็นสัตว์ไร้เหตุผล การพบเจอเหตุการณ์ซ้ำๆก็เป็นแค่เหตุการณ์ซ้ำๆ คนหน้าเหมือนกันในหนังไม่ต้องเป็นฝาแฝดกันก็ได้ เรานั่งกินร้านเดิมซ้ำๆคุยกันเรื่องเดิมๆก็ได้ เราทำบ่อยไป แล้วทำไมมันจะอยุ่บนจอไม่ได้ สิ่งที่เห็นไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นสักหน่อย ไม่ต้องมีควาหมายอะไรก็ได้</p>
<p>หนังตีเราตั้แงต่โปสเตอร์แล้ว ดูจากโปสเตอ์เราคิดว่าตัวละครตัวหนึ่งจะเป็นไอ้้ห้าว อีตัวจะเป็นไอ้ติ๋ม ประเด็นคือถ้าจะมีไอ้ห้าวหรือไอ้ติ๋มมันก็สลับตำแหน่งกันนะ โปสเตอร์มันแค่จับภาพตอนสองคนนี้กำลังเดินมาเท่านั้น ภาพบอกเรื่องไม่ได้เลยสักนิด มันตรงกัยข้ามก็ได้ หรือถ้าจะให้ดี ก็ไม่ได่้จะสื่อความอะไรอย่างที่เราคิดกันไปเลย แค่จุดของการเดินลากมาเจอกับจุดลั่นชัตเตอร์เกมือนตอนจบของหนังที่มีสาวโผล่เข้ามาอีกคน มาถ่ายรูปเฉยๆ ไม่มีอะไร</p>
<p>แต่ฮองซางซุไมไ่ด้แค่จะกวนตีนหรือพิสูจน์ทฤษฎีตัวละครอะไรอย่างเดียว การพบกันพวกนั้นมันน่าสนใจไม่ใช่ในแง่ความหมายแต่ในแง่ที่ว่าไปๆมาๆเวลามันก็เลือนไปจนหมด เราเห็นตัวละครพูดซ้ำทำซ้ำ แต่เดี๋ยวก็มีหิมะตก เดี๋ยวก็มีแดดออก พอตัวละครมันเจอกันเรื่อยๆทำเรื่องเดิมๆเรื่อยๆ เหมือนแนะนำนตัวกันเรื่อยๆเพราะลืมไปว่าแนะนำกันแล้ว มันก็เหมือนกับว่าหรือเวลามันผ่านไปเป็นปีแล้ววะ เคยเป็นไหม เราทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาจนบางทีมันก็วนกลับมาที่เดิมเวลาเคลื่อนไปงั้นแหละ เราเลี้ยวตรงนี้เจอคนนั้น แล้วก็เจออีก ไม่ค่อยรู้จักันก็ทักทายกันคล้่ายๆเดิมไม่ได้สานต่ออะไร  เจอกันบ่อยๆ ก็เหมือนเพิ่งเจอทุกที กับบางคนเราเหมือนรู้จักมานาน แต่ไม่ได้มีความหมายอะไร ฉากที่แสบไส้มากคือฉากที่ตัวผู้กำกับกิ๊กกับสาวเจ้าของร้าน เขามองเธอลึกซึ่งเหมือนคนรัก เธออาจจะยอมนอนกับเขาเพราะเห็นว่าเขามองเะธอในแบบที่ไม่มีใครมองเธอมาก่อนก็ได้ แต่ันที่จริงเขามองเธอแบบนั้นเพราะเธอหน้าเหมือนแฟนเก่าน่ะ เธอไม่รู้หรอก เขาก็ไม่รู้ว่าเขามองแฟนเก่าตอนมองเธอ ไอ้ความรัก หรืออาการขาดเธอไม่ได้ มันเป้นข้ออ้างในการเอากันนั่นแหละ ความรู้สึกตอนนั้นมันจริงหมด แต่พอพระอาทิตย์ขึ้นวันใหม่ ชีิวิตอื่นๆก็มาหา แล้วเราก็เลิกรักกันอะไรง่ายๆแบบนั้น ได้กันแล้วหนิ</p>
<p>ความเหมือนเดิมของฮองซางซูก็มีอะไรใหม่ๆ หนังมีทั้งสาวที่ได้เอา สาวที่อยากเอาแต่ไม่ได่้เอา และสาวที่ไม่ถูกเอาในเรื่อง ผู้ชายของเขายังคงเหยาะแหยะเหลวไหลไม่ได้เรื่องเหตุการณ์ก็คล้ายๆเดิมแต่ตอนจบของมันก็แสดงภาพที่น่าทึ่ง เมื่อตาผู้กำกับเดินไปเจอคนสี่คน โปรดิวเซอรื คนทำดนตรี คนเขียนบท แล้วก็ตากล้อง  ที่ตลกคือมันเหมือนกับเรื่องที่ยายอาจารย์เล่าว่าเพื่อนผู้กำกับของเธอเคยเดินไปเจอคนสี่คนที่อยู่ในวงการหนัง มันเกิดซ้ำตามปากคำ มันมีเหตุผลไหม หรือมันบังเอิญ หรือเป็นเรื่องตลก แต่หนังไม่ได้สนใจหรอกว่าทำไมมันเกิดว้ำ เพราะที่หนังสนใจคือปฏิกริยาของแต่ละคนที่ได้เจอผู้กำกับต่างหาก บางคนก็ไม่อยากคุย บางคนก็ยังเคารพ บางคนก็เฉยๆ นั่นแหละเหตุการณ์มันเกิดซ้ำได้ไม่รุ้จบแต่ที่เราสนใจคือมันเกิดิะไรกับเรายังไงต่างหาก</p>
<p>แล้สเราก็เหมือนคนนั่งดูจุด ลากเส้นกันจนหนังจบลุกไปแล้วหาหนังเรื่องื่นมาดู สร้างเส้นใหม่ๆ จากจุดมากมาย พยายามหาความเชื่อมโยง ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีอยู่ไหม</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1054/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1054/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1054&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/the-day-he-arrives-hong-sang-soo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.filmofilia.com/wp-content/uploads/2011/05/The-Day-He-Arrives.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>AN ESCALATOR IN WORLD ORDER( KIM KYUNG-MAN/2011/ST KR) บนบันไดเลื่อนประวัติศาสตร์โลก</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/an-escalator-in-world-order/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/an-escalator-in-world-order/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 13:08:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1049</guid>
		<description><![CDATA[หนังเรื่องนี้จะฉายในงานเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพครั้งที่6ในวันที่ 28 มกราคม เวลา 12.00 น. ที่หอศิลป์กรุงทเพครับ รายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ ครับ &#160; เริ่มจากภาพข่าวเก่าๆของสงครามเกาหลี บรรดาหญิงชาวบ้านในชุดประจำชาติหอบลูกจูงหลานหนีภัยสงคราม  ภาพเส้นขนานที่38 องศาเหนือ  ภาพรางรถไฟ ก่อนจะตัดไปหาภาพเครื่องบินรบทิ้งระเบิด และภาพสำคัญ ดอกไม้พิษนิวเคลียร์ ! ไม่ ว่าจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ภาพยังคืบคลานไปสู่เกาลีใต้นาวอะเดย์  ภาพงานฉลองครบรอบหกสิบปียุติสงครามเกาหลี เวทีคอนเสริ์ต การสวนสนามของทหาร ถ้อยแถลงของคริสต์ศาสนิกชนที่อ้อนวอนร้องขอให้เกาหลีเหนือยุติโครงการ นิวเคลียร์ เพื่อที่จะได้อยู่กันอย่างสันติ พระเจ้าจงเป็นพยาน ทั้งที่คนเกาหลีเหนือจะอดตาย พวกเขากลับพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์! เกือบทั้งหมดเป็นการประกอบขึ้นจากภาพของหนังข่าว หนังสารคดี ข้ามช่วงเวลา ข้ามชาติ ข้ามเส้นแบ่งเขตแดน การเสียดแทรกของเสียงจากภาพชุดหนึ่งเข้าไปในภาพชุดใหม่ๆ ภาพที่พึงประสงค์ ตัดสลับกับภาพที่ไม่พึงประสงค์  กล่าวให้ถึงที่สุด นี่คือหนังที่ให้อารมณ์อกไหม้ไส้ขมต่อโฆษณาชวนเชื่อที่ทั้งหมดคือการเรียงลำดับใหม่ของมวลมหาโฆษณาชวนเชื่อ! แปลชื่อหนังอย่างทื่อมะลื่อกำปั้นทุบดิน ว่าบันไดเลื่อนของระเบียบโลก ก็จะได้ภาพที่แสบไส้ในทำนองที่ว่า สำหรับโลกนี้แล้วสงครามเกาหลีที่ดูเหมือนเป็นสงครามกลางเมืองของพี่น้องร่วมชาตินั้นที่แท้คือภาพแทนสมรภูมิจำลองของสงครามเย็นแบบเล่นจริงเจ็บจริง ด้วยการที่ฟากฝั่งเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีน ในขณะที่เกาหลีใต้ได้รับการสนุบสนุนทั้งเงินและทหารจากอเมริกาในฐานะหัวหอก ของโลกเสรีประชาธิปไตย ฉะนั้น แบบจำลองในความตึงเครียดของคาบสมุดทรเกาหลีก็คือแบบจำลองระเบียบของโลกในยุคสงครามเย็นนั่นเอง! อย่างไรก็ดี ภาพที่เราจะได้ชมไม่ใช่หนังโฆษณาชวนเชื่อฝั่งเกาหลีเหนือกราบกรานคิมอิลซุง ภาพที่เราได้เห็นมาจากฝั่งเกาหลีใต้ล้วนๆ กล่าวให้ถูกต้องคือหนังรวบรวมจากหนังโฆษณาชวนเชื่อที่อเมริกาทำขึ้นเพื่อฉายภาพของคัวอเมริกาเองในฐานะมิตรประเทศผู้ยิ่งใหญ่ &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/an-escalator-in-world-order/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1049&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/vlcsnap-2012-01-16-18h39m03s104.png"><img class="alignnone size-full wp-image-1050" title="vlcsnap-2012-01-16-18h39m03s104" src="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/vlcsnap-2012-01-16-18h39m03s104.png?w=545&#038;h=408" alt="" width="545" height="408" /></a></p>
<p><span style="color:#ff0000;">หนังเรื่องนี้จะฉายในงานเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพครั้งที่6ในวันที่ 28 มกราคม เวลา 12.00 น. ที่หอศิลป์กรุงทเพครับ รายละเอียดเพิ่มเติม <a href="http://beffbeff.com/beff-programmes/beff6-day-by-day/">ที่นี่ </a>ครับ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เริ่มจากภาพข่าวเก่าๆของสงครามเกาหลี บรรดาหญิงชาวบ้านในชุดประจำชาติหอบลูกจูงหลานหนีภัยสงคราม  ภาพเส้นขนานที่38 องศาเหนือ  ภาพรางรถไฟ ก่อนจะตัดไปหาภาพเครื่องบินรบทิ้งระเบิด และภาพสำคัญ ดอกไม้พิษนิวเคลียร์ !</p>
<p>ไม่ ว่าจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ภาพยังคืบคลานไปสู่เกาลีใต้นาวอะเดย์  ภาพงานฉลองครบรอบหกสิบปียุติสงครามเกาหลี เวทีคอนเสริ์ต การสวนสนามของทหาร ถ้อยแถลงของคริสต์ศาสนิกชนที่อ้อนวอนร้องขอให้เกาหลีเหนือยุติโครงการ นิวเคลียร์ เพื่อที่จะได้อยู่กันอย่างสันติ พระเจ้าจงเป็นพยาน ทั้งที่คนเกาหลีเหนือจะอดตาย พวกเขากลับพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์!</p>
<p>เกือบทั้งหมดเป็นการประกอบขึ้นจากภาพของหนังข่าว หนังสารคดี ข้ามช่วงเวลา ข้ามชาติ ข้ามเส้นแบ่งเขตแดน การเสียดแทรกของเสียงจากภาพชุดหนึ่งเข้าไปในภาพชุดใหม่ๆ ภาพที่พึงประสงค์ ตัดสลับกับภาพที่ไม่พึงประสงค์  กล่าวให้ถึงที่สุด นี่คือหนังที่ให้อารมณ์อกไหม้ไส้ขมต่อโฆษณาชวนเชื่อที่ทั้งหมดคือการเรียงลำดับใหม่ของมวลมหาโฆษณาชวนเชื่อ!<br />
<span id="more-1049"></span><br />
แปลชื่อหนังอย่างทื่อมะลื่อกำปั้นทุบดิน ว่าบันไดเลื่อนของระเบียบโลก ก็จะได้ภาพที่แสบไส้ในทำนองที่ว่า สำหรับโลกนี้แล้วสงครามเกาหลีที่ดูเหมือนเป็นสงครามกลางเมืองของพี่น้องร่วมชาตินั้นที่แท้คือภาพแทนสมรภูมิจำลองของสงครามเย็นแบบเล่นจริงเจ็บจริง ด้วยการที่ฟากฝั่งเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีน ในขณะที่เกาหลีใต้ได้รับการสนุบสนุนทั้งเงินและทหารจากอเมริกาในฐานะหัวหอก ของโลกเสรีประชาธิปไตย ฉะนั้น แบบจำลองในความตึงเครียดของคาบสมุดทรเกาหลีก็คือแบบจำลองระเบียบของโลกในยุคสงครามเย็นนั่นเอง!</p>
<p>อย่างไรก็ดี ภาพที่เราจะได้ชมไม่ใช่หนังโฆษณาชวนเชื่อฝั่งเกาหลีเหนือกราบกรานคิมอิลซุง ภาพที่เราได้เห็นมาจากฝั่งเกาหลีใต้ล้วนๆ กล่าวให้ถูกต้องคือหนังรวบรวมจากหนังโฆษณาชวนเชื่อที่อเมริกาทำขึ้นเพื่อฉายภาพของคัวอเมริกาเองในฐานะมิตรประเทศผู้ยิ่งใหญ่ และเื้ออารีต่อประเทศเล็กๆอย่างสุดจิตสุดใจ สงครามเกาหลีนั้นจบลงในสามปี แต่ดังเช่นที่เรารู้เกาหลียังคงแบ่งประเทศตราบจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ภาพของหนังทั้งหมดจึงมาจากช่วงเวลายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่ยุคสงครามจนถึงถ้อยแถลงร่วมสมัยของชาวเกาหลีใต้ที่ขอร้องให้อเมริการอย่าได้ถอนกำลังออกจากประเทศนี้เลย</p>
<p>เราจะด้เห็นภาพของพ่อแม่พี่น้องชาวเกาหลีในอดีตอพยพย้ายถิ่นฐาน เสียงบรรยาภาษาอังกฤษบอกว่าอเมริกาให้การช่วยเหลือชาวเกาหลีในการอพยพเป็นอย่างดีทั้งนี้โยตัดสลับไปยังภาพของทหารอมริกันถือปืนยืนคุมบรรดาชาวเกาหลีที่นั่งกับพื้นยกมือกุมหัวอย่างยอมจำนน  ภาพถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเกาหลีที่ซาบซึ่งในน้ำใจของอเมริกา ภาพการไปเยือนอเมริกาของประธานาธิบดีเกาหลี ภาพประธานาธิบดีเรแกนมาเยือนเกาหลี  ชื่นมื่นเบิกบานด้วยขบวนแห่ที่มีภาพของปรธานาธิบดีสองประเทศขนาดยักษ์อยู่เคียงคู่กัน ประดุจคิมอิลซุงเคียงคู่คิมจองอิล ภาพของสตรีหมายเลขหนึ่งของแต่ละประเทศพูคุดยหยอกล้อ  แม้แต่ภาพของท่านประธานาธิบดีโทรหาลูกที่เกาหลีบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน  ภาพไล่เรื่อยไปจนถึงการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคที่กรุงโซล หรือภาพเด็กสาวชาวเกาหลีกับที่เดินทางไปรับเพื่อนทางจดหมายชาวอเมิรกันของเธอที่มาเยี่ยมเยือนและเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศ และแน่นอน นานๆครั้งจะมีการตัดสลับภาพการเดินขบวนของนักศึกษา เหตุการร์สังหารหมู่ในปี 1980 ที่เมืองกวางจู  สอดแทรกในจังหวะที่เหมาะเจาะเมื่อเสียงนั้นต่างพูโถึงความรุ่งเรืองของเมืองเกาหลี!</p>
<p>ด้วยลีลาของการใช้ภาพข่าวร้อยเรียงเข้าหากัน หนังเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงหนังที่เป็นเสมือนคู่แฝดในทางตรงกันข้ามอย่างTHE AUTOBIOGRAPHICAL OF NICOLAE CEAUCESSCU (ANDRIE UJICA/2010)หนังที่ร้อยเอาเฉาพะความรุ่งโรจน์ของ นิโคไล เชาเชสกูผู้นำผเด็จการสังคมนิยมของโรมาเนียตลอดยุคสงครามเย็น หนังทั้งเรื่องประกอบขึ้นจากฟุตเตจหนังข่าวเช่นกันหากคัดเอาเฉพาะแต่ภาพโฆษณาชวนเชื่อโหมประโคมความยิ่งใหญ่ของเชาเขสกู เว้นก็เพียงฉากเปิดและฉากจบ ที่ได้มาจากการสอบสวนเชสเชสกูก่อนสังหารโหด!</p>
<p>ใน AONC นั้นภาพและเสียงมุ่งตรงไปยังประเด็นเดียวคือการแสดงภาพของนิโคไลอันรุ่งเรือง ยิ่งหนังแสดงภาพฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมากเท่าไร ยิ่งมีขบวนประชาชนหรือผู้นำสำคัญต้อนรับเขามากเท่าไร เรายิ่งเข้าใจประโยคสุดท้ายในชีวิตเขา ในฐานะของผู้ไม่เคยเข้าใจว่าเขาทำผิดตรงไหนมาตลอดชีวิต</p>
<p>ด้วยวิธีการเดียวกันนั้นเอง ESCALATOR ได้เปิดเผยให้เห็นอำนาจของอเมิรกาที่แผ่อยู่เหนือเกาหลีใต้ ที่น่าขันก็คือในขณะที่AONC นั้นทำจากฟุตเตจของฝั่งคอมมิวนิสต์ ที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นภาพแทนของการโฆษณาชวนเชื่อกล่มอประสาทผู้คน เรากลับพบว่าภาพข่าวในESCALATOR นั้นกลับทรงประสิทธิภาพไม่แพ้กันในการกล่อมขวัญผู้คน ในการทำให้เชื่อถึงภัยคอมมิวนิสต์ เชื่อในความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอเมริกา (ในนามของมิตรประเทศ)  เราได้เห็นแสนยานุภาพของอเมิรกา ในรุปแบบของปืนรบ เครื่องบิน  หรือแม้แต่จรวดมิไซล์ และ ปรมาณู(คำบรรยายคือ นี่คือหัวรบมิสไซลส์ แสงเรืองรองของความหวังแห่งเสรีภาพ!) หรือแม้แต่ขบวนทหาร ในขณะเดียวกันภาพของเกาหลีใต้ตลอดทั้งเรื่อง (หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือสเมอไปในหนังข่าวโฆาณาชวนเชื่อ) คือภาพของความอ่อนโยนวัฒนธรรมโบราณรุ่มรวย ลักษณะที่ต้องปกป้องเอาไว้ เป็นเหยื่อ เป็นสิ่งที่ต้องการการช่วยเหลือ โดยไม่รู้ตัวคุณค่าความงามใดๆกลายเป็นเพียงภาพร่างแบบที่ทีความเป็นหญิง เหยื่อที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และรอการคุ้มครองจากอเมริกา ด้วยความปรีดาอารี (กล่าวในแง่นี้ ชุดประจำชาติของเกาหลีที่ปรากฏอยู่รื่อยไปจึงเน้นที่ชุดของสตรี ในขณะเดียวกันภาพจำที่เราเ็นคือการแสดงของเด็กและสตรี ทั้งเด็กๆแต่งตัวเป็นทหารร้องเพลงต้อนรับประธานาธิบดี ไล่ไปจนถึงฉากสำคัญที่บรรดานางรำในชุดประจำชาติร่วมร้องเพลงGod Bless America!</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เพียงการร้อยเรียงภาพตามลำดับเวลา หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะของการลำดับประวัติศาสตร์ของการโฆษณาชวนเชื่อแบบทื่อมะลื่อ การเสียดแทรกอารมณ์ขื่นขันเข้าไปในหนังถูกใช้ผ่านารลำดับภาพที่ชวนขัดแย้งขัดแข้งขัดขากันเองการโยกเสียงหนึ่งมาอยุ่ในภาพหนึ่ง ดังเช่นการปล่อยให้เสียงของชาวคริสต์ที่ร้องหาอเมริกา เสะเทือนก้องไปในภาพข่าวโบราณที่แสดงการยาตราทัพของอเมิรกาเอง หรือเสียงยินดีปรีดาในหนังข่าวที่คลอไปกับภาพของการประท้วงของนักศึกษาที่โดนปราบปรามอย่างรุนแรง</p>
<p>ในขณะเดียวกันการใส่ภาพข่าวอย่างเช่น การส่งทหารเกาหลีไปรบที่เวียดนามเพื่อจะได้ึกยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับเกาหลีเหนือ หรือการเสไปเอาภาพจากสารคดีท่องเที่ยวเกาหลีที่พูดเรื่องความดีงามหวานเยิ้มหยดย้อยผ่านทางเรื่องเล่าของสองสาวเพนเฟรนดส์ ก็ทำให้ความขึงขังของการเป็นภาพข่าวต่อเนื่องยาวนานลดทอนลงไปสู่การเสียดเย้ยที่สุดแสนกระอักกระอ่วนในฐานะของการย้อนมองกลับจากปีปัจจุบัน</p>
<p>เราอาจจะกล่าวได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการขึ้นบันไดเลื่อน ซึ่งไม่ทราบว่าเลื่อนขึ้นเลื่อนลง เคลื่อนไปข้างหน้าหรือถอยหลัง ภพาข่าวแต่ละชื้นประกอบกันในลักษณะของทิวทัศน์ประวัติศาสตร์ที่เคลื่อนผ่านเราไป ภาพร่างของสงครามเย็นในประเทศที่ทำหน้าที่สงครามตัวแทนซึ่งเวลาได้ทำให้มันช่างขบจันและขมขื่นในเมื่อตอนนี่โซเวียตแตก จีนเปิดประเทศ เวียดนามรวมชาติ และอเมริกาอ่อนกำลังลง แต่สถาณการณ์ของเกาหลีสองฟากกลับไม่ได้มีทีท่าที่แตกต่างกันเลยแม้แต่้อย ระเบียบของโลกใหม่กำลังเคลื่อนไปต่อหน้า และเรายืนมองจากตรงนี้ในฐานะของคนบนบันไดเลื่อนที่ไม่สามารถแม้แต่จะขยับขาองได้ด้วยซ้ำ เพียงรอให้มันเลื่อนเคลื่อนไปก็เท่านั้น</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1049/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1049/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1049&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/19/an-escalator-in-world-order/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/vlcsnap-2012-01-16-18h39m03s104.png" medium="image">
			<media:title type="html">vlcsnap-2012-01-16-18h39m03s104</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>I SAW THE DEVIL (KIM JEE WOON /2010/ST KR) ปีศาจ</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/11/i-saw-the-devil-kim-jee-woon-2010st-kr/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/11/i-saw-the-devil-kim-jee-woon-2010st-kr/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 12:43:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1039</guid>
		<description><![CDATA[คำถามที่น่าสนจากชื่อเรื่อง คือ ใครคือ I ตามด้วย SAW เป็นการมองของใคร และอะไรคือ DEVIL ในหนังเรื่องนี้ อันที่จริงพลอตมันซ้ำซากมากๆว่าด้วยการที่คนคนหนึ่งถูกความแค้นฉุดลากลงไปสู้กับปีศาจด้วยการกลายเป็นปีศาจเสียเอง ตัวเรื่องคือ ฆาตกรโรคจิตจับผู้หญิงไปฆ่าหั่นศพ จับเมียเขาไปฆ่าหั่นศพ เขาเลยพักงาน ออกตามล่าตัวฆาตกร   เล่นเกมแมวจับหนูโดยจับแล้วปล่อย จับมันมาทรมาน แล้วให้มันหนีไป แล้วตามไปทรมานมันอีก จนไปเจอพวกกินเนื้อคน ไปเจอการโต้กลับของฆาตกรโรคจิต แล้วทั้งหมดลงเอยกันอย่างบ้าระห่ำ บางทีDEVIL ก็อาจหมายถึงความรุนแรงทั้งหมดในหนังก็เป็นได้ จะว่าไปหนังเป็นเหมือนหนังในทำนอง LAST HOUSE ON THE LEFT หรือ  I SPIT ON YOUR GRAVE เป็นหนังแบบการตามล่าล้างแค้นพวกทรชน แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ส่วนที่ต่างกันคือมันออกจะเป็นแนวกลับหัวกลับหางเน้นกันคนละส่วน นั่นคือแทนที่จะเป็นtorture porn ของเหยื่อสาว กลับเป็นtorture porn ของตัวฆาตกรเอง ในขณะที่คนดูหนังกลุ่มนี้ได้รับความพึงพอใจทางตาสองต่อจากการดูเหยื่อสาวถูกทารุณเปิดเผยเนื้อหนังมังสา แล้วยังได้สำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านทางการกำจัดพวกชั่วช้าใยช่วงท้าย ที่ละทิ้งการตั้งคำถามว่าความรุนแรงที่สาสมกันนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะควรแล้วหรือ (แต่แน่นอน ความสาสมใจย่อมมาก่อน) การย้อนรอยในหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่ขยายผลความแค้นให้เบ่งบานออกมา เรามีตัวละครที่ชั่วอย่างไร้ที่ติในฐานะฆาตกรโรคจิตที่ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่อีกแล้ว เราเลือกข้างตัวเอกของเรื่องได้ในแทบจะทันที เราได้รับความสะใจอย่าสาสม &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/11/i-saw-the-devil-kim-jee-woon-2010st-kr/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1039&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/shapeimage_1.png?w=700&#038;h=400" alt="" width="700" height="400" /></p>
<p>คำถามที่น่าสนจากชื่อเรื่อง คือ ใครคือ I ตามด้วย SAW เป็นการมองของใคร และอะไรคือ DEVIL ในหนังเรื่องนี้ อันที่จริงพลอตมันซ้ำซากมากๆว่าด้วยการที่คนคนหนึ่งถูกความแค้นฉุดลากลงไปสู้กับปีศาจด้วยการกลายเป็นปีศาจเสียเอง ตัวเรื่องคือ ฆาตกรโรคจิตจับผู้หญิงไปฆ่าหั่นศพ จับเมียเขาไปฆ่าหั่นศพ เขาเลยพักงาน ออกตามล่าตัวฆาตกร   เล่นเกมแมวจับหนูโดยจับแล้วปล่อย จับมันมาทรมาน แล้วให้มันหนีไป แล้วตามไปทรมานมันอีก จนไปเจอพวกกินเนื้อคน ไปเจอการโต้กลับของฆาตกรโรคจิต แล้วทั้งหมดลงเอยกันอย่างบ้าระห่ำ<br />
บางทีDEVIL ก็อาจหมายถึงความรุนแรงทั้งหมดในหนังก็เป็นได้ จะว่าไปหนังเป็นเหมือนหนังในทำนอง LAST HOUSE ON THE LEFT หรือ  I SPIT ON YOUR GRAVE เป็นหนังแบบการตามล่าล้างแค้นพวกทรชน แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ส่วนที่ต่างกันคือมันออกจะเป็นแนวกลับหัวกลับหางเน้นกันคนละส่วน นั่นคือแทนที่จะเป็นtorture porn ของเหยื่อสาว กลับเป็นtorture porn ของตัวฆาตกรเอง ในขณะที่คนดูหนังกลุ่มนี้ได้รับความพึงพอใจทางตาสองต่อจากการดูเหยื่อสาวถูกทารุณเปิดเผยเนื้อหนังมังสา แล้วยังได้สำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมผ่านทางการกำจัดพวกชั่วช้าใยช่วงท้าย ที่ละทิ้งการตั้งคำถามว่าความรุนแรงที่สาสมกันนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะควรแล้วหรือ (แต่แน่นอน ความสาสมใจย่อมมาก่อน)</p>
<p><span id="more-1039"></span></p>
<p>การย้อนรอยในหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่ขยายผลความแค้นให้เบ่งบานออกมา เรามีตัวละครที่ชั่วอย่างไร้ที่ติในฐานะฆาตกรโรคจิตที่ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่อีกแล้ว เราเลือกข้างตัวเอกของเรื่องได้ในแทบจะทันที เราได้รับความสะใจอย่าสาสม เพราะเราได้เห็นฆาตกรโดนไล่ล่า โนทุบตีอย่างทรมานให้ตายช้าๆ ในขณะเดียวกันเวลาที่ยืดยาวออกไป ความโหดเหี้ยมที่ประเคนใส่หน้าเราชนิดที่ TORTURE PORN เป็นคำที่เบาเกินไปที่จะใช้อ้าง (หนังเกาหลี extremeรุนแรงในระดับที่หนักกว่า French extreme ในความคิดของผู้เขียน)  การณ์เลยเป็นว่าเราค่อยๆลอบสังเกตอาการ ‘เลยเถิด’ของตะวละครที่เราเอาใจช่วย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่โหดเหี้ยมเกินไป หรือการที่เราหวั่นใจว่าถึงที่สุดเกมที่เขาวางหมากจะย้อนกลับมาเล่นงานเขาเองซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น</p>
<p>มันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เลยว่าทำไมหนังจึงเลือกทางของการให้ความรุนแรงชนิดถึงลูกถึงคน  ชนิดที่เกินเลยไปมาก ชนิดที่เปิดเผยให้เห็นภาพของเลือด เนื้อ ศพ อาจม  หรือการกระทำทารุณแบบไม่ปิดบัง ความทารุณเหล่านี้คือปีศาจ คุณต้องนั่งดูมัน และความพึงใจค่อยๆละจากตัวคุณไปทีละน้อย  ความพึงพอใจของหารดูหนังในทำนองนี้ถูกเลาะออกให้เราเห็นถึงความชั่วร้ายแบบแท้จริงของมัน เมื่อเราเบือนห้าหนี บอกว่ามากเกินไป มันก็บรรลุผล ความสะใจถูกลอกเปลือกออกเห็นปีศาจที่เรายกย่องเป็นวีรบุรุษ มนุษย์ถูกความแค้นผลักให้ไปได้ไกลแค่ไหน และเขาจะได้รับสิ่งใดตอบแทน ราคาค่าใช้จ่ายของการสู้กับปีศาจด้วยการเป็นปีศาจ  กล่าวในจุดนี้ ฉากที่ดีที่สุดในหนังฉากหนึ่งจึงเป็นฉากที่นายตำรวจกระโดดเข้าไปต่อยพระเอกแล้วถามว่ารู้ไหมว่าทำอะไรลงไป</p>
<p>อย่างไรก็ดี เราจะมองว่าสิบห้านาทีสุดท้ายของหนังนั้นล้มเหลวหรือเปล่า เมื่อถึงที่สุดตัวละครกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง และอีกครั้งหนังเลือกตอบสนองความสาแก่ใจของคนดู ฉากการทรมานและฆ่ากันในท้ายที่สุดนี้มันชวนให้คิดก้ำกึ่งระหว่างความพึงใจที่ได้ลงโทษล้างแค้นคนชั่ว กับการกระอักความรุนแรง แม้หนังจะเลือกทางที่โหดเหี้ยมที่สุดที่จะให้ได้ เราก็อดรู้สึกในทำนองว่า ความรุนแรงในฉากนี้นั่นมีความน่าพึงพอใจ เป็นการผ่อนคลาย จากบ่วงที่ตัวละครสร้างขึ้นรัดคอตัวเองมาตลอดเรื่อง  ปีศาจถูกทำลายลง อย่างสาแก่ใจที่สุด ว่าด้วยการแสวงหาความรู้สึก ที่ไม่ใช่ความสำนึกผิด (ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีความรูสึกผิด) แต่เป็นการสร้างความเจ็บปวดถึงที่สุดให้แก่กัน การโยนก้อนหินให้ทับหน้าอกของกันและกัน</p>
<p>อย่างไรก็ดีต่อให้หนังจบลงในฐานะหนังล้างแค้นไม่ติดค้าง หนังก็ถือว่าไปไกลในการสร้างปีศาจให้เราเห็น ปีศาจที่ว่าไม่ใช่คนคนใดคนหนึ่งแต่เป็นกระบวนการแห่งความรุนแรง ซึ่งกล่าวให้ถูฏต้องคือสิ่งที่เราตั้งความปรารถนาเอาไว้ในการตีตั๋วเข้าชมหนังเรื่องนี้</p>
<p>หนังจึงเป็นเหมือนลูกมือ FUNNY GAMES ของHANEKE เป็นเสมือน ภาคแยกของหนังอย่างTHE STRANGERS ซึ่งเราพอจะบอกได้ในที่สุดว่าไม่ใช่แค่เราตีตั๋วเขาไป SAW THE DEVIL แต่เราได้กลายเป็น DEVIL โดยการให้DEVIL ทำงานแทนเราในการเติมเต็มจินตนาการอันน่าพึงใจของการล้างแค้นนั้นเอง</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1039/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1039/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1039&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/11/i-saw-the-devil-kim-jee-woon-2010st-kr/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/shapeimage_1.png?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>My Rough Schedule for WFFBKK 2012</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/10/my-rough-schedule-for-wffbkk-2012/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/10/my-rough-schedule-for-wffbkk-2012/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jan 2012 17:36:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[my own private cinema]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1034</guid>
		<description><![CDATA[i have to skipped tuesday to saved the day for BEFF SATURDAY 21 JANUARY 2012 11.00        Great Day – 2010, Malaysia, 91min 13.30        Short Wave Programme 3 , International, 77min 15.40        Hair – 2011, Turkey, 131min Q&#38;A 19.00        The Kid Who Lies – 2011, Peru, 94min 21.00        P-047 – Thailand, &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/10/my-rough-schedule-for-wffbkk-2012/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1034&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/berlinturin718.jpg"><img title="berlinturin718" src="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/berlinturin718.jpg?w=545&#038;h=349" alt="" width="545" height="349" /></a></strong></p>
<p><span id="more-1034"></span></p>
<p>i have to skipped tuesday to saved the day for BEFF</p>
<p><strong>SATURDAY 21 JANUARY 2012</strong></p>
<p>11.00        Great Day – 2010, Malaysia, 91min</p>
<p>13.30        Short Wave Programme 3 , International, 77min</p>
<p>15.40        Hair – 2011, Turkey, 131min Q&amp;A</p>
<p>19.00        The Kid Who Lies – 2011, Peru, 94min</p>
<p>21.00        P-047 – Thailand, 2011, 96min, Q&amp;A</p>
<p><strong>SUNDAY 22 JANUARY 2012</strong></p>
<p>11.00        No.89 Shimen Road – 2010, China, 85min</p>
<p>13.00        Lovely Man – 2010, Indonesia, 75min</p>
<p>15.30        Turin Horse – 2011, Hungary, 146min Q&amp;A</p>
<p>19.00        Little Jerusalem – 2005, France, 94min</p>
<p>21.00        I Carried You Home – 2011, Thailand, 115min, Q&amp;A</p>
<p><strong>MONDAY 23 JANUARY 2012</strong></p>
<p>11.00        Short Wave Programme 2, International, 91min</p>
<p>13.30        Short Wave Programme 5, Thailand, 82min</p>
<p>15.40        Zephyr – 2010, Turkey, 93min Q&amp;A</p>
<p>18.00        La Acacias – 2011, Argentina, 85min</p>
<p><strong>WEDNESDAY 25 JANUARY 2012</strong></p>
<p>11.00        Juliets – 2010, Taiwan, 106min</p>
<p>14.00        The Half of the World – 2010, Mexico, 92min</p>
<p>16.40        Tokyo Day – 2011, Japan, 21min shows with</p>
<p>A Formal Film In Nine Episodes, Prologue &amp; Epilogue India, Germany, 52min</p>
<p>18.50        The Cave Of Forgotten Dream 3D, 2011, USA, 90min, No Eng Sub.</p>
<p>22.00        The Beetle Soldiers – 2011, Indonesia, 106min</p>
<p><strong>THURSDAY 26 JANUARY 2012</strong></p>
<p>11.00        The Ballad Of Genesis And Lady Jaye – 2010, USA, 75min, No Eng Sub.</p>
<p>13.30        Walkover – 1965, Poland, 77min</p>
<p>15.30        Short Wave Programme 1, International, 68min</p>
<p>18.00        Short Wave Programme 4, International, 90min</p>
<p>20.30        Lung Neaw Visits His Neighbour – 2011, Thailand, 149min</p>
<p><strong>FRIDAY 27 JANUARY 2012</strong></p>
<p>13.00        George The Hedgehog – 2010, Poland, 90min</p>
<p>15.30        Dance Town – 2010, South Korea, 95min</p>
<p>18.00        Return Ticket – 2011, China, 88min</p>
<p>20.10        Once Upon A Time In Anatolia – 2011, Turkey, 150min</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1034/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1034/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1034&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/10/my-rough-schedule-for-wffbkk-2012/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://filmsick.files.wordpress.com/2012/01/berlinturin718.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">berlinturin718</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ลุงบุญมีระลึกชาติ ( อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล/2010 / ไทย)การเปลี่ยนความทรงจำให้เป็นประวัติศาสตร์</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/uncleboonme/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/uncleboonme/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 04:20:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1031</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#8220;ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย&#8221; *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้ ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19  ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D&#8217;or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ&#8217;ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)&#8217; ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/uncleboonme/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1031&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://cinemasights.files.wordpress.com/2011/07/uncleboonmee-darkafterlife.jpg?w=700&#038;h=300" alt="" width="700" height="300" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย&#8221; *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า</p>
<p>ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้</p>
<p>ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19  ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี<br />
นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D&#8217;or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ&#8217;ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง<br />
กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)&#8217; ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม หมู่บ้านที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกเรียกว่าหมู่บ้านเสียงปืนแตก เนื่องจากเป็นสถานที่แรกในการเปิดฉากต่อสู้ระหว่างกองกำลังของคอมมิวนิสต์กับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากตัวหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ ยังมีหนังสั้นอย่าง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี&#8217; หรือ THE PHANTOM OF NABUA ที่เล่าเรื่องแตกแยกย่อยออกไป (ไม่ได้หมายถึงแตกย่อยจากตัวหนัง แต่ตัวหนังก็เป็นส่วนแตกย่อยส่วนหนึ่งของทั้งโปรเจคต์ด้วยเช่นกัน)<br />
<span id="more-1031"></span><br />
อย่างไรก็ดีเมื่อมองแยกส่วนเฉพาะลุงบุญมีระลึกชาติ เราอาจจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะความทรงจำของภาคอีสานซึ่งปะปนเข้ากับความทรง จำของผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานและความทรงจำของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้กำกับเลือกใช้ การระลึกชาติในความหมายของหนังนั้นเป็นไปได้ทั้งกว้างและลึกในขณะเดียวกันก็ แนบเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง ประวัติศาสตร์ ชีวิต และ เรื่องเล่า</p>
<p>ลุงบุญมีระลึกชาติ<br />
ดูเหมือนว่าการระลึกชาติในความหมายของหนังเรื่องนี้ที่แท้แล้วไปไกลกว่าการระลึกชาติในความหมายเชิงกึ่งพุทธกึ่งผีที่พูดถึงชาตอนี้ ชาติหน้าหรืออดีตชาติ แต่เพียงถ่ายเดียว ตามวิธีนั้น ประวัติศาสตร์ของชีวิต (ในแต่ละชาติ) วิ่งเป็นเส้นตรงแนวดิ่งจากอดีตชาติไล่เรียงไปจนถึงชาติหน้า  แต่การระลึกชาติของลุงบุญมีไม่ได้เป็นไปเพียงในลักษณะเช่นนั้นอย่างเดียว<br />
หนังเริ่มเปิดฉากด้วยภาพของควายซึ่งหลุดออกจากหลักวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าอันมืดมิด ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของลุงบุญมี กับป้าเจนและโต้ง เรื่องของจาย  และการกลับมาของฮวย ผีเมียลุงบุญมี กับบุญส่งที่ตอนนี้ได้เมียเป็นลิง และตัวเองก็กลายเป็นลิง ตัดไปยังเรื่องเล่าของเจ้าหญิงที่แอบหลงรักองครักษ์ แต่กลับไปลงเอยกับปลาดุกพูดได้ และกลับมาที่ชีวิตช่วงท้ายของลุงบุญมี และเหตุการณ์หลังจากนั้น<br />
การระลึกชาติที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่มีเพียงการเกิดมาเป็นคนแต่เพียงอย่างเดียว มีนิทานพื้นบ้านมากมายที่เล่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด คนอาจเปิดเป็นปลาบู่หรือเป็นต้นไทร  การเกิดเป็นสัตว์ในชาติหนึ่งและเป็นคนในอีกชาติหนึ่งไม่ใช่เรื่องพิศวงงงวยในความเชื่อของเรา พิจารณากันในแง่นี้ บุญมีอาจมองเห็นตัวเองเป็นควายในชาติที่แล้วหรือปลาดุกในชาติก่อนหน้านั้น บางทีฮวยอาจระลึกชาติเห็นสามีในอดีตชาติของเธอ บุญส่งได้กลายเป็นลิงในชาตินี้(มนุษย์กลายเป็นชาติที่แล้วของเขา) ป้าเจนก็อาจกลายเป็นแมลงในชาติหน้า (ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเช่นว่าการช๊อตแมลงด้วยที่ช๊อตไฟฟ้า หรือเดินเหยียบผีเสื้อกลางคืนนั้นเป็นบาป) บูญมีเองก็อาจเกิดใหม่กลายเป็นผึ้งที่โดนจับมารีดน้ำหวานในรังที่เขาทำไว้ในชาตินี้ มีสัตว์มากมายอยู่ในหนัง บางชนิดพูดได้ บางชนิดครึ่งสัตว์ครึ่งคน มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ (ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้จริง ) เราเชื่อเรื่องพวกนี้เมื่อราได้เห็น เพราะมันไหลเวียนอยู่ในชีวิตของเราในเรื่องเล่าประจำวัน ในตำนานพื้นบ้าน ในนิทาน ในเรื่องไสยศาสตร์ประจำบ้าน เจ้าหญิงอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าของป่าเมื่ออดีตชาติ กระทั่งหญิงงามในเงาน้ำที่เจ้าหญิงมองเห็น นั่นก็อาจเป็นชาติที่แล้วของนาง การระลึกชาติไหลเวียนและผุดบังเกิดในแง่นี้อยู่อย่างสวยสดงดงามลึกลับชวนสะพรึงแนบไปกับเนื้อของชีวิต<br />
ในขณะเดียวกันการระลึกชาติก็ไม่ได้มาในรูปการเปลี่ยนร่างในการเกิดชาติใหม่ แต่เพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของหนังเราได้เห็นการระลึกชาติผ่านทางการ&#8217;เปลี่ยนบทบาท&#8217;ในชาติ เดียวกัน นั่นคือเมื่อพระโต้ง (ที่ต้องบวชหน้าไฟเพราะลุงบุญมีไม่มีญาติที่ไหนหลงเหลืออยู่อีกนอกจากโต้ง ที่ที่จริงแล้วเป็นหลานของป้าเจนอีกต่างหาก) ออกจากวัดในยามวิกาลมาที่ห้องโรงแรมของป้าเจนเนื่องเพราะนอนไม่หลับ ฉากนี้เราเห็นพระโต้งถอดสบงจีวร เปลี่ยนชาติกลับไปเป็นมนุษย์ (แถมป้าเจนยังเรียกว่าไอ้ลูกหมาอีกต่างหาก) ก่อนที่จะพากันออกไปหามื้อดึกกินกันเพื่อที่จะพบว่า มีตัวตนของพวกเขาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ในอีกชาติหนึ่งซึ่งดำเนินไปพร้อมกันราวกับมิติคู่ขนาน  บางทีลุงบุญมีเองก็อาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของโต้ง ชาติที่พูดภาษาอีสาน(โต้งพูดอีสานไม่ได้) หรือบางทีโต้งอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของบุญส่งลูกชายลุงบุญมีที่เป็นลิงไป แล้ว พอๆกับที่ป้าเจนเป็นชาติ(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของฮวยผู้เป็นพี่สาวก็เป็นได้  ความไหลเลื่อนเชิงรูปแบบแห่งการระลึกชาติในหนังซึ่งบอกเล่าอย่างคลุมเครือ นี้คือหัวใจ การระลึกชาติเกิดขึ้นในทุกความเป็นได้ ไม่ใช่แค่ในหนังกระทั่งในชีวิตของเราเองก็เช่นกัน มีบ่อยไปที่เรามองเห็นใครคนหนึ่งเป็นภาพแทนของใครบางคน ทั้งที่คงอยู่ หรือที่จากไป ทั้งในฐานะของมนุษย์ และในฐานะของตำแหน่งหน้าที่ ไล่ไปจนถึงบทบาททางสังคม บางสิ่งยังคงดำรงอยู่ในชาติที่แล้วในระนาบเวลาของชาตินี้</p>
<p>อภิชาติพงศ์ระลึกชาติ<br />
เลยพ้นไปจากเรื่องเล่าของการระลึกชาติ ที่แท้แล้วหนังเร่องนี้ก็คือการระลึกชาติโดยตัวของมันเอง ทั้งในแง่การรนะลึกชาติของอภิชาติพงศ์เองในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา (หากเราจะเล่าใหม่ว่าหนังหนึ่งเรื่องคือหนึ่งชาติของอภิชาติพงศ์) และในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ตัวหนังเรื่องนี้คือการ&#8217;ระลึกชาติ&#8217;ถึงหนังไทยในยุคสมัยซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว และยังรวมถึงการระลึกชาติวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทบ้าน ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในระนาบเวลาปัจจุบันนี้<br />
นอกเหนือจากป้าเจน และโต้ง ดาราคู่บุญของอภิชาตพงศ์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น ‘ร่องรอย&#8217;ของหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของเขาเอง ที่น่าสนใจคือในคราครั้งนี้เรากลับรู้สึกถึงการพาเหรดกันมาของบรรดาหนังเก่าเหล่านั้น ราวกับขณะที่เรานั่งชม ลุงบุญมีระลึกชาติเราก็ได้ระลึกถึงบรรดาหนังเก่าๆของเขาด้วย ตั้งแต่ฉากช่วงปิดเรื่องกับภาพจำประจำหนังของเขา อย่างภาพถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ (สุดสเน่หา) หรือกะบะท้าย(สัตว์ประหลาด! , UNKNOWN FORCES (งานวีดีโอที่สะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของแรงงานไทย ผ่านทางความรู้สึกของการนั่งท้ายรถกะบะ) หรือMOBILE MEN ที่พูดเรื่องเดียวกัน แต่ชวนให้ใคร่ครวญว่าเป็นความทรงจำของบรรดาแรงงานต่างด้าวอีกต่างหาก) ฉากป่าตอนเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึงป่าใน สัตว์ประหลาด! ฉากการเดินเล่นของป้าเจนกับลุงบุญมี เลยไปถึงกาหยอกล้อเล่นกับจาย หนุ่มคนงานชาวลาว ทำให้นึกถึงฉากซึ่งคล้ายคลึงกันระหว่างป้าเจนกับมินอูในสุดเสน่หา (ซึ่งจะว่าไปตัวจายในฐานะคนต่างด้าวก็แทบจะเป็นตัวแทนของมินอูได้เลย)  ฉากการสมรักของเจ้าหญิงท่ามกลางธารน้ำเย็นฉ่ำ ก็ทำให้คิดถึงฉากเดียวกัน(ด้วยท่าทางเดียวกัน และด้วยลักษณาการของผื่นผิวหนังแบบเดียวกัน)ของมินอูใน สุดเสน่หา ซึ่งว่ากันอีกทีตัวละครเจ้าหญิงและเรื่องเล่าในช่วงนี้ ก็ชวนให้คิดถึง ราตรีสีเลือดหนังซึ่งซ้อนอยู่ในหนังเรื่อง WORLDLY DESIRE งานที่เขาให้พิมพกา วิระ มากำกับหนังเรื่องราตรีสีเลือด แล้วถ่ายทำหนังเรื่องนี้ซ้อนกองถ่ายไปอีกครั้ง ซึ่งแน่ละ ราตรีสีเลือดเป็นหนังที่ถ่ายทำเพื่อเฉลิมฉลอง และระลึกให้กับหนังไทยยุคโบราณ (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ย่อมคือ ‘หัวใจทรนง&#8217;นั่นเอง) ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป<br />
ตัวของบุญส่งลูกชายลิงผีของลุงบุญมีก็แทบจะกลืนกลายไปเป็นตัวละครเดียวกัน กับเสือผีใน สัตว์ประหลาด! (กระทั่งนายทหาร ก็ยังมาปรากฏในฉากรูปถ่าย ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่ารูปถ่ายชุดนั้นอาจหลุดรอดออกมาจากฉากทหารถ่ายรูปหมู่กับ ศพประหลาดกลางทุ่งในฉากเปิดเรื่องของสัตว์ประหลาด!ก็เป็นได้ และความหมายของนายทหารในลุงบุญมีฯ ยังยั่วล้อไปกับความหมายของนายทหารในสัตว์ประหลาด! อีกต่างหาก ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป ) ยิ่งไปกว่านั้นฉากเข้าถ้ำในช่วงท้ายของเรื่องก็ชวนให้ระลึกต่อไปถึงฉากถ้ำ ที่ไม่ได้ในสัตว์ประหลาด ฮวยอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของป้าสำเริง ที่ชักพาทุกคนให้เข้าไปในถ้ำซึ่งในครั้งหนึ่งป้าสำเริงเคยบอกว่า ‘บางคนนะ เอาเทียนเข้าไปเทียนก็ดับกลางทาง บางคนขนาดเอาไฟฉายเข้าไปในถ้ำ  พอถึงกลางทางไฟยังดับเฉยเลย!&#8217; แล้วพอพวกเขาเข้าถ้ำ ไฟฉายก็ติดดับติดตับไปจริงๆ  0จวบจนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง นี่ก็อดไม่ได้เช่นกันที่เราจะครุ่นคำนึงฉากงานศพให้เป็นเสมือนรอยต่อของหนัง อย่าง ‘ลอยอังคาร&#8217; (ซึ่งเป็นการจำลองความทรงจำใหม่เกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อของเขา หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เหมือนเรื่องนี้) รวมไปถึงการเรียกใช้ รุ่งจากสุดเสน่หามารับบทเด็กสาวที่มาช่วยงานศพ ฉากของเธอกับป้าเจนพาเรากลับไปสู่สุดเสน่หา และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเมื่อหนังถ่ายพระโต้งเปลือยกายอาบยน้ำในห้องน้ำ ขณะที่สองสาวพูดคุยกันข้างนอก และท้ายที่สุด พระโต้งในฉากสุดท้ายของหนังก็เป็นการระลึกชาติของหลวงพี่เล่นกีตาร์แห่ง แสงศตวรรษในชาติ(เรื่อง)ที่ผ่านมานั่นเอง<br />
แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงการระลึกชาติภายใน ผ่านทางบุคลิกเหตุการณ์ ท่าทีของตัวละคร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดมา การทำหนังของอภิชาตพงศ์ ล้วนเกี่ยวกระหวัดอยู่กับ เรื่องเล่า และการซ้อนทับเรื่องเล่าลงไปในเรื่องเล่าไปจนถึงการแสดงตนของผู้เล่า แม้จะไม่ห่ามเท่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุงบุญมีระลึกชาติมีลักษณะการดำเนิเรื่องคล้ายคลึงกับ ‘ดอกฟ้าในมือมาร&#8217;หนังยาวเรื่องแรกของเขา และ ‘แม่ย่านาง&#8217;หนังสั้นอีกเรื่องซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะของการส่งต่อเรื่อง เล่า เรื่องแรกผ่านทางการเล่าต่อๆกันไป ส่วนเรื่องหลังส่งผ่านสื่อตั้งแต่ละครวิทยุไปจนถึงทีวีแล้วผุดออกมาเป็นหนัง โดยทั้งหมดเกาะเกี่ยวกันอยู่กับการเล่าอันพิลาศพิไล มากกว่าจะยืนพื้นอยู่บนความเป็นจริง จังหวะจะโคนและการลื่นไหลในการปะติดปะต่อเรื่องเล่าเข้าด้วยกันของ&#8217;ลุงบุญ มีฯ&#8217; ก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย</p>
<p>เลยพ้นไปจาก ‘การระลึกชาติกันเอง&#8217;   ของหนังของอภิชาตพงศ์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองการระลึกชาติภาพยนตร์แบบเก่าด้วยเช่นกัน เขาถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยฟิล์ม 16มม. เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงหนังไทยยุคทอง นั่นคือยุคหนัง16มม.(ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครสร้างหนังแบบนั้นอีกแล้ว) เขาถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าหนังทั้งเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหกม้วน(ฟิล์ม) โดยแต่ละม้วนใช้เทคนิคการถ่ายทำต่างกัน และมีเป้าประสงค์ต่างกัน ม้วนแรกคือภาพอันนิ่งสงบ การจ้องมองอันยาวนานไปยังป่ากลางคืน ซึ่งเป็นเสมือนวิธีการทำหนังของอภิชาตพงศ์ที่ทุกคนคุ้นเคย ม้วนที่สองคือการระลึกถึงหนังไทยโบราณ หนังตัดต่อฉากบนโต๊ะอาหารด้วยวิธีการแบบที่เห็นในหนังไทยทั่วไป หรือในละคร ตัดรับหน้าทีละคน มากกว่าตั้งกล้องแช่จากระยะไกล แถมในฉากนี้ยังอุดมไปด้วยเรื่องราวที่เสมือนหลุดมาจาการ์ตูนเล่มละบาท (ซึ่งมักเล่าเรื่องผีสางนางไม้) ขณะที่ม้วนที่สามเป็นช่วงจังหวะของป้าเจนกับลุงบุญมีในสวน ซึ่งเป็นการระลึกถึงหนังแบบสุดเสน่หา ม้วนที่สี่ (ซึ่งเล่าเรื่องเจ้าหญิง) ก็เป็นการระลึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆแบบที่เราหาดูได้ยามเช้าวันเสาณือาทิตย์ ภาพเจ้าหญิงโบราณ และเรื่องเล่าจำพวกปลาดุกพูดได้ อิทฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรเทือกนั้น ม้วนที่ห้ากลับมาสู่ การเข้าป่า เข้าถ้ำอีกครั้ง แต่ในคราครั้งนี้ อภิชาตพงศ์ถ่ายแบบ Day for Night ตามวิธีการที่หนังสมัยก่อนถ่ายฉากกลางคืนกัน เป็นการระลึกถึงวิธีการแบบหนังโบราณ ในขณะทีม้วนสุดท้ายกลับกลายเป็นการระลึกถึงชาติหน้า ด้วยแสงสว่างจ้าของไฟในโรงแรม (รอยตัดของชนบทกับเมืองแบบในแสงศตวรรษปรากฏขึ้นเมื่อเทียบม้วนนี้กับส่วน ที่มาก่อนหน้า)และการแตกตัวเป็นสองมิติของตัวละคร<br />
หากสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการระลึกชาติทางภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ไม่ได้อยู่ที่ การที่ผู้ชมสามารถแทนค่าเทียบเคียงสิ่งนี้กับสิ่งนั้นแต่อย่างใด (กล่าวอย่างง่ายผู้อ่านสมควรโยนสามสี่ย่อหน้าด้านบนนั้นทิ้งไป) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการระลึกชาตินี้คือ สิ่งที่อภิชาตพงศ์ย้ำมาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขานั่นคือคุณสมบัติของ ภาพยนตร์ในการบันทึกความทรงจำ และสถานะของการเป็นเรื่องเล่า ในหนังของเขาไม่มีเรื่องเล่าเรื่องไหนที่มีระนาบเพียงชั้นเดียว เมื่อมันอยู่ในสถานะของเรื่องเล่า ตัวการถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน และเขาถ่ายทอดการไหลปะปนกันระหว่างความทรงจำของตัวละคร และความทรงจำของผู้สร้าง ยิ่งในคราครั้งนี้ยังมีการไหลปะปนจากประวัติศาสตร์ของสถานที่ และสิ่งซึ่งไกลกว่านั้นนั่นคือตัว&#8217;ความเป็นภาพยนตร์ด้วยตัวของมันเอง&#8217; กระแสความทรงจำเหล่านี้ได้ปรากฏตัวผุดพรายอยู่ตลอดเรื่องราวของหนังโดยไม่ อวดโอ่แสดงตนให้เห็นชัดเจน หากกลืนไปกับเรื่องเล่า และแอบอยู่ในความพิลึกพิลั่นคาดเดาไม่ได้อธิบายไม่ถูกตลอดความยาวของหนัง นั้นเอง<br />
ในอีกระดับ ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ (โดยเฉพาะเรื่องนี้)คือการหยิบเอา วัฒนธรรมสาธาร์ณซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะขั้นสูงมาทำให้เป็นสิ่งซึ่งศิลปะขั้นสูงยอมรับ ละครหลังข่าว หนังจักรๆวงศ์ๆ การ์ตูนเล่มละบาท กระทั่งเรื่องเล่าผีสางนางไม้ ไสยศาสตร์ (ไอ้ประเภทคนนั้นไปกินยากับหมอคนนี้ที่ป่วยเจียนตายก็หายสบายพลัน หรือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธ์) สิ่งเหล่านี้ถูกจัดวางที่ทางในสังคมในฐานะของความบันเทิงระดับชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้อง(และไม่เคยได้รับ)การยอมรับในฐานะศิลปะชั้นสูง มันเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่ และร้างลาไปในสถานะของความบันเทิงที่ถูกละเลยนัยยะทางการเมือง ความหมายซ่อนนัยไปเสียหมดสิ้น ไม่มีใครจริงจังกับมัน หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยล้มหายตายจากไป แถมยังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย ละครหลังข่าว และละครจักรๆวงศ์ๆฉบับรีเมคยังคงมีให้ดูตลอดปี เรื่องไสยศาสตร์ปนผีปนพุทธก็ยังดำเนินไปในโลกของมันอย่างเข้มข้น (ขึ้นชั้นออนไลน์แบบไม่น้อยหน้าใครได้ด้วยอีกต่างหาก)</p>
<p>แล้วอภิชาตพงศ์ทำอะไร เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปฏิวัติในการหยิบวัฒนธรรมชาวบ้านมาทำให้ดูดีมี สกุลเพื่อตอบโต้ท้าทายความหมายดั้งเดิมของศิลปะ ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้เพียงหยิบจับเอาเปลือกฉาบฉวยของวัฒนธรรมบันเทิงแบบชาวบ้านมาสวม เครื่องทรงใหม่เพื่อเรียกรสชาติแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่  หากที่เขาทำคือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมา แปรความรักใคร่ผูกพัน ความทรงจำที่มีต่อสิ่งละอันพันละน้อยนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆขึ้นมา ด้วยการณ์นี้มันจึงทั้งแยกขาดจากรูปแบบเดิม (มันง่ายจะตายที่เราจะทำหนังจากนิยายเล่มละบาทเลียนแบบงานศรสร้างให้ดู เหมือนแล้วบอกว่าเชิดชู แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่างานลอกแบบเก๋ไก๋)  และก่อรูปใหม่ อภิชาติพงศ์อาจไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่หนังของเขากลับทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมระดับพื้นบ้านได้มี พื้นที่ของมันในการเปล่งประกายออกมาซึ่งนั่นคือคำอธิบายถึง ‘ความสมจริง&#8217;ที่มักเป็นคำนำเสนอติดตัวเขาเสมอ ความสมจริงที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ใช่ ความสมจริงในระดับของการแสดง แต่อยู่ในระดับของวิถีชีวิตของผู้คน(ซึ่งจะว่ากันตามจริงเราอยู่ในสังคมที่ เหนือจริงเกินกว่าจะสมจริงได้มาตั้งนมนานกาเลแล้ว)</p>
<p>นอกบท : ลุงบุญมี(และข้าพเจ้า)ระลึก(ถึง)ชาติ<br />
แม้อภิชาตพงศ์ จะปฏิเสธนัยยะทางการเมืองที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ‘ถ้ามันมีอยู่มันก็อยู่ในระดับที่จางมากๆ&#8217;นั่นคือสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ แต่ระดับจางๆของเขานั้นที่แท้แล้วกลับเป็นความจางที่เข้มข้นยิ่ง แนบเนียนยิ่ง มันแผ่อยู่จางๆ แต่เป็เหมือนฟิล์มบางๆซึ่งที่แท้แล้วครอบคลุมหนังไปเสียงทั้งเรื่อง !แต่เนื่องจากนี่อาจเป็นเพียงนัยยะทางการเมืองเพ้อเจอของผู้เขียนแต่เพียงถ่ายเดียวไม่เกี่ยวกับตัวคนทำหนังแต่อย่างใด!<br />
เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ เราอาจตีความคำนี้จำกัดไว้แต่เพียงเรื่องเชิงไสยศาสตร์ แต่ลองอ่านคำคำนี้ใหม่ เราก็อาจตีความด้วยเทคนิคเล่นคำนิดหน่อยว่ามันอาจหมายถึง การระลึกนึกถึง ‘ชาติ&#8217; ในฐานะของความเป็นชาติ ที่ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้า แต่เป็นชาติแบบชาตินิยม<br />
คิดแล้วก็น่าสนใจดีที่คำว่าชาติมีความหมายทั้งในเชิงกาละ (ชาตินี้ ชาติหน้า) และ เทศะ (ชาติไทย ต่างชาติ) การซ้อนทับกันของสองความหมายนี้ทำให้ชวาทกรรมชาตินิยมสมบูรณ์ในตัวมันเอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเราอยู่ในชาติใดแล้ว เราก็จะเป็นคนชาตินั้นไปทั้งชาติ (สัญชาติเปลี่ยนได้ แต่เชื้อชาติไม่เปลี่ยน) ความเป็นชาติจะซึมไหลอยู่ในร่างของเรา ผ่านทั้งทางลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม  เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจะว่าเรามีชาติและต้องรักชาติ<br />
ลองมาพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะของการระลึกถึงชาติ(เชิงพื้นที่)กันดู หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องพูดจาภาษาอีสาน ดำเนินไปในดินแดนยากเข็ญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดึกดำบรรพ์ซึ่งมุ่งหมายค้นหาความทรงจำของภาค อีสานที่ถูกทำให้หลงลืมไป ความทรงจำอย่างเช่นเสียงปืนแตกที่หมู่บ้านนาบัว  ลุงบุญมีระลึกชาติอาจไม่กี่ยวข้องอะไรเลยกับหมู่บ้านนาบัวนอกเสียจากว่า อยู่ร่วม ‘พื้นที่&#8217;ภาคอีสานกันเท่านั้น   การที่หนังพูดอีสานทั้งเรื่องในทางหนึ่งเป็นการแสดงอัตลักษณ์แตกต่างออก จากความเป็นชาติกระแสหลัก (ในโลกภาพยนตร์ไทย เก้าสิบเปอร์เซนต์ของตัวละครล้วนพูดจาภาษกลางทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครจะแยกตัวเองออกจากชาติได้ ในฉากหนึ่งบุญมีพูดคุยกับเจน เรื่องทีอดีต(ชาติ)ของเขา เคยฆ่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นจำนวนมาก(เช่นเดียวกับพ่อตาของเขา พ่อของเจนและฮวย) การรับใช้ชาติ(ในอดีตชาติ)กลายเป็นกรรมที่เขาต้องชำระด้วยการป่วยเป็นโรคไต ค่านิยมเรื่องกรรมสอดรับเป็นอันดีต่อการไถ่บาปให้กับชาติ เพราะเอาเข้าจริงบุญมีอาจจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ที่ว่าขาติต่างหากที่ บังคับให้เขาฆ่าคน  เขารับใช้ชาติ แต่เมื่อผลพวงของมันเกิดขึ้นมันกลายเป็นเรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นภาพเปรียบเปรยของบุญส่งก็น่าสนใจยิ่ง เขาเริ่มจากการเป็นคนหนุ่มธรรมดาที่พ่อของเขาให้กล้องไปหัดถ่ายรูป ไปๆมาๆเขากลับไปพบเจอกับพวกลิงผี จนได้เมียและหนีหายเข้าไปในป่า สถานะของลิงผีในเรื่องใยมิใช่เทียบเคียงคล้ายคลึงกับบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าไปไปเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยหนึ่งเล่า การเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ (ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป!) และอาจจะเป็นไปได้ว่าในอีกชาติหนึ่ง บุญมี อาจลั่นไกสังหารลูกชายคอมมิวนิสต์ของเขาเสียแล้วก็เป็นได้<br />
ความเป้นคอมมิวนิสต์ เป็นสัตว์ประหลาด!ของบุญส่งถูกย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงท้ายของเรื่องในฉาก ความฝันของบุญมี ในฉษกนั้นมีเสียงบรรยายเรื่องเมืองอนาคต แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพถ่ายชุดหนึ่งซึ่งเป็นภาพของทหารกลุ่มหนึ่งที่จับ ลิงผีได้ พวกเข้าคล้องคอเจ้าลิงผี กระทำการต่างๆนาๆแถมถ่ายรูประรื่นไว้เป็นหลักฐาน   ดูเหมือนความสัมันธ์ของนายทหารกับสัตว์ประหลาดในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ หยอกล้ออย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของนายทหารกับเสือผีในสัตว์ประหลาด! กลุ่มทหารจับสัตว์ประหลาดได้ พวกเขาไม่ได้มีเยื่อใยต่อกันในฐานะปัจเจกบุคคลอีกต่อไป (ถ้าพิจารณาว่าเสือผีที่แท้เป็นคน) พวกเขาเป็นคนละสายพันื คนละ ‘เชื้อชาติ&#8217; ซึ่งในที่สุดห้ำหั่นกันได้<br />
ดูเหมือนผีคอมมิวนิสต์ และผีเมีย (ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬปีเดียว) ได้กลับมาหาบุญมีอีกครั้ง ฉากการกินข้าวร่วมกันของชายใกล้ตายกับ ครอบครัวของเขาซึ่งพลัดพรายหายไปแล้ว ในนัยยะทางการเมืองเป็นเรื่องที่ชวนขันและชวนขนหัวลุกอย่างยิ่ง ราวกับปีศาจของอดีตตามมาหลอกหลอน เพื่ออยู่ร่วมก็มิปาน</p>
<p>ในอีกทางหนึ่งถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ทั้งเจนและโต้งหรอกที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไต ให้บุญมีหากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติอย่างจายต่างหากที่เป็นคนคอยดูแล ‘เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว&#8217;ถึงขนาดสามารถโทรเรียกมาเปลี่ยนนำยาได้ในขนำน้อยกลาง ทุ่ง  หากลุงบุญมีเป็นตัวแทนของผู้คนในชาติที่ยังคงดำรงคงอยู่ผ่านการสูญเสียพี่ น้องร่วมชาติไปในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง(ซึ่งยังไม่เคยได้รับการชำระ คลี่คลาย) การระลึกถึงชาติในช่วงท้ายของชีวิตภายใต้การช่วยเหลือของคนชั้นล่าง กว่า(อย่างแรงงานต่างด้าว) จึงเป็นความตายที่ไม่ใช่เรื่องแสนสุข  อีกทั้งไม่ใช่การสงบศึกกัยอดีต แต่คือการค่อยๆตายไปทั้งที่ทุกสิ่งยังคงคลุมเครือ การเดินทางเข้าถ้ำในฉากท้ายเรื่องอาจสะท้อนความหมายของการเดินกลับไปสู่ ครรภ์มาราดา ได้มากพอๆกับการย้อนกลับไปยังโลกดึกดำบรรพ์ (สมัยที่คนยังอยู่ในถ้ำ) พูดให้ง่ายเข้า ถ้ำก็ไม่ได้ต่างจากไทม์แมชชีนสำหรับย้อนเวลาแต่อย่างใด เมื่อย้อนมาถึงจุดหนึ่ง ฮวยจึงจัดการปล่อยน้ำยาล้างไตออกจากตัวสามีเสียในท้ายที่สุด<br />
และหากลิงผีคือความทรงจำของสถานที่ที่ในอดีตเคยเป็นแดนเดือด เจ้าหญิงก็เป็นเสมือนความทรงจำครั้งบรมสมกัลป์เข่นกัน นางสตรีสูงศักดิ์ที่ทุกข์ทนกับภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้น จนท้ายที่สุดได้ปลดปล่อยเครื่องทรงของตนในป่ากว้าง เป็นราวกับการกล่าวถึงดินแดนดึกดำบรรพ์ในอีกรูปหนึ่งซึ่งยังคงไหลทวนอยู่ อย่างเงียบเชียบในกระแสปัจจุบันกาล<br />
พิจารณาเรื่องการปลดเครื่องทรงนี้ นอกจากเจ้าหญิง ทหารก็ปลดเครื่องทรงด้วยเช่นกันในฉากหนึ่งในรูปถ่าย แต่คนที่ปลดเครื่องทรงต่อหน้ากล้องก็คือพระโต้งนั่นเอง</p>
<p>การปลดเครื่องทรงมีความหมายละม้ายคล้ายกับการระลึกชาติ หากชาติไม่ได้มีความหมายเชิงเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะในความหมายเชิงพื้นที่ องค์ประกอบของชาติคือการสวมเอาบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาเป็นของตัวการแปลงบทบาท เปลี่ยน ถอดออก ใยจึงมิใช่คล้ายการข้ามชาติในระนาบเวลาเดียวกันเล่า (และว่ากันตามจริง การตระหนักรู้ว่าเวลาเชิงระนาบ ว่ามีเพื่อนร่วมชาติกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งในเวลาเดียวกันนี้ เองที่เป็นจุดก่อกำเนิดความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา) ดังนั้นในฉากจบของเรื่อง การแตกตัวตนออกเป็นสองของโต้งและป้าเจน จึงไม่ต่างจากการปลดเครื่องทรงจากพระไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง(พระก็เป็นคน)  เป็นการระลึกชาติในระนาบเวลาเดียวกัน มิติหนึ่งสนใจข่าวสารอยู่ที่ห้อง และมิติหนึ่งนั่งเสร้าในร้านคาราโอเกะที่มีฉากหลังเป็นรูปพระอยู่ด้านบน และมีศาลเจ้าเล็กๆอยุ่ด้านล่าง!<br />
กล่าวถึงที่สุด ดูเหมือนการระลึกถึงชาติของอภิชาตพงศ์ในที่สุดกล้าหาญพอที่จะระลึกถึงบรรดาเสาหลักของสังคมไทย แสดงให้เห็นเป็นภาพเกี่ยวกับมายาคติซึ่งยึดโยงมันอยู่ และเราไม่เคยระลึกนึกถึง</p>
<p>ข้าพเจ้าระลึกถึงความฝันของลุงบุญมีระลึกชาติ<br />
กลับมาที่ความฝันของลุงบุญมี<br />
กล่าวอย่างถึงที่สุดดูเหมือนว่าความฝันในคืนสุดท้ายของชีวิตลุงบุญมีได้ อธิบายหนังเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว  นี่คือหนังที่ว่าด้วยอำนาจของภาพยนตร์ อำนาจขงมันทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การบันทึกความทรงจำ หรือกระทั่งสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และหากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาติ เรียกประวัติศาสตร์ อะไรทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆเราก็เรียกว่าความทรงจำ ในโลกของการทำประวัติศาสตร์ให้เป็นความทรงจำนี้ เมืองอนาคตของลุงบุญมีอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่ภาพยนตร์เท่านั้น  ภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่บันทึกความทรงจำของผู้คนเล็กๆ ของสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแผนที่ บันทึกกระทั่งความทรงจำของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีเพียงก็แต่ภาพยนตร์ต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์<br />
ในขณะนี้(หรือขณะนั้น)ลุงบุญมีอาจมองไม่เห็นทั้งที่ลืมตา และในอนาคตของลุงบุญมีใครต่อใครจะหายไป(ลบเลือนไป) แต่ภาพยนตร์อย่างลุงบุญมีระลึกชาตินี้เอง ที่จะทำให้ในที่สุด ลุงบุญมีสามารถรู้เห็นโดยไม่ต้องลืมตา และทำให้คนที่หายไปอย่างผีลิง หรือผีเมียได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองความตายก็ตาม</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1031/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1031/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1031&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/uncleboonme/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://cinemasights.files.wordpress.com/2011/07/uncleboonmee-darkafterlife.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สัตว์ประหลาด! (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล /2004/ไทย) : การเปลี่ยนรูปของความทรงจำ</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/tropicalmaladythai/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/tropicalmaladythai/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 04:10:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1027</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มเล่ากันเช่นนี้ เก่งเป็นนายทหารหนุ่ม เขาเพิ่งเสร็จภารกิจเอาศพชายผู้หนึ่งที่ตายท่าประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่ กลางทุ่ง เขาและพรรคพวกถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนานก่อนพาศพมาพักไว้ที่บ้านชาวบ้านใน หมู่บ้าน ที่นั่นเขาได้พบกับเก็บอดีตทหารเกณฑ์ลูกชายเจ้าของบ้านที่ตอนนี้ทำงานใน โรงน้ำแข็ง หากยังคงสวมเครื่องแบบทหารออกไปหางานทำในเมือง โต้งกับเก่งต้องชะตากัน พวกเขาเจอกันบนรถโดยสารที่มาจอดเทียบกับรถขนทหาร เก่งพาโต้งไปหัดขับรถ พาไปดูหนัง เล่นเกมออนไลน์ ไปกินดื่มที่ร้านอาหาร พาหมาของโต้งไปรักษา  ทั้งคู่พากันไปเที่ยวนั่นนี่ พวกเขาไปวัด เจอป้าสำเริงชาวบ้านแถวนั้นพาไปเที่ยวถ้ำ ป้าสำเริงเล่าเรื่องตำนานโบราณให้ฟังแถมยังพาไปกินเป๊บซี่ ไปเที่ยวโลตัส  วันหนึ่งโต้งตื่นมาเดินเข้าไปในห้องเก่ง เห็นรูปถ่ายบางรูปโดยบังเอิญ เรื่องก็สิ้นสุดลงตรงนั้น แล้วเราก็เริ่มเล่าอีกเรื่องหนึ่ง นายทหารเดินเท้าเข้าไปในป่า เขาตามล่าสัตว์ร้ายที่ออกมาไล่กินวัวของชาวบ้าน  เขาเดินลึกเข้าไปในป่า พบรอยเท้ามนุษย์ที่ค่อยๆกลายเป็นรอยเท้าสัตว์ พบชายเปลือยที่ไล่ล่าเขาจนพลัดตกเขา ศัตรูซึ่งเย้ายวนใจ เขาพบกับลิงพูดได้ที่เตือนให้เขาระวังเรื่องสัตว์ร้าย ผีซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทรงจำ ผีที่หากเขาไม่ฆ่ามันเสียเขาจะต้องถูกมันกลืนกิน เขาอยู่ตามลำพังในป่ากลางคืนอันเปล่าเปลี่ยวไม่รู้ทิศ เสียงคร่ำครวญของคนหลงป่า เสียงกระดึงผูกคอวัวที่ตายแล้ว  ท่ามกลางเสียงอันไม่รู้ที่มา ท่ามกลางการไหลกลับของเหตุการณ์ วิญญาณลึกลับ และยังมีเสือร้าย ที่เรียกร้องเอาลมหายใจจากเขา นี่คือเรื่องเล่าสองเรื่องซึ่งเกี่ยวกระหวัดกันและกันผ่านสื่อภาพยนตร์ และยังเชื่อมร้อยเอาเรื่องเล่าเล็กๆรายทางเข้าไปอีกจำนวนมาก โยงใยด้วยสายสัมพันธ์ลึกลับผ่านตำนานที่แนบอยู่กับเนื้อของชีวิต ถักความสัมพันธ์ ระหว่างหมู่บ้าน ผืนป่า วัด บึงน้ำ สวนอาหาร เสือสมิง และเวทีแอโรบิก ทั้งหมดกลายเป็นภาพสะท้อนอันหลากล้นของเขตแดนชนบทนอกกรุงเทพแห่งหนึ่งในประเทศไทยผ่านดวงตาของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/tropicalmaladythai/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1027&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://wondersinthedark.files.wordpress.com/2010/04/best00trmalady.jpg?w=852&#038;h=480" alt="" width="852" height="480" /></p>
<p>เริ่มเล่ากันเช่นนี้<br />
เก่งเป็นนายทหารหนุ่ม เขาเพิ่งเสร็จภารกิจเอาศพชายผู้หนึ่งที่ตายท่าประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่ กลางทุ่ง เขาและพรรคพวกถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนานก่อนพาศพมาพักไว้ที่บ้านชาวบ้านใน หมู่บ้าน ที่นั่นเขาได้พบกับเก็บอดีตทหารเกณฑ์ลูกชายเจ้าของบ้านที่ตอนนี้ทำงานใน โรงน้ำแข็ง หากยังคงสวมเครื่องแบบทหารออกไปหางานทำในเมือง โต้งกับเก่งต้องชะตากัน พวกเขาเจอกันบนรถโดยสารที่มาจอดเทียบกับรถขนทหาร เก่งพาโต้งไปหัดขับรถ พาไปดูหนัง เล่นเกมออนไลน์ ไปกินดื่มที่ร้านอาหาร พาหมาของโต้งไปรักษา  ทั้งคู่พากันไปเที่ยวนั่นนี่ พวกเขาไปวัด เจอป้าสำเริงชาวบ้านแถวนั้นพาไปเที่ยวถ้ำ ป้าสำเริงเล่าเรื่องตำนานโบราณให้ฟังแถมยังพาไปกินเป๊บซี่ ไปเที่ยวโลตัส  วันหนึ่งโต้งตื่นมาเดินเข้าไปในห้องเก่ง เห็นรูปถ่ายบางรูปโดยบังเอิญ เรื่องก็สิ้นสุดลงตรงนั้น<br />
แล้วเราก็เริ่มเล่าอีกเรื่องหนึ่ง<br />
นายทหารเดินเท้าเข้าไปในป่า เขาตามล่าสัตว์ร้ายที่ออกมาไล่กินวัวของชาวบ้าน  เขาเดินลึกเข้าไปในป่า พบรอยเท้ามนุษย์ที่ค่อยๆกลายเป็นรอยเท้าสัตว์ พบชายเปลือยที่ไล่ล่าเขาจนพลัดตกเขา ศัตรูซึ่งเย้ายวนใจ เขาพบกับลิงพูดได้ที่เตือนให้เขาระวังเรื่องสัตว์ร้าย ผีซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทรงจำ ผีที่หากเขาไม่ฆ่ามันเสียเขาจะต้องถูกมันกลืนกิน เขาอยู่ตามลำพังในป่ากลางคืนอันเปล่าเปลี่ยวไม่รู้ทิศ เสียงคร่ำครวญของคนหลงป่า เสียงกระดึงผูกคอวัวที่ตายแล้ว  ท่ามกลางเสียงอันไม่รู้ที่มา ท่ามกลางการไหลกลับของเหตุการณ์ วิญญาณลึกลับ และยังมีเสือร้าย ที่เรียกร้องเอาลมหายใจจากเขา</p>
<p>นี่คือเรื่องเล่าสองเรื่องซึ่งเกี่ยวกระหวัดกันและกันผ่านสื่อภาพยนตร์ และยังเชื่อมร้อยเอาเรื่องเล่าเล็กๆรายทางเข้าไปอีกจำนวนมาก โยงใยด้วยสายสัมพันธ์ลึกลับผ่านตำนานที่แนบอยู่กับเนื้อของชีวิต ถักความสัมพันธ์ ระหว่างหมู่บ้าน ผืนป่า วัด บึงน้ำ สวนอาหาร เสือสมิง และเวทีแอโรบิก ทั้งหมดกลายเป็นภาพสะท้อนอันหลากล้นของเขตแดนชนบทนอกกรุงเทพแห่งหนึ่งในประเทศไทยผ่านดวงตาของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล<br />
<span id="more-1027"></span><br />
ภายใต้เรื่องเล่าซึ่งแตกแยกออกเป็นสอง อภิชาตพงศ์พาเรากระโดดข้ามไปมาระหว่างเส้นแบ่งอันพร่าเลือนของความจริงกับเรื่องเล่า ครึ่งแรกของหนังดำเนินไปท่ามกลางความสมจริงของภาพชีวิตชนบท ภาพฉายของสถานที่ ทัศนียภาพ บรรยากาศ ซึ่งเป็นจริง และสามัญเสียจนไม่เคยได้รับการถ่ายทอดอย่างซื่อสัตย์ลงบนจอภาพยนตร์บ่อยครั้งนัก ตัวละครหน้าตาบ้านๆ พูดจาชวนประดักประเดิด เที่ยวเล่นไปในสถานที่สามัญพื้นๆ หรือจีบกันด้วยเทปเพลงวงแคลชแถมหัวใจ  วิถีที่คนจริงๆเขาอยู่กันไม่ใช่ภาพจัดฉากโลกเฉพาะตัวละคร  ในขณะที่ครึ่งหลังเรื่องราวนั้นดำเนินอยู่ในป่า เคลือบคลุมไปด้วยความเหนือจริงของตำนานโบราณ (ผ่านทางข้อความบนจอ ไปจนถึงซับไตเติ้ลภาษาลิง) ภาพของป่าในความมืด เสียงไม่รู้ที่มาซึ่งเสมือนว่าเราเคยได้ยินมาก่อน ความลึกลับของป่า ที่กลายเป็นแดนสนธยาลึกลับ ราวกับเป็นคู่ขั้วตรงข้ามของความเรียบง่ายสามัญในครึ่งแรก</p>
<p>หากในอีกทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่าครึ่งแรกต่างหากที่เป็นส่วนของเรื่อง เล่า ลองพิจารณาเรื่องใหม่โดยปอกเอาเครื่องทรงทางภาพจริงออก เรากลับพบความประดักประเดิดมากมาย ทั้งการที่ตัวละครขัดเขินต่อกล้องต่อหน้ากล้อง เลยเถิดไปจนถึงตัวเรื่องซึ่งคงสถานะ เทพนิยายชาวสีม่วง แบบที่ชวนให้เรานึกถึงเรื่องเล่าเรื่องรักตามหน้านิตยสารตรงคอลัมน์ระบาย ปัญหาอัดอก  โลกเทพนิยายที่ชายรักชายได้รับพื้นที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องทนต่อสายตาประณาม หยามหมิ่น กระทั่งพ่อ และโดยเฉพาะแม่ของโต้ง ที่รู้ดีเรื่องความสัมพันธ์ของโต้งกับเก่ง เพื่อนทหารของเก่งที่บังเอิญเจอในห้องน้ำโรงหนัง (และอีกครั้งที่ลานแอโรบิค) หรือป้าสำเริงที่ทั้งคู่พบระหว่างไปเที่ยวเล่นกันที่วัด โลกของโต้งกับเก่งในหนังเรื่องนี้เป็นยูโธเปียของเรื่องเล่า ที่แนบสนิทอยู่กับภาพจริง ไม่น่าแปลกใจที่หลายๆคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้ช่างสมจริง แต่มันคือความสมจริงของเรื่องเล่า เทพนิยายที่ถูกเล่าแนบไปกับเนื้อของชีวิตหนุ่มชนบท เช่นกัน ท่ามกลางความเหนือจริงของภาพและเสีนงในครึ่งหลัง หนังกลับคว้าจับ รีดเค้นสภาวะ โดดดี่ยวเปลี่ยวแปลกของป่าดงพงพีอย่าง&#8217;จริง&#8217; จนผู้ชมแทบจะตื่นตระหนกไปพร้อมๆกับนายทหารยามได้ยินเสียงประหลาด สัมผัสถึงยะเยือกของกลางคืน การคืบคลานของเสือร้าย สกัดเอาความพิลึกพิลั่นของตำนานออก นี่คือหนังซึ่งถ่ายทอดสภาวะของการหลงป่า เผชิญหน้าปีศาจที่ให้อารมณืราวกับเราร่วมอยู่ในเหตุการณ์เอง</p>
<p>การกระโดดข้าเส้นของเรื่องเล่ากับความจริงนี้เองทำให้หนังทั้งสองช่วงล้วนไหลเลื่อนเข้าหากัน ไม่ใช่เพียงภาพแทนของความจริงกับสิ่งฝัน หากเป็น ความจริงในเรื่องเล่า และเรื่องเล่าในความจริง การปะทะสังสรรค์ของข้อเท็จจริง(fact) กับเรื่องเล่า(fiction)ซึ่งเมื่อถึงที่สุดก็ได้กลายเป็นประสปการณ์ใหม่</p>
<p>แต่นี่ไม่ใช่สิ่งใหม่ การล้อเล่นกับเรื่องเล่าในบริบทความจริงเป็นกระบวนการของอภิชาติพงศ์มานับ ตั้งแต่ แม่ย่านาง หรือ ดอกฟ้าในมือมาร หรือบ้านผีสิง (เราอาจเล่าในอีกทางได้เลยว่า ครึ่งแรกของสัตว์ประหลาด! ไม่ได้ต่างอะไรกับหนังสั้น บ้านผีสิงซึ่งเป็นการเอาบทละคร ทองประกายแสด ไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านรับบทบาทตัวละคร แล้วถ่ายทำในหมู่บ้านจริงๆ เวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)  ในขณะที่ครึ่งหลังก็แทบจะละท้ายอาการ ‘ถ่ายหนังจากเรื่องเล่า&#8217; ที่ปรากฏเป็นร่องรอยอยู่ใน ดอกฟ้าในมือมาร</p>
<p>หากเลยพ้นไปจากนั้น ตัวหนังครึ่งแรกก็ยังยอกย้อนซ้อนกลแอบบอกใบ้คนดูอยู่เป็นนัยๆผ่านทาง ‘รอยยิ้มสยาม&#8217; ที่ฉาบทาใบหน้านักแสดงที่เกิดอาการชะงักค้างหันมาจ้องหน้ากล้องอยู่เป็นระยะ ราวกับรู้ตัวกันอยู่เสมอว่ากำลังอยู่ในหนัง และมีคนดูซุ่มโป่งอยู่กลางความมืดตรงนี้ตรงนั้น ตั้งแต่รอยยิ้มเขินหลบสายตาของเก่งในฉากช่วงเปิดเรื่อง การจ้องมองของโต้งจากโรงน้ำแข็ง นายทหารที่เก่งเจอในโรงหนัง หรือกระทั่งป้าสำเริง  พวกเขาล้วนยิ้มเยื้อนให้กับผู้ชมมากกว่าจะยิ้มให้กับตัวละครด้วยกันเสียทุก ครั้งไป (ซึ่งจะว่าไปแล้วในดอกฟ้าในมือมาร อยู่ดีๆกองถ่ายทั้งกองเคยโผล่ออกมากลางเรื่องแล้ว แถมต่อมาในแสงศตวรรษ เสียงกองถ่ายหลังคัท ก็ยังดังลอดออกมาในฉากเปิดเรื่องอย่างจงใจอีกต่างหาก หรือกระทั่งในสัตว์ประหลาดนี้ ฉากรอยต่อสำคัญแสดงตนในฐานะภาพยนตร์อย่างเต็มที่ด้วยอาการในลักษณะแบบฟิล์ม ขาด หรือกล้องถูกบดบัง จนปรากฏสภาพแบบกล้องรูเข็มชั่วแวบ ขณะที่เก่งเปิดดูอัลบั้มของโต้ง) ซึ่งทั้งหมดนั้นตอกย้ำสถานะ เรื่องเล่าสมจริงของมันอย่างยิ่ง ขณะที่ครึ่งหลังของหนังการล้อเล่นหมดไป คนดูตระหนักรู้ได้ว่าเป็นหนัง(เรื่องเล่า)เสียตั้งแต่ประโยคเปิดเรื่องจาก หนังสือของน้อย อินทนนท์เสียแล้ว ไม่พักต้องพูดถึง ลิง หรือหิ่งห้อยแต่อย่างใด หรือหากจะไปให้ไกลกว่านั้น ตลอดหนังทั้งสองเรื่องที่แท้ล้วนยืนพื้นอยู่กับเรื่องเล่าเล็กๆจำนวนมา มุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันเป็นตำนาน ตำนานเสือสมิง ตำนานเณรน้อยกับชาวนา ทุกสิ่งทุอย่างถูกเล่าอย่างผาดเผิน แต่ไหลสืบเนื่องอยู่ในชีวิตของตัวละครซึ่งถึงที่สุดก็เป็นเพียงเรื่องเล่า ชนิดหนึ่ง<br />
กล่าวอย่างง่าย สัตว์ประหลาด!ในหนังเรื่องนี้ ในทางหนึ่งอาจคือตัวภาพยนตร์เองในฐานะของเรื่องเล่า ตัวประหลาดที่กลืนข้อเท็จจริงลงท้องไปพร้อมกับกระดกเรื่องเล่า แล้วคายเอาภาพยนตร์อันพร่าเลือนออกมา<br />
แต่การปะทะสังสรรค์ของข้อเท็จจริงและเรื่องเล่าไม่ได้เป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ ของภาพยนตร์เท่านั้น เพราะในหนังเรื่องนี้ที่แท้ความจริงและเรื่องเล่าได้มีสถานการณ์ดำรงคงอยู่ ในอีกรูปหนึ่งด้วย  ทั้งนี้นอกจากภาพยนตร์ ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ ข้อเท็จจริงและเรื่องเล่าได้มีโอกาสปะทะกัน เราเรียกพื้นที่นั้นว่าความทรงจำ<br />
ดูเหมือนคำว่า ความทรงจำ มักจะเป็นคำติดปากของอภิชาติพงศ์ (และกลายเป็นคำติดปากของคนทำหนังที่เดินตามหลังเขามา) พื้นที่ทางความทรงจำนั้นพร่าเลือน เป็นส่วนตัวและยากกต่อการแชร์ร่วมกับผู้อื่น มันคือพื้นที่เฉพาะเจาะจง หลุมฝังศพของความจริงที่ประสบพบเจอในอดีต และสวนดอกไม้ของเรื่องเล่าที่ถูกรดน้ำพรวนดินด้วยกาลเวลา<br />
ความทรงจำโอบกอดหนังทั้งเรื่องนี่เอาไว้ เราอาจบอกได้ว่า หากครึ่งแรกคือความจริง ครึ่งหลังก็คือความทรงจำที่เกิดขึ้นหลังการจบสิ้นลงของครึ่งแรก (การค้นพบว่าโต้งอาจมีคนรักมาก่อนหน้าผ่านทางรูปถ่าย) อาการป่วนปั่นของคนที่ตกอยู่ในห้วงความทรงจำของความรักที่ดับสูญลงไปแล้ว ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านแบบจำลองของการเผชิญหน้ากับเสือร้าย ที่มีชีวิตโดยการกัดกินความทรงจำของผู้อื่น</p>
<p>แต่เราอยากจะมองให้มากไปกว่านั้น บางทีที่แท้ หนังทั้งเรื่องคือรอยทรงจำของรักอันลาร้างไปแล้ว  ครึ่งแรกคือความทรงจำอันงดงามของเรื่องที่เราทั้งคู่มีร่วมกัน และในเมื่อภาพความทรงจำนั้นงดงามกว่าความเป็นจริงเสมอ มันจึงไม่ได้แปลกอะไรเลยที่มันจะถูกจดจำในฐานะของยูโธเปียแห่งชีวิต เวลากัดกร่อนเรื่องราวเลวร้ายมากหลายออกไป เหลือเพียงที่ที่เราไปด้วยกัน ผู้คนใจดีที่เราพานพบ การหยอกล้อเล่นในกันในความมืดและ ฝุ่นควันถนนสีแดงที่เราสูดเข้าไปพร้อมกัน<br />
ใครบางคนบอกว่า เมื่อความรักจบลงมันก็เหมือนกับบางส่วนในตัวเราได้ตายลงไปด้วย เรากลายเป็นคนใหม่ เป็นคนอื่นซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  คำกล่าวนี้ราวแนบสนิทอยู่กับสภาวะในครึ่งหลังของเรื่อง นายทหารหนุ่มเผชิญกับเสือ ผีร้ายที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทรงจำ เขามีทางเลือกแค่สองทางคือฆ่ามันเสียปล่อยมันออกจากโลกผี หรือไม่ก็ให้มันกินเสีย ไม่ต่างจากความรัก  หากเราไม่ลบลืมมันเพื่อก้าวไปข้างหน้า เราย่อมมีแต่ต้องปล่อยให้มันกลืนกิน และเมื่อความรักกลืนกินเรา เราก็ไม่ได้เป็นคนหรือสัตว์อีกต่อไป หาก ‘เปลี่ยนรูป&#8217;ไปสู่สิ่งอื่น ไปเป็นคนคนใหม่ คนที่ในที่สุดถูกความรักทิ้งร่องรอยเอาไว้ในการเติบโต</p>
<p>ดังนี้เสือจึงไม่ใช่คนรัก หากคือความรัก การให้โต้งรับบทเสือในครึ่งหลังไม่ได้เป็นภาพแทนของโต้งในฐานะคนรัก แต่เป็นความรัก ผีซึ่งถูกยวนใจด้วยเสียงจากวิทยุสื่อสารของนายทหาร วิทยุสื่อสารซึ่งในครึ่งแรกทำหน้าที่เป็นสารสื่อใจในการก้อร่อก้อติกของนาย ทหาร(อีกนาย)กับหญิงสาวขณะพวกเขาเดินตัดทุ่ง เช่นเดียวกัน เมื่อนายทหารกอดปล้ำกับผี เขาสัมผัสถึงความเย้ายวนบางอย่างไม่ต่างกันกับในครึ่งแรก ที่เก่งจูบมือของโต้ง แล้วโต้งเลียมือของเก่ง (กล่าวตามสัตย์ ฉากเลียมือในครึ่งแรก และฉากการต่อสู้ในครึ่งหลังมีนัยยะโฮโมอีโรติคที่ระอุกรุ่นมากทั้งในแง่ของ มือแขน แทนลำลึงค์ และการกอดรัดฟัดเหวี่ยงอันเป็นรูปแบบการต่อสู้ใช้กำลังของเพศชาย) นายทหารและผีต่างถูกดึงดูดเข้าหากัน ความรักคือความปรารถนาโหยหา นายทหารในที่สุดถึงกับเคาะกระดึงของวัวที่ตายไปแล้วราวกับเรียกหาผีร้าย เช่นกันฉากหนึ่งเราเห็นผีร้ายเดินไปในป่าทึบเปล่าเปลือยและสะอื้นให้ ราวกับเขาพลัดหลงกับนายทหาร ศัตรูและคู่รักของเขา</p>
<p>กระทั่งในที่สุดพวกเขาได้เผชิญหน้ากัน เสือจะกลืนกินนายทหาร เป็นเรื่องเศร้าที่เรามักยอมให้ความรักกลืนกินเราไป  เราตายลงเพื่อถือกำเนิดในร่างใหม่ เหตุการณ์กลายเป็นความทรงจำ เราในวันนี้ ‘เปลี่ยนรูป&#8217;มาจากสิ่งอื่น</p>
<p>‘การเปลี่ยนรูป&#8217;ดูจะเป็นประเด็นสำคัญอีอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์เปลี่ยนรูปความทรงจำ ความรักเปลี่ยนรูปผู้คน เรามองเห็นร่องรอยของการเปลี่ยนรูปมาเสียตั้งแต่ต้น  เริ่มจากฉากเปิดซึ่งเป็นฉากความตายของชายปริศนา เราเห็นสภาพศพเพียงชั่ววินาทีเขานอโก้งโค้งในสภาพเหลือเพียงเสื้อยืดกับ กางเกงใน  หลังจากนั้นไม่นานเราได้พบฉากชายคนหนึ่งเดินเปลือยเปล่าอยู่กลางทุ่งราว วิญญาณเร่ร่อน ถ้านั่นเป็นวิญญาณจริงๆ   มันก็คือการแปลงร่างครั้งแรกจากมนุษย์(สวมเสื้อผ้า) ไปเป็นวิญญาณเปลือยเปล่าซึ่งไปซ้อนทับกับผีในครึ่งหลังที่เปลือยเปล่าตลอด เรื่อง ตำนานของป้าสำเริง เรื่องของเณรน้อยกับชาวนาที่พวกเขาไปเจอหินที่กลายเป็นทอง แต่พอละโมบไปเอาทองเพิ่มทองก็กลับเป็นกบ ตามด้วยตำนานเสือสมิง ที่หมอผีเขมรแก่กล้าแปลงร่างเป็นสัตว์ได้  และเมื่อเรื่องราว ‘แปลงร่าง&#8217;เข้าสู่ครึ่งหลัง (สัญญาณการแปลงร่างนี้ถูกบ่งไว้แล้วตั้งแต่ฉากการเข้าถ้ำ  ป้าสำเริงพาโต้งกับเก่งไปที่ปากทางเล็กๆของถ้ำซึ่งทะลุไปที่อีกด้าน ถ้ำซึ่งมี่ตำนานสยองขวัญ โต้งเป็นฝ่ายต้องการเข้าไปหาความมืด ขณะที่เก่ง ปฎิเสธการเข้าถ้ำ  แต่ในที่สุดเวลาต่อมาเก่งในรูปนายทหารก็เป็นฝ่าตามโต้งเข้าไปในถ้ำเสียเอง ถ้าในนามของป่าอันมืดมิด ซึ่งบางทีพอถึงกลางทางเทียนก็ดับ อย่าว่าแต่เทียนไฟฉายยังดับ -นี่ป้าสำเริงบอกมา และมาปรากฏเป็นภาพในครึ่งหลัง นอกจากนี้ร่องรอยของป่ายังปรากฏผ่านเพลง วนาลี ที่ทั้งคู่ไปฟังที่ร้านอาหาร โต้งอขเพลงนี้ให้เก่ง เขาขึ้นไปร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง เนื้อเพลงบ่งชัดว่า ‘เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย&#8217; ราวกับคำทำนาย เฉกเช่นเดียวกับเพลงก่อนหน้าที่มีเนื้อร้องว่า ‘ขาดเธอฉันขาดใจ&#8217; )</p>
<p>โต้งแปลงร่างเป็นผีร้าย เก่งแปลงร่างเป็นนายทหาร  ร่องรอยของการเปลี่ยนรูปแปลงร่างก็ยิ่งกระจ่างชัด  นายทหารตามรอยเท้าของคนที่ค่อยๆกลายเป็นเสือ ขาเองระหว่างเดินทางก็พบกับคราบของแมลงที่ถูกลอกทิ้งไว้ (ในเวลาต่อมาเขาพบแมลงอีกชนิดคนละแบบกับคราบที่เคยเห็นมาก่อนหน้า) เขาเองเมื่อเดินทางไป ก็ค่อยๆสลัดชุดทหาร แล้วแปลงร่างด้วยการเอาโคลนมาทาตัว พยายามกลายเป็นป่าที่เขามาอาศัย จนในท้ายที่สุด เขาเคาะกระถึงผูกคอวัว เริ่มก้มลงคลานสี่ขา อย่างสัตว์ เขาเปลี่ยนรูปแปลงร่างอีกครั้ง เปลี่ยนไปเป็นสัตว์ (และแน่นอนเขาอาจเป็นวัว ซึ่งแทนความหมายของการถูกกลืนกิน) กระทั่งเขาพบซากวัวที่แท้ เห็นวิญญาณของวัวที่เปลี่ยนร่างหลังความตายเดินลับไป ที่นั้นเองเขาได้พบกับเสือ (ซึ่งคือร่างแปลงอีกเช่นกัน) การเปลี่ยนรูปแปลงร่าง หัวใจในตำนาน (ซึ่งรู้กันดีว่าถึงที่สุดแล้วตำนานคือการกลายร่างของความจริงผ่านการเล่าปากต่อปากมานานับนาน)</p>
<p>หากการเปลี่ยนรูปที่น่าสนใจที่สุด กลับคือการเปลี่ยนรูปโดยไม่แปลงร่างเป็นสัตว์ แต่คือการเปลี่ยนรูปผ่านทาง ‘เครื่องแบบทหาร&#8217;นั่นเอง</p>
<p>เก่งอาจจะเป็นทหาร แต่เมื่อเขาถอดเครื่องแบบออกเขากลายเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเช่นเดียวกับ เพื่อนทหารที่เมื่อถอดเครื่องแบบออกก็กลายเป็น ผู้นำแอโรบิค การเปลี่ยนรูปนี้ถูกสวนกลับโดยโต้ง ซึ่งเคยเป็นทหาร และหลังจากได้พบกับเก่งเขาสวมชุดทหารออกมาเดินในเมือง ในทางหนึ่งเขาสวมชุดทหารเพื่อกลายร่างจากเด็กหนุ่มธรรมดาให้มาเป็นนายทหาร หนุ่มหวังว่าจะหางานง่ายขึ้น ซึ่งนี่เป็นร่องรอยจางๆทางสังคมที่เจืออยู่ในหนังของอภิชาติพงศ์ ในเวลาต่อมา เขาใส่ฉากหมอ ที่เคยสะท้อนภาพอำนาจของแพทย์อย่างน่าทึ่งมาแล้วในสุดเสน่หาลงมาอีกครั้งใน ฉากที่เก่งกับโต้งพาหมาไปรักษา ฉากนี้หมออธิบายเรื่องมะเร็งของหมาให้นักศึกษาแพทย์ฟังราวกับเป็นชิ้นส่วน สิ่งของ พยักเพยิดมาทางเจ้าของเป็นครั้งคราวในเชิงถามความเห็นแกมบังคับ ยิ่งเมื่อฉากนี้ปิดด้วยการเขียนหนังสือไม่ถูกของโต้งมันยิ่งแสดงภาพไม่ต่าง จากหมอผู้หญิงซึ่งกระทำกับมินอูใน สุดเสน่หา (และประเด็นนี้ถูกเล่าขยายอย่างเต็มประโยชน์ในแสงศตวรรษ)</p>
<p>แต่ในอีกทางหนึ่งมันยังคล้ายคลึงกับการแปลงร่างเป็นคนรักผ่านทางชุดที่สวมใส่อีกด้วย (แม้ในตอนนั้นเขาอาจจะยังไม่ได้รักกัน แต่ก็น่าจะต้องตาต้องใจกันแล้ว)  ในครึ่งหลัง ผีไม่สวมเครื่องแบบอีกแล้ว (กระทั่งเสื้อผ้าก็ไม่สวม) การเปลี่ยนรูปจากคนมาเป็นผี (หรือสัตว์) คือการเปลี่ยนเครื่องแบบ เช่นเดียวกับที่นายทหารเองก็ค่อยๆปลดเครื่องแบบออกในที่สุด เอาโคลนมาตัว ลงคลานสี่ขา หลังจากนี้เขาอาจะเป็นศพที่มีแต่กางเกงใน ขณะวิญญาณเปลือยเปล่าเร่ร่อนก็เป็นได้ เครื่องแบบของนายทหารถึงที่สุดไม่ต่างจากรูปเสือแต่อย่างใด สุดท้ายพวกเขาจะไม่ได้เป็นทั้งนายทหารและเสือ หากรปลดร่างเดิมไปสู่ร่างใหม่ซึ่งไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆผ่านทางความมืดมิดของความรัก ความทรงจำที่หลงเหลือของเราต่อคนรัก กลืนกินเราช้าๆ และนั่นอาจคือหัวใจทั้งหมดของเรื่องนี้</p>
<p>ในฉากสุดท้ายอขงหนัง ท่ามกลางเสียงมนุษยที่เปลี่ยนไปเป็นเสียงของเสือ เสียงลมพัดทิวไม้ เราได้ยินเสียงเล็กๆซึ่งอาจจะเป็นเสียงรถที่ครั้งหนึ่งเก่งเคยสอในห้โต้งขับ ช่วงเวลางดงามที่เราเคยใช้จ่ายไปด้วยกันไหลทบคืนมา เอาล่ะ&#8230;. หยุดหายใจได้แล้ว&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1027/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1027/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1027&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/tropicalmaladythai/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://wondersinthedark.files.wordpress.com/2010/04/best00trmalady.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>LA COMMUNE (PETER WATKINS/2000/UK+FR) ประวัติศาสตร์ นอกเวลา</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/la-commune-peter-watkins/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/la-commune-peter-watkins/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 03:57:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1023</guid>
		<description><![CDATA[&#160; นี่ไม่ใช่เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่การชำระความ ไม่ใช่เรื่องการทำให้อดีตกลายเป็นเรื่องโรแมนติค ไม่ใช่การหาคนผิด คนถูก ไม่ใช่กระทั่งการจับจ้องมองการล่มสลาย หรือการจับตาการต่อสู้ยิบตาของมวลมหาประชาชนกับอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด หากนี่คือหนังที่แกล้งทำตัวเป็นสารคดี และกระตุกผู้ชมให้เห็นเป็นระยะว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงจำลอง การขัดขืน การต่อสู้ การงัดข้อของมนุษย์กับอำนาจรัฐ แบบจำลองของปี 1871 ซึ่งล่องลอยเหนือกาลเวลาด้วยว่ามันเป็นเพียงโครงคร่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม และกระทั่งผู้เล่น (นักแสดง) ได้หยิบจับเอาฉากช่วงประวัติศาสตร์อื่นมาซ้อนทับ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แสดงอารมณืไล่เรื่อยไปจนถึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติจำลอง ลิ้มรสทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยตนเอง ! บ้าน(โกดัง)ร้างหนึ่งหลัง และการเปิดรับสมัครนักแสดงจากทางหนังสือพิมพ์  ผู้กำกับ PETER WATKINS เนรมิตบรรยากาศของการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง หนังเริ่มต้นเล่าผ่าน ชายหญิงคู่หนึ่งที่ประกาศต่อหน้ากล้องว่าเขาและเธอจะรับบทเป็นนักข่าว โทรทัศน์ช่องคอมมูน ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงการล่มสลาย ซึ่งสำหรับเขาและเธอมันเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงบทบาทใน เหตุการณ์ที่ทุกคนต่างรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจบลงอย่างโหดเหี้ยมเพียงใดจากนั้น กล้องเริ่มต้นกวาดเก็บไปยังเศษซากที่หลงเหลือในฉากหลังความตายอันเหี้ยมโหด ในฉากสุดท้าย การสังหารหมู่พลเมืองปารีส ไม่แยกเด็ก สตรี คนชรา โดยกองทัพร่วมชาติจากแวร์ซายส์ เหตุการณ์ตอกตรึงในประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือนแม้จะถูกทำให้ลืมก็ตาม &#160; ว่ากันว่า ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชาวฝรั่งเศส เหตุการณ์ฤดูใบไม้ผลิของปี 1871 ไม่ถูกพูดถึงอย่างละเอียดนัก ราวกับตั้งใจให้ลืมไป &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/la-commune-peter-watkins/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1023&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://www.jonathanrosenbaum.com/wp-content/uploads/2011/04/lacommune2.jpg" alt="" width="2112" height="1396" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่ไม่ใช่เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่การชำระความ ไม่ใช่เรื่องการทำให้อดีตกลายเป็นเรื่องโรแมนติค ไม่ใช่การหาคนผิด คนถูก ไม่ใช่กระทั่งการจับจ้องมองการล่มสลาย หรือการจับตาการต่อสู้ยิบตาของมวลมหาประชาชนกับอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด</p>
<p>หากนี่คือหนังที่แกล้งทำตัวเป็นสารคดี และกระตุกผู้ชมให้เห็นเป็นระยะว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงจำลอง การขัดขืน การต่อสู้ การงัดข้อของมนุษย์กับอำนาจรัฐ แบบจำลองของปี 1871 ซึ่งล่องลอยเหนือกาลเวลาด้วยว่ามันเป็นเพียงโครงคร่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม และกระทั่งผู้เล่น (นักแสดง) ได้หยิบจับเอาฉากช่วงประวัติศาสตร์อื่นมาซ้อนทับ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แสดงอารมณืไล่เรื่อยไปจนถึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติจำลอง ลิ้มรสทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยตนเอง !</p>
<p><span id="more-1023"></span></p>
<p>บ้าน(โกดัง)ร้างหนึ่งหลัง และการเปิดรับสมัครนักแสดงจากทางหนังสือพิมพ์  ผู้กำกับ PETER WATKINS เนรมิตบรรยากาศของการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง หนังเริ่มต้นเล่าผ่าน ชายหญิงคู่หนึ่งที่ประกาศต่อหน้ากล้องว่าเขาและเธอจะรับบทเป็นนักข่าว โทรทัศน์ช่องคอมมูน ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงการล่มสลาย ซึ่งสำหรับเขาและเธอมันเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงบทบาทใน เหตุการณ์ที่ทุกคนต่างรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจบลงอย่างโหดเหี้ยมเพียงใดจากนั้น กล้องเริ่มต้นกวาดเก็บไปยังเศษซากที่หลงเหลือในฉากหลังความตายอันเหี้ยมโหด ในฉากสุดท้าย การสังหารหมู่พลเมืองปารีส ไม่แยกเด็ก สตรี คนชรา โดยกองทัพร่วมชาติจากแวร์ซายส์ เหตุการณ์ตอกตรึงในประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือนแม้จะถูกทำให้ลืมก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ว่ากันว่า ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชาวฝรั่งเศส เหตุการณ์ฤดูใบไม้ผลิของปี 1871 ไม่ถูกพูดถึงอย่างละเอียดนัก ราวกับตั้งใจให้ลืมไป แม้ว่านี่จะถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งแรกของชนชั้นแรงงานในยุโรปก็ตาม เหตุการณ์ตามจริงเริ่มจากช่วงความพ่ายแพ้ในสงครามที่รบกับปรัสเซีย ในช่วงเวลานั้น คนปารีส อดอยากหิวโหย คนหนุ่มถูกเกณฑ์&#8221;ไปเป็นกองกำลังป้องกันตนเองด้วยค่าแรงต่ำ ผู้หญิงและเด็กทำงานหนัก อาศัยอย่างแร้นแค้น ในขณะที่คนชั้นกลางก็ร่ำรวยเอาๆ ในปีนั้น ผลการเลือกตั้งรัฐบาลปรากฏว่าได้ตัวแทนเสียงข้างมากเป็นกลุ่มนิยมระบอบ กษัตริย์  ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน จนกระทั่งเหตุการณ์จุดชนวนเมื่อรัฐบาลที่ตั้งมั่นในแวร์ซายส์ต้องการขนย้าย ปืนใหญ่ออกจากปารีส คนกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นมาปกป้องปืนใหญ่ คือบรรดาผู้หญิงชนชั้นแรงงานแห่งมงมาร์ตตามด้วยการถอดหมวก ปฏิเสธคำสั่งที่จะยิงพวกเดียวกันของกองกำลังป้องกันตนเอง พวกเขากลับมาอยู่ข้างเพื่อนพ้องน้องพี่ ขับไล่กองกำลังของรัฐบาลออกไป และจัดตั้งตัวเองขึ้นเป็นคอมมูนในปารีส ช่วงเวลาสองสามเดือนแห่งบความโกลาหลนั้น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี และการต้อสู้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายในคอมมูนนั้นตราบจนสิ้นสุดในอีกไม่กี่ เดือนต่อมาด้วยการที่รัฐบาลส่งกองกำลังเข้าไปสังหารหมู่ผู้คนเป็นจำนวนมาก</p>
<p>จุดเริ่มต้นของหนังอาจคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่WATKINS ใช้สิ่งนี้เป็นเพียงแบบจำลอง ในการพูดถึงประเด็นทางการเมืองอย่างหลากหลายและเข้มข้นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องเรียงตามช่วงเวลาตั้งแต่การประท้วงของกลุ่มสตรีแห่งมงมาร์ต ไปจนถึงฉากสุดท้ายท่ามกลางความโกลาหลที่ชาวคอมมูนทุกคนลุกขึ้นสู้กับกองทัพ รัฐบาล   แต่นี่ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ที่เน้นเล่าเหตุการณ์ที่อุดมด้วยรายละเอียด ไม่ใช่หนังที่มีงานสร้างตระการตาเนรมิต ปารีสปี 1871 ขึ้นมา ไม่ใช่กระทั่งการชำระประวัติศาสตร์   หรือการมองย้อนกลับไปแบบคนนอก</p>
<p>หากในหนังเรื่องนี้เขาประกาศรับสมัครนักแสดงจนได้ผู้เข้าร่วมประมาณ สองร้อยคน แต่ละคนต่างศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคอมมูนด้วยตนเอง จากนั้นก็ผนวกรวมเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำโดยใช้เวลาเพียงสิบสามวันในโกดังร้าง เพื่อทะเลาะทุ่มเถียง สวมบทบาท  แสดงความเห็น ต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ตัดข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขาแทรกสอดระนาบเวลาของคอมมูนด้วยการเพิ่มตัวละครอย่างเช่นนักข่าวทีวี ทั้งจากทีวีของรัฐและทีวีช่องคอมมูนเพื่อวิพากษ์บทบาทของสื่อต่อบริบททางการ เมือง ซ้ำยังไปไกลกว่านั้นด้วยการขึ้นข้อความบอกเล่าเป็นระยะ ตัวข้อความนั้นมีทั้งการวิพากษ์เหตุการณ์การเล่าถึงอนาคตของผู้คนใน เหตุการณ์นั้น ไปจนถึงการทำหน้าที่ละม้ายบทความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นในที่อื่นๆไพล่ไป จนถึงบอกกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันของโลก</p>
<p>หนักข้อไปกว่านั้น เขาแสดงตัวให้ผู้ชมรู้เสมอว่านี่คือเป็นเพียงแบบจำลอง ทั้งต่อเหตุการณ์คอมมูน และต่อความเป็นหนัง ตั้งแต่ฉากแรกของหนังที่ตัวละครนักข่าวออกมาบอกเล่าถึงบทที่ตัวเองได้รับ ไปจนถึงการที่หนังเปิดเสรีต่อการถกเถียงของตัวละครในคอมมูนที่อ้างอิงไป จนถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง เลนิน สตาลิน จนถึงเหตุปัจจุบันขณะ หรือถึงขั้นเดินเข้าไปสัมภาษณ์ตัวละครโดยบอกว่า ไม่ต้องพูดในฐานะตัวละคร แต่ให้พูดในฐานะนักแสดงที่รับบทตัวละครนี้   หรือการจับตัวละครมาอยู่ต่อหน้ากล้องแล้ววิพากษ์การทำงานในหนังเรื่องนี้ ตรงๆไปเลย</p>
<p>ความยอกย้อนทั้งรูปแบบและเนื้อหาทำให้หนังเรื่องนี้เป็นทั้ง ‘เหตุการณ์&#8217; และ ‘บทวิพากษ์เหตุการณ์&#8217;ไปในตัว ซ้ำยังทำหน้าที่วิพากษ์ตัวเองในแง่มุมของการเป็นสื่ออีกทอดหนึ่ง</p>
<p>ในฐานะของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หนังเลือกเล่าโดยเข้าข้างบรรดาคนอดอยากในคอมมูน เหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในคอมมูน หนังเล่าผ่านการสัมภาษณ์ของนักข่าวทั้งคู่เป็นส่วนใหญ่ โดยตัดสลับกับภาพความหวั่นไหวของคนชั้นกลางในปารีสที่ยังไม่ได้ลี้ภัยไปอยู่ แวร์ซายส์  ในขณะเดียวกันก็พุ่งเปาความสนใจไปยังความหลากหลายทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้น ในคอมมูน ทั้งเรื่องของสิทธิศตรี การเรียกร้องความเท่าเทียมในอัตราจ้างงาน ในการเลือกตั้ง รวมถึงสหภาพแรงงานหญิง เรื่องของสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย เรื่องของระบบการศึกษาที่คนในคอมมูนพยายามจะรื้อถอนรูปแบบของโรงเรียนสอน ศาสนาซึ่งเกณฑ์เด็กหญิงไปเรียน สอนให้พวกหล่อนเป็นแม่บ้านแม่เรือนแต่ไม่ยอมสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ การแยกศาสนาออกจากรัฐ รวมถึงการสร้างรูปแบบการปกครองใหม่ โดยเนื้อหาแทบทั้งหมดในส่วนนี้ไม่ได้เล่าแบบตรงไปตรงมา หากปล่อยให้ตัวละครได้จับกลุ่มถกเถียงกัน พวกเขาอาจแต่งตัวแทนชาวคอมมูน แต่จับกลุ่มพูดคุยอย่างเผ็ดร้อนถึงสตาลิน ถึงฮิตเลอร์ พูดถึงประสปการณ์ส่วนตัว เหตุการณ์ทั้งหมดไหลเลื่อนจากระนาบประวัติศาสตร์ของคอมมูน ในฉากเหล่านี้ หนังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหนังประวัติศาสตร์อีกแล้ว  หากทำหน้าที่เป็นเวทีเสวนาจากผู้คนหลากหลายชนชั้น( บรรดานักแสดงที่คัดเลือกมามีทั้งคนอพยพ คนชนชั้นแรงงานตัวจริงเสียงจริง) สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาพูด พวกเขาทั้งหำลังแสดงบทบาทตัวละครในคอมมูน ขณะเดียวกัน พวกเขาก็สะท้อนสิ่งที่พวกเขาคิดจริงๆในแง่มุมทางการเมืองออกมาด้วย  WATKINS บันทึกถ่อยความสนทนาเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาทะเลาะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายต่อหน้ากล้อง ขณะที่ผู้ชมรับฟังงานเสวนาสวมเครื่องทรงโบราณอยู่ข้างนอกจอ</p>
<p>ในอีกทางหนึ่งหนังยังมีตัวละครซึ่งรับบทเป็นคนชั้นกลาง เป็นนายจ้าง เป็นแม่ชี ตัวละครเหล่านี้ถูกถ่ายทอดอย่างเย็นชา ฉากหนึ่งเมื่อทหารแพ้สงครามถูกจับไปแวร์ซายส์พวกสตรีสูงศักดิ์พากันมาออตาม ท้องถนน ทุบตีทหารปารีส ถ่มถุยน้ำลายใส่ ใช้ร่มตี( ข้อความขึ้นว่าทหารบางนายถูกตีหัวร้างข้างแตก) บางคนก็ลงมาทุ่มเถียงกับชาวคอมมูนในฉากหนึ่งหนังพูดเรื่องนี้อย่างแสบสันต์ เมื่อสตรีคนชั้นกลางนางหนึ่งบอกว่า พวกคนในคอมมูนจะส่งลูกหลานไปตายในสนามรบและเธอรับเรื่องนี้ไมได้ เธอก็โดนชาวคอมมูนตอกกลับว่า แหงล่ะ สำหรับเธอคิดว่าคือการช่วยเหลือคนจนคือการบริจาคทาน เพราะแบบนั้นเธอไม่ต้องเสียอะไร รวมถึงสตรีชั้นสูงผู้หนึ่งที่เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้านแล้วเขียนจดหมาย บริภาษความป่าเถื่อนของชาวคอมมูน เธอสังสรรค์น้ำชากับบรรดาคหบดี หลีกเลี่ยงการออกข้างนอกเพื่อจะเห็นว่าคนอดอยากออกมาต่อสู่กันอย่างไร</p>
<p>หนังไม่ปิดบังอคติที่เขามีต่อคนชั้นกลาง เพราะหนังวิพากษ์ตัวเองเรื่องอคติของสื่อไว้อย่างน่าทึ่ง หนังโยนสื่อทีวีเข้าไปในปี 1871 เสียเฉยๆ (แน่นอนว่าในปีนั้นยังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงสถานีโทรทัศน์แน่ๆ) หนังให้เราเห็นคนสามัญสองคนที่จับพลัดจับผบุได้เป็นผู้สื่อข่าว และก่อร่างสถานีโทรทัศน์ของคอมมูนขึ้นมา เพื่อตอบโต้ต่อการบิดเบือนข่าวสารของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล กระทั่งในที่สุดนักข่าวของสถานีรัฐบาลถูกขับไล่ออกไปจากคอมมูน  สถานีรัฐบาลเชิญผู้รู้มาออกโทรทัศน์กล่าวหาโจมตีชาวคอมมูน เช่นเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของคอมมูนก็ค่อยๆเปลี่ยนตัวเองไปสู่การนำเสนอข่าวที่ในที่สุด เป็นไปเพื่อเอาใจชาวคอมมูน  หนังมีฉากแสบๆเมื่อนักข่าวสัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์หนุ่มว่าอีกไม่กี่วันเขา จะกลับมาพิมพ์หนังสือพิมพ์เอียงซ้ายที่รัฐบาลไม่สนับสนุนแล้ว พวกเขาโห่ร้องดีใจร่วมกัน  แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องผิดใจกันเมื่อนักหนังสือพิมพ์เขียนวิพากษ์การทำงานของคอมมูน และนักข่าวโทรทัศน์เห็นว่าเป็นบทความที่ไม่เหมาะเพราะมันทำลายบรรยากาศของ คอมมูน นักหนังสือพิมพ์จึงตอบว่า นี่ต่างหากคือบรรยากาศที่แท้จริงของคอมมูน มันต้องคือการที่เราสามารถวิพากษ์สิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ต่างหาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แน่นอนว่ามีอคติเคลือบคลุมอยู่ในสื่อทุกรูปแบบเนื่องจากทุกสื่อมีผู้ผลิต สื่อ และจตนาของผู้ผลิต กระทั่งตัวหนังเรื่องนี้ก็ยังแสดงสภาวะอคติ และวิพาก์ตัวเองในเรื่องของอคติอย่างเข้มข้น ในที่สุด ช่วงท้ายของหนัง เมื่อนักข่าวโทรทัศน์เร่ไปสัมภาษณ์ผู้คน พวกเขาหันมาต่อว่าและบอกนักข่าวให้ทิ้งไมค์จับปืนต่อสู่กับทหารรัฐบาลเสียที ในขณะเดียวกันหนังยังซ้อนการสัมภาษณ์นักแสดงที่รับบทตัวละครในคอมมูนซ้ำ เพื่อให้ผู้ชมทราบว่าถึงที่สุดแล้วนี่เป็นเพียงสื่อหนึ่ง เป็นเพียงหนังเรื่องหนึ่งเป็นแบบจำลองจากเหตุการณ์จริงซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ มีเจตนาส่วนตัวแอบแฝง( ที่น่าน่าสนใจคือหนังเลือกสัมภาษณ์ตัวละครที่ ใส่ร้ายคนในคอมมูนจนถึงแก่ความความตายซึ่งเป็นคนที่มีอยู่จริง รกทีเดียวนักแสดงให้สัมภาษณ์ในฐานะตัวละคร แต่ผู้สัมภาษณ์กลับยอกย้อนว่า ขอให้ให้สัมภาษณ์ในฐานะนักแสดงผู้รับบทตัวละครต่างหากซึ่งนั่นทำให้ท่าทีที่ เธอมีต่อเหตุการณ์ เปลี่ยนไป เพราะเธอไม่ต้องตอบในฐานะตัวละคร แต่เธอมิสิทธิ์ในการวิพากษ์ตัวละครของเธอด้วย)</p>
<p>ในอีกทางหนึ่ง ภาพจำลองของคอมมูนปารีส ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์ทางการเมืองอื่นๆที่อยู่กันคนละเวลา( ทั้งผ่านปากคำของนักแสดง และ ข้อความแทรกระกว่างฉาก) ช่วยตอกย้ำวรรคทอง ประวัติศาสตร์มักเล่นซ้ำเสมอได้เป็นอย่างดี ถึงที่สุด เราอาจเอาแบบจำลองของคอมูนปารีส ไปสวมทับกับพ้นที่อื่นๆไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต เยอรมันตะวันออก หรืออาจไล่เรื่อยมาจนถึงราชประสงค์ได้ ถ้าต้องการ  ภาพโครงสร้างอาจไม่ซ้อนทับกันแนบสนิท แต่มันก็ช่วยให้เรามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากสายตาของคนนอกที่มองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่จบไปแล้วแทนสภาวะอวลอารมณ์ของคนในเหตุการณ์ เพื่อที่จะวิพากษ์มันอีกครั้งหนึ่งโดยตระหนักถึงอคติในเราที่โอบคลุมมันอยู่ด้วย กล่าวอย่างง่ายการเลือนเงื่อนเวลาของหนังยกให้หนังเลยพ้นจากการเป็นหนังแสดงเหตุการณ์ทางการเมืองในแง่หนังประวัติศาสตร์ ไปสู่หนังที่พูดเรื่องคอนเซปต์ของการต่อสู้ และการต่อสุ้ในการต่อสู่นั้นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กล่าวถึงที่สุด ทั้งในทางการเมือง และในทางภาพยนตร์ ปรากฏการณ์ห้าชั่วโมงสี่สิบห้านาทีอันเข้มข้นของLA COMMUNE คือประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่น่าจดจำยิ่ง</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1023/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1023/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1023&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/08/la-commune-peter-watkins/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.jonathanrosenbaum.com/wp-content/uploads/2011/04/lacommune2.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>IRI (ZHANG LU/2008/ST KR) wonderful town</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/06/iri-zhang-lu2008st-kr-wonderful-town/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/06/iri-zhang-lu2008st-kr-wonderful-town/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2012 18:02:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1017</guid>
		<description><![CDATA[มันคือความเรื่อเรืองของเมืองที่ตายไปแล้ว ซึ่งการพยายามสร้า่งฟื้นมันขึ้นมาใหม่ทำให้ภูติผีวิญญาณของเมืองที่ตายไปแล้วนั้นเรื่องเรืองอย่างหม่นหมองมากขึ้นไปอีก หนังเล่าเรื่องของ Junseo สาววัยสามสิบที่อาศัยอยู่กับพี่ชายคนขับแทกซี่ เธอทำงานเป็นแม่บ้านในโรงเรียนสอนภาษาจีนประจำเมือง ไม่ได้เงินเดือนมาแล้วสองเดือน เธอเป็นคนทึบๆ และถูกบรรดาผู้ชายในเมืองลวนลามข่มขืน อยู่เรื่อยๆ เธอบอกว่าเธอเกิดในเมืองนี้ หลังเหตุการร์สำคัยนั่นคือการระเบิดที่สถานีรถไฟซึ่งทำให้เมืองทั้งเมืองแทบจะพังลงไป กล่าวให้ถูกต้อง เธออยุ่ในท้องแม่ตอนที่เมืองนี้ระเบิดเป็นเสี่ยง จากการระเบิดของไดนาไมท์ สี่สิบตันในโบกี้รถไฟ ที่ว่ากันว่าระเบิดโดยอุบัติเหตุ เธอเชื่อว่า แรงสั่นสะเทือนที่ประจุในตัวเธอจากเหตุการณ์นั้นทำให้แม่เธอตายตอนคลอด ทำให้เธอเป็นคนแบบนี้ เธอเกิดมา เมืองสร้างขึ้นใหม่ กลายเป็นเมืองแปลกเปลี่ยวที่ดูหรูหรา แต่รกร้างถนนกว้างใหญ่แต่ไม่มีรถรา เมืองที่ยิ่งลบความทรงจำเลวร้ายออกไปเท่าไรก็ยิ่งเปิดเผยตัวเองบาดแผลของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ในฐานะหญิิงโง่ประจำเมือง เธอตั้งท้องแล้วแท้ง หมอบอกว่ามดลูกเธอถูกทำลายยับเยิน หลังจากนั้น เธอก็ยังถูกหลอกไปข่มขืนอยู่เนือง ลึกๆเธอปรารถนาในพี่ชายของเธอ แต่เขาปฏิเสธเธอ เกือบจะบีบคอเธอตายตอนที่เธอแก้กางเกงในแล้วไปนอนซุกตัวในผ้าห่มผืนเดียวกันกับเขา เพื่อนที่เธอมี คือบรรดาคนชราความจำเสื่อมที่เธอคอยดูแล ครูสอนภาษาชาวจีนที่กำลังจะกลับบ้าน เด็กหญิงขาพิการร้านขายผลไม้ คนงานต่างด้าวชาวปากีสถานที่ทำงานในโรงไม้ และสาวขายกาแฟพ่วงบริการที่แอบชอบพี่ชายของเธอ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว หนังดำเนินไปราวกับว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว เธอเดินไปตามถนน พี่ชายเธอขับแทกซี่ เขาต่อโมเดลเมืองอิริในอดีตขึ้นมาอีกครั้งคนเดียวเงียบๆในบ้าน ตัดขาดเพื่อกดข่มความปรารถนาในตัวเอาไว้ และบางทีก้โชคดีมีสาวแปลกหน้ามาช่วยผ่อนคลาย ส่วนเธอ ก็ใช้ชีวิตเรื่องเฉื่อย การถูกข่มขืนไม่ใชเรื่องสลักสำคัญอะไร เธอ็ยังคงใช้ชีวิตของเธอไป และด้วยอาการที่เหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นนั้นเอง เรื่องราวก็ค่อยๆเลวร้ายลงทีละน้อยๆ ราวกับเราค่อยเพ่งมองเมืองชืดชานี้ทีละหน่อยและเห็นรอยแตกร้าว อาการไม่สามารถประสานกันได้ การสร้างขึ้นใหม่ที่ไม่มีอะไรเหมือนของเดิม &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/06/iri-zhang-lu2008st-kr-wonderful-town/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1017&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://www.hancinema.net/photos/fullsizephoto71253.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>มันคือความเรื่อเรืองของเมืองที่ตายไปแล้ว ซึ่งการพยายามสร้า่งฟื้นมันขึ้นมาใหม่ทำให้ภูติผีวิญญาณของเมืองที่ตายไปแล้วนั้นเรื่องเรืองอย่างหม่นหมองมากขึ้นไปอีก</p>
<div>
<p>หนังเล่าเรื่องของ Junseo สาววัยสามสิบที่อาศัยอยู่กับพี่ชายคนขับแทกซี่ เธอทำงานเป็นแม่บ้านในโรงเรียนสอนภาษาจีนประจำเมือง ไม่ได้เงินเดือนมาแล้วสองเดือน เธอเป็นคนทึบๆ และถูกบรรดาผู้ชายในเมืองลวนลามข่มขืน อยู่เรื่อยๆ เธอบอกว่าเธอเกิดในเมืองนี้ หลังเหตุการร์สำคัยนั่นคือการระเบิดที่สถานีรถไฟซึ่งทำให้เมืองทั้งเมืองแทบจะพังลงไป กล่าวให้ถูกต้อง เธออยุ่ในท้องแม่ตอนที่เมืองนี้ระเบิดเป็นเสี่ยง จากการระเบิดของไดนาไมท์ สี่สิบตันในโบกี้รถไฟ ที่ว่ากันว่าระเบิดโดยอุบัติเหตุ เธอเชื่อว่า แรงสั่นสะเทือนที่ประจุในตัวเธอจากเหตุการณ์นั้นทำให้แม่เธอตายตอนคลอด ทำให้เธอเป็นคนแบบนี้ เธอเกิดมา เมืองสร้างขึ้นใหม่ กลายเป็นเมืองแปลกเปลี่ยวที่ดูหรูหรา แต่รกร้างถนนกว้างใหญ่แต่ไม่มีรถรา เมืองที่ยิ่งลบความทรงจำเลวร้ายออกไปเท่าไรก็ยิ่งเปิดเผยตัวเองบาดแผลของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>ในฐานะหญิิงโง่ประจำเมือง เธอตั้งท้องแล้วแท้ง หมอบอกว่ามดลูกเธอถูกทำลายยับเยิน หลังจากนั้น เธอก็ยังถูกหลอกไปข่มขืนอยู่เนือง ลึกๆเธอปรารถนาในพี่ชายของเธอ แต่เขาปฏิเสธเธอ เกือบจะบีบคอเธอตายตอนที่เธอแก้กางเกงในแล้วไปนอนซุกตัวในผ้าห่มผืนเดียวกันกับเขา เพื่อนที่เธอมี คือบรรดาคนชราความจำเสื่อมที่เธอคอยดูแล ครูสอนภาษาชาวจีนที่กำลังจะกลับบ้าน เด็กหญิงขาพิการร้านขายผลไม้ คนงานต่างด้าวชาวปากีสถานที่ทำงานในโรงไม้ และสาวขายกาแฟพ่วงบริการที่แอบชอบพี่ชายของเธอ</p>
<p><span id="more-1017"></span></p>
<p>ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว หนังดำเนินไปราวกับว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว เธอเดินไปตามถนน พี่ชายเธอขับแทกซี่ เขาต่อโมเดลเมืองอิริในอดีตขึ้นมาอีกครั้งคนเดียวเงียบๆในบ้าน ตัดขาดเพื่อกดข่มความปรารถนาในตัวเอาไว้ และบางทีก้โชคดีมีสาวแปลกหน้ามาช่วยผ่อนคลาย ส่วนเธอ ก็ใช้ชีวิตเรื่องเฉื่อย การถูกข่มขืนไม่ใชเรื่องสลักสำคัญอะไร เธอ็ยังคงใช้ชีวิตของเธอไป และด้วยอาการที่เหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นนั้นเอง เรื่องราวก็ค่อยๆเลวร้ายลงทีละน้อยๆ ราวกับเราค่อยเพ่งมองเมืองชืดชานี้ทีละหน่อยและเห็นรอยแตกร้าว อาการไม่สามารถประสานกันได้ การสร้างขึ้นใหม่ที่ไม่มีอะไรเหมือนของเดิม และโดดเด่นเหมือนแผลเป็นที่เห็นได้ชัดจากระยะไกล</p>
<p>อันที่จริงหนังมี่ส่วนร่วมและละม้ายคล้ายคลึงกับหนังอย่าง WONDERFUL TOWN ที่ต่างพากันจ้องมองภาพของเมืองที่ตายไปแล้ว การพยายามฟื้นคืนเมืองนั้น และความไม่สามารถฟื้นคืนได้ หนำซ้ำยังเดินเรื่องด้วยสไตล์เนิบช้าคล้ยคลึงกันอีกด้วย อย่างไรก็ดีในขณะที่ ‘ความรุนแรง’คือจุดบิด จุดหักเห และจุดจบของ wonderful town (หนังในท่วงทำนองเดียวันนี้จำนวนมากอาศัย ความรุนแรงที่ฉับพลันบังเกิดขึ้นต่อหน้าผู้ชมเป็นการหักมุมปิดเรื่อง เพื่อหักลบกลบหนี้กับความเนิบช้าไม่มีอะไรที่ตลอดเรื่องที่เหลือ คล้ายหว่านล้มหลอกล่อให้ผู้ชมตายใจ แล้วระเบิดควมรุนแรงที่ในที่สุดกลายเป็นความช๊อคที่คาดเดาได้ใส่หน้าผู้คน) หากความรุนแรงใน IRI นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่กลางเรื่อง แะมันค่อยๆเลวร้ายลงไปเรื่อยๆโดยที่มันไม่ได้ต่อเนื่องกันในทำนองเหตุการณ์หนึ่งนำไปสุ่เหตุการณ์หนึ่ง(ยกเว้นตอนท้าย) เรื่องเลสร้ายเกิดขึ้ยแนกขาดจากกันเอง การโดนข่มขืน การถูกทุบตี การฆ่าตัวตาย หรือกระทั่งการตายไปเองจากความป่วยไข้ การจบสิ้นลงของความดีงามต่าง็เกิดขึ้นอย่างไม่ต่อเนื่องละม้ายคล้ายการดำเนินไปของประวัติศาสตร์ในทรรศนะของฟูโกต์ นั่นคือเป็นเหตุการณืที่ไม่ได้เกิดต่อเนื่องกันเป็นลำดับ หากเป็นเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกกัน มีการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ของวาทกรรมมากมาย เหตุการณ์มากมาย และสิ่งที่ชนะก็จะกลายเป็นวาทกรรมหลัก วาทกรรมในท่วงทำนองปะวัติศาสตร์ ซึ่งแต่ละยุคสมัยก็อาจจะไม่ได้เหมือนกัน และไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลถึงกัน</p>
<p>แม้การอ้างฟูโกต์อาจจะเป็นการอ้างคำใหญ่คำโตไปสักหน่อย แต่การที่หนังเรื่องนี้ฉายภาพในทำนอง เหตุการณ์ที่แค่เกิดขึ้นมา อย่างไม่สามารถอธิบายเป็นระบบต่อหนังทั้งเรื่องได้ ความสวยงามของมันคือมันคล้ายกับความดีที่ค่อยไพากันตายลงทีละอย่างสองอย่าง ตัดสลับกับภาพเมืองที่ร้างใหม่มาแล้วถึงสามสิบปี หลังจากเหตุการณ์ระเบอดครั้งนั้น แต่ดูเหมือนมันไม่สามารถจะกลบฝังอดีตได้เลย ถนนกว่้างใหญ่ หรือห้างร้าน หรือรางรถไฟ ทุกอย่างดูตายแล้วตั้งแต่เริ่มสร้างดำรงคงอยู่เหมือนหนังทำเทียมที่เอามาแปะลงบนแผลเป็นของใบหน้า</p>
<p>กล่าวในทางนี้ดูเหมือนพี่ชายของ Junseo คือภาพแทนของการพยายามสร้างเมืองที่ตายแล้วขึ้นมาใหม่ ผ่านทางการสร้างโมเดลบ้านเมืองละแวกสถานีรถไฟขึ้นมาใหม่อย่าเองเป็นเอาตาย ต่อหน้าน้องสาวที่เป็นเสมือนภาพแทนของมเืองที่ตายลงอย่างช่วยไมใ่ได้หลังแรงระเบิด การพยายามฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ของเขานั้นทำผ่านทางการรักษาจริยธรรมต้องห้ามของพี่กับน้องอย่างเหนียวแน่น หนักหนาถึงขั้นใช้ความรุนแรงเพื่อรักษามันไว้ ถึงที่สุดเหตุการณ์ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของเขามันก็ยังเกิดขึ้อนยู่ดี และวิธีการล้างแค้นอันน่าสะพรึงกลัวของเขายิ่งทำหน้าที่เหมือนแรงระเบิดที่แทนที่จะฟื้นฟูกลับยิ่งทำให้แตกสลายมากขึ้นไปอีก</p>
<p>ในขณะเดียวกันบรรดาชีวิตคนต่างด้าว คนชายขอบในหนัง กลัถูกทำให้เรื่อเรืองในฐานะจองสิ่งที่อาจจะพอฟื้นฟูเมืองนี้ได้ ซึ่งในที่สุดมันก็ต้องสูญดับไปจากความพยายามจะฟื้นฟูอย่างผิดที่ผิดทางของตัวละครหลักเอง ถึงที่สุด เมื่อเขาต่อโมเดลนั้นสำเร็จ เขา็พบว่าไม่มีทางอื่นใดนอกจากทำลายมันลงเสีย แบบจำลองของการระเบิดครั้งนั้นสะท้อนก้องอยู่ในชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ และถูกทำซ้ำอีกครั้งในฉากท้า่ยเรื่อง ทั้งหมดจึงเป็นเพียงแต่การฟื้นฟุเพื่อที่จะล่มสลายโดยสมบูรณ์เท่านั้นเอง</p>
<p>ว่ากันว่าหนังมีคู่ของมันอีกเรื่องที่เป็นเรื่องของครูสอนภาษาจีนคนใหม่ที่ปรากฏตัวในตอนท้ายเรื่อง หวังว่าคงจะได้ดูในสักวันหนึ่ง</p>
</div>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1017/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1017/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1017&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/06/iri-zhang-lu2008st-kr-wonderful-town/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.hancinema.net/photos/fullsizephoto71253.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>1428 (DU HAIBIN /2009/CHN) พลังแผ่นดิน</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/05/1428-du-haibin-2009chn/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/05/1428-du-haibin-2009chn/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Jan 2012 05:32:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Full Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1011</guid>
		<description><![CDATA[อย่าบอกว่าชีวิตคุณบัดซบจนกว่าจะได้ดูหนังสารคดีจีน และถ้าบัดซบไม่พอ นี่คือสารคดีว่าด้วยความชิบหายของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในจีน คนจนจริงเจ็บจริงซวยจริง หนังเรื่องนี้จะทำให้ AFTERSHOCK เป็นของปลอมมากๆ ตอแหลมากๆ สารคดีว่าด้วยแผ่นดินไหวใหญ่ในจีที่มณฑล Sichuan เมื่อปี2008 ตึกพังไปค่อนเมือง คนเป็นล้านไร้ที่อยู่ อาศัยนอนในเตนท์ของรัฐ และผู้กำกับเดินทางไปถ่ายทำสารคดี ตั้งแต่10วันหลังแผ่นดินไหวกลับไปอีกทีเมื่อสองร้อยวันผ่านไป และนี่คือภาพที่เขาได้มา อย่าได้หวังจะดูชมความดราม่าพ่อตายลูกหายหาลูกแบบหนัง Aftershockเพราะนี่คือการกวาดกล้องเก็บภาพชีวิตจริงคนจริงของจริง อย่างไรก็ตามหนังเบามือพอที่จะไม่ไปสุดทางแบบดูไปร้องให้ไปสามชั่วโมงแบบPetiton ของZhaol Liang (ที่ขึ้นแท่นสารคดีที่โหดสัสที่สุดในชีวิตที่ได้ดู) มันเป็นสารคดีที่จิกกัดรัฐ ติดตามชีวิตคน ฮา เศร้า ขมขื่น และเจ็บปวดในปริมาณเหมาะพอที่จะพีค หนังเปิดซีนแรกเป็นชาวบ้านที่นั่งหนาวอยู่ระหว่างทาง เพราะ เหวินเจียเป่าจะมาเยี่ยมผู้ประสบภัย ทางการเลยสั่งผิดถนน จะรถยนต์หรือเดินเท้าก็ห้ามเข้า ฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆ ประชาชนที่รอเข้าหมู่บ้านของตัวเอง (ที่รัฐจะไปเยี่ยมนั่นแหละ) ก็ต้องนั่งข้างทางด่าทหาร (พี่ทหารว่า โธ่เฮีย เขาก็สั่งผมมาน่ะ)ไปพลางทอดอาลัยไปพลางเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี แล้วหนังก็ฉายภาพผู้นำหลายๆคนมาเยี่ยมผู้ประสบภัย มีซีนเด็ดคือท่านเดินไปเจอะไอ้หนุ่มกำลังก่อไฟต้มอะไรอยู่หน้าเตนท์ถามไปมาว่าอ๋อนี่ต้มเนื้อ ผมเบื่อมาม่า (ที่ท่านบริจาคมานั่นแหละ) เลยขี่มอไซค์ไปซื้อเนื้อมาต้ม นี่ถ้าไม่มีท่านๆของพรรคมาช่วยผมคงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ท่านก็จับไม้จับมือประชาชนกล่าวสรรเสริญความกล้าหาญของการลุกขึ้นสู้  แล้วขบวนท่านก็เดินข้ามหัวหม้อต้มนั่นไป เกือบจะหกแน่ะ ! หนังติดตามตัวละครอย่าง แม่ลูกที่บ้านพังหมดเลยต้องไปอยู่เตนท์แล้วไม่รู้จะสร้างบ้านยังไง ชาวนาที่ขายหมูที่เหลือมาเลี้ยงตัวยังงงๆว่าจะเอายังไง เพราะทางการจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นมีอพาร์ทเมนต์ให้ ประเด็นคือเขาทำการเกษตร ไปอยู่อพาร์ทเมนต์ใกล้เมืองได้อดตายกันหมดครัวพอดี &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/05/1428-du-haibin-2009chn/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1011&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://www.aems.illinois.edu/images/newsreviews_no35_1428.jpg" alt="" width="525" height="350" /></p>
<p>อย่าบอกว่าชีวิตคุณบัดซบจนกว่าจะได้ดูหนังสารคดีจีน และถ้าบัดซบไม่พอ นี่คือสารคดีว่าด้วยความชิบหายของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในจีน คนจนจริงเจ็บจริงซวยจริง หนังเรื่องนี้จะทำให้ AFTERSHOCK เป็นของปลอมมากๆ ตอแหลมากๆ</p>
<p>สารคดีว่าด้วยแผ่นดินไหวใหญ่ในจีที่มณฑล Sichuan เมื่อปี2008 ตึกพังไปค่อนเมือง คนเป็นล้านไร้ที่อยู่ อาศัยนอนในเตนท์ของรัฐ และผู้กำกับเดินทางไปถ่ายทำสารคดี ตั้งแต่10วันหลังแผ่นดินไหวกลับไปอีกทีเมื่อสองร้อยวันผ่านไป และนี่คือภาพที่เขาได้มา</p>
<p>อย่าได้หวังจะดูชมความดราม่าพ่อตายลูกหายหาลูกแบบหนัง Aftershockเพราะนี่คือการกวาดกล้องเก็บภาพชีวิตจริงคนจริงของจริง อย่างไรก็ตามหนังเบามือพอที่จะไม่ไปสุดทางแบบดูไปร้องให้ไปสามชั่วโมงแบบPetiton ของZhaol Liang (ที่ขึ้นแท่นสารคดีที่โหดสัสที่สุดในชีวิตที่ได้ดู) มันเป็นสารคดีที่จิกกัดรัฐ ติดตามชีวิตคน ฮา เศร้า ขมขื่น และเจ็บปวดในปริมาณเหมาะพอที่จะพีค</p>
<p><span id="more-1011"></span></p>
<p>หนังเปิดซีนแรกเป็นชาวบ้านที่นั่งหนาวอยู่ระหว่างทาง เพราะ เหวินเจียเป่าจะมาเยี่ยมผู้ประสบภัย ทางการเลยสั่งผิดถนน จะรถยนต์หรือเดินเท้าก็ห้ามเข้า ฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆ ประชาชนที่รอเข้าหมู่บ้านของตัวเอง (ที่รัฐจะไปเยี่ยมนั่นแหละ) ก็ต้องนั่งข้างทางด่าทหาร (พี่ทหารว่า โธ่เฮีย เขาก็สั่งผมมาน่ะ)ไปพลางทอดอาลัยไปพลางเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี</p>
<p>แล้วหนังก็ฉายภาพผู้นำหลายๆคนมาเยี่ยมผู้ประสบภัย มีซีนเด็ดคือท่านเดินไปเจอะไอ้หนุ่มกำลังก่อไฟต้มอะไรอยู่หน้าเตนท์ถามไปมาว่าอ๋อนี่ต้มเนื้อ ผมเบื่อมาม่า (ที่ท่านบริจาคมานั่นแหละ) เลยขี่มอไซค์ไปซื้อเนื้อมาต้ม นี่ถ้าไม่มีท่านๆของพรรคมาช่วยผมคงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ท่านก็จับไม้จับมือประชาชนกล่าวสรรเสริญความกล้าหาญของการลุกขึ้นสู้  แล้วขบวนท่านก็เดินข้ามหัวหม้อต้มนั่นไป เกือบจะหกแน่ะ !</p>
<p>หนังติดตามตัวละครอย่าง แม่ลูกที่บ้านพังหมดเลยต้องไปอยู่เตนท์แล้วไม่รู้จะสร้างบ้านยังไง ชาวนาที่ขายหมูที่เหลือมาเลี้ยงตัวยังงงๆว่าจะเอายังไง เพราะทางการจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นมีอพาร์ทเมนต์ให้ ประเด็นคือเขาทำการเกษตร ไปอยู่อพาร์ทเมนต์ใกล้เมืองได้อดตายกันหมดครัวพอดี หรือติดตามคนบ้าประจำหมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่กับพ่อแก่เฒ่า  ลูกชายคนรองของบ้านเป็นคนขายหมู แวะเวียนมาดูพ่อกับพี่ชายเพี้ยนๆเป็นระยะ แต่ก็ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำเหมือนกัน</p>
<p>ถ้าจะเอาความดราม่า หนังมีแค่สองฉากสั้นๆแต่จัดเต็มอยู่หมัดกว่าหนังทั้งเรื่อง ซีนแรกเป็นการตามเจ๊สองคนไปซักผ้า เจ๊บ่นว่าต้องมาซักผ้าไกลมาก เพราะต้องข้ามกองภูเขาหินดินทรายที่ถล่มลงมา มาหาน้ำ และซักโดยไม่มีแฟ้บ ไม่มีแปรง ไม่มีอะไรสักอย่าง เจ๊บอกว่าเนี่ย น้องชายกับเมียตายในแผ่นดินไหว เจ๊เมาท์ๆ แล้วเจ๊ก็หอบผ้าไปตาก เจ๊ทำกับข้าให้ผัวแล้วเจ๊ก็บอกว่า เจ๊กินไม่ลง นอนไม่หลับเลย คิดถึงคนตายทุกวี่ทุกวัน เรื่องมันไม่เป็นอย่างนี้ถ้าน้องเจ๊ไม่ดันขึ้นไปนอนชั้นสองในคืนนั้น  เรื่องมันเป็นเพราะขึ้นไปนอนชั้นสองแท้ๆ เจ๊เช็ดน้ำตาป้อยๆไปทำกับข้าวหน้าเตนท์ไป</p>
<p>หรือที่โหดที่สุดคือผู้กำกับไปเจอครอบครัวหนึ่งโดยบังเอิญดินอยู่ในหอพักของโรงเรียนที่ทั้งนักเรียนทั้งครูสาบสูญในแผ่นดินไหวทั้งหมด พวกเขามาตามหาห้องของลูกคนเล็กที่ตอนนี้ยังหาไม่พบ เดินไปตามทางเดินอีเหละเขละขละของงหอพัก เปิดดูทีละห้อง จนไปเจอ แม่จำได้ว่านี่เป็นผ้าห่มของลูก เสื้อของลูก พ่อรื้อเจอแว่นของลูก นั่งร้องให้กันในหอพักร้าง แม่บอกว่าเอาเสื้อกลับบ้านนะ ลูกชายว่าเอาไปทำไมไม่มีประโยชน์แล้ว เอาไปเก็บไว้สิจะได้จำน้องได้  แลัวพ่อแม่ลูกก็ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนสามจากไป ไม่มีใครเจอใครโดยบังเอิญ ญาติพี่น้องตายแล้วสูญดับ</p>
<p>ทำไมถึงไม่ค่อยเห็นความเศร้าในหนัง เพราะว่าบรรดาชาวบ้านมันจนเกินกว่าที่จะเศร้าน่ะสิ ! พอแผ่นดินไหวบ้านพังที่พวกเขาทำคือ ไปรื้อเศษเหล็กเศษปูนมาขายหาเงิน พวกคนที่พอมีฐานะก็ไปยืนเฝ้าบ้านตัวเอง ยืนแม่งกลางกองเศษดินนั่นแหละ เพราะกลัวคนอื่นจะมาเก็บของไปขาย หนังมีฉากพีคๆแบบอาเจ๊คนหนึ่งแบกเศษเหล็กเส้นเดินเร่ขาย แล้วก็ตัดใจขายถูกๆเพราะมันหนักมาก พอแกปลดลงจากหลัง คนหนุ่มสองคนยกไม่ขึ้นเพราะมันหนักมาก หรือการที่รถแบคโฮมาไถหมู่บ้าน พอยกแขนยักษ์รื้อเศษปูน คนก็กรูเข้าไปรื้อเศษเหล็ก แล้ววิ่งหลบรถกันเอง</p>
<p>บางคนก็เห็นผู้กำกับเป็นนักข่าว เลยเดินมาด่ากันหน้ากล้อง อาอี๊ว่า เนี่ยฉันรรักพรรค (หนังแสบมากเพราะทุกคนที่พูดหน้ากล้องจะสรรเสริญนโยบายพรรคเสมอ แต่อย่าไปแอบถ่ายตอนนิทานะ มันอีกเรื่อง) แต่เนี่ยไม่มีจะแดกแล้ว แค่ผ้าห่มไฟฟ้า ลูกมันยังไม่ซื้อให้เลยอาอี๊ปรี๊ดแตกหน้ากล้อง</p>
<p>หนังติดตามต่อไปจนถึง 210วันหลังแผ่นดินไหว การณ์กลายเป็นว่า หมู่บ้านที่แผ่นดินถล่มจะถูกรื้อถอนทั้งหมดไม่ว่าพังหรือไม่พัง แล้วให้ไปอยู่ในอพาร์ทเมนท์ของรัฐ ที่จัดแบบหรูไว้ให้พวกมีเงิน และโลว์เกรดห่างไกลให้คนจนๆ ไอ้หมู่บ้านที่ดินถล่มนี่ ส่วนหนึ่งจะถูกแปรสภาพไปเป็น โรงงานซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน คนในหมู่บ้านก็ทำอะไรไม่ได้ แม้เขาจะเป็นคนปลูกผักเลี้ยงหมูก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี หรือที่โหดกว่านั้นคือทางการดันรายงานว่าโอ๊ยไม่มีใครอยู่เตนท์แล้วครับท่าน พอท่านจะมาตรวจจริงๆ เลยสั่งรื้อเตนท์ชาวบ้านแมร่งซะเลย</p>
<p>หนังฉายภาพคนที่ไม่เหลืออะไรจากแผ่นดินไหว คนที่ได้ประโยชน์จากแผ่นดินไหว (คู่พอลูกที่ลุกเป็นบ้า) ได้ผ้าห่ม เงินสนับสนุนจากรัฐ พวกเขาอาศัยอยุ่ในซากบ้านโย้เย้ที่ที่จริงตอนยังไม่แผ่นดินไหวก็อยู่กันอย่างนั้นแหละ พูดให้ถูกแผ่นดินไหวทำให้ชีวิตสบายขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ได้ผ้าห่มฟรี มีเงินนิดๆหน่อย</p>
<p>บางคนก็แต่งงานกันหลังแผ่นดินไหว เจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่งกันในกองซากแผ่นดินนั่นแหละ แล้วไปฮันนีมูนที่อพาร์ทเมนท์ใหม่ ที่ฮามากคือเจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวแล้วเข้าห้องหอไม่ได้ เพราะประตูมันล๊อค บรรดาญาติพี่น้องเลยมาช่วยกันถีบประตู เพราะแม่เจ้าสาวสั่งมา แม่จ้าว!</p>
<p>ตอนหลัง เหวินเจียเป่าก็มาเยี่ยมอีก(ทำให้ต้องรื้อเตนท์นั่นแหละ) เหมือนเดิมชาวบ้านต้องออกมาทำความสะอาด เตนท์ต้องรื้อ แล้วต้องไปยืนกลางอากาศหนาวรอท่านผู้นำนั่งรถผ่านแล้วโบกมือให้ ไอ้คนบางคนก็สงสัยว่าอีห่าก็คนเหมือนกันทำไมต้องรอ แม่เลยด่าว่าเขาเป็นท่านผู้นำนะโว้ย ใช้คนธรรมดาเสียที่ไหน</p>
<p>เหวินเจียเป่ามาเยี่ยมรับปีใหม่ ผู้ว่าได้ไปออกทีวีในเมืองหลวง หนังจบในวันปีใหม่ ชาวบ้านอุดอู้กันอยู่ในเตนท์ ในซากบ้าน ทางการห้ามจุดประทัด เพราะเดี๋ยวไฟจะไหม้ พวกเขานั่งดูสารคดีว่า โอ๊ยชาวบ้านแผ่นดินไหวฟื้นตัวแล้วมีความสุขแล้วขอบคุณทางการและท่านผู้ว่านะคะ ยังไม่ทันดูจบไฟก็ดับรับปีใหม่ ไอ้บ้านที่ไฟไม่ได้ดับดูแล้วก็งงว่ากูฟื้นแล้วตรงไหน ชาวบ้านไปรุมเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าว่านี่มันปีใหม่นะโว้ยกูไม่มีบ้านแล้วยังไม่มีไฟอีก ภาพสุดท้ายของคืนนั้นก็คือเสียงประทัดจุดรับปีใหม่ที่ต้องแอบจุดแอบขายเพราะทางการห้าม เสียงประทัดปีใหม่และแสงวูบวาบ เปิดปีแห่งความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นในความมืดสนิทสิ้นไร้ !</p>
<p>อย่างไรก็ดีส่วนที่หนักที่สุดคือฉากจบของหนัง เพราะหนังจบลงตรงที่ เมืองที่พังทลายจากแผ่นดินไหวนี้ในที่สุด กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว! หนังจบด้วยภาพบรรดาผู้คนเอาซีดีแผ่นดินไหว หนังสือรวมภาพแผ่นดินไหวมาแบกะดินขายกลางทาง มีการแสดงภาพถ่ายประกอบที่จริงให้เห็นว่า ตรงนั้นมีคนตาย ตรงนู้นก็มีคนตาย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวดู เมืองแผ่นดินไหวก็ฮือฮือฮาฮา กับการบรรยายอย่างรุนแรง แน่ะซื้อแผ่นกลับไปดูที่บ้านอีก!</p>
<p>จบด้วยไอ้หนุ่มน้อยนายหนึ่งที่มาขายซีดี ทำนองหากินกับคนตาย เขาหันมาผเชิญหน้ากล้องตรงๆ แล้วบอกว่า โอ๊ย ผมก็เคยเรียนที่นี่นะ คนที่ตายก็เพื่อนผมหลายคน แต่ทำไงได้วะพี่ คนที่ตายก็ตายไปแล้ว คนที่อยู่ก็ต้องอยู่ต่อไปว่ะ -แล้วก็ไปขายซีดีต่อ !</p>
<p>สึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม อะไรต่อมิอะไรภัยพิบัติธรรมชาติในประเทศโลกที่สามก็เลื่อนไหลอยู่ในแพทเทริ์นของหนังเรื่องนี้นี่แหละ การช่วยของรัฐแบบลูบหน้าปะจมูกไม่เห็นหัวคน การต่อสู้ดิ้นรนของคนสิ้นไร้ไม้ตอก การฟื้นตัวแบบ ก็ช่วยไม่ได้กูไม่มีอะไรจะเสีย หรือการกลายเป็นอื่นทางภูมิศาสตร์จากหมู่บ้านไปสู่แหล่งท่องเที่ยว รูปแบบการเลื่อนไหลไปอันน่าเศร้าสร้อยง่อยเปลี้ยเสียขา และเจ็บปวดนี้ถูกเก็บกวาด ถ่ายทอดออกมาได้หมดจดมากๆในหนังเรื่องนี้</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1011/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1011/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1011&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/05/1428-du-haibin-2009chn/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.aems.illinois.edu/images/newsreviews_no35_1428.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>HAHAHA (HONG SANG SOO/2010/ST KR) ความเห็นแก่ตัวที่อ่อนหวานและความหน้าด้านที่น่ารักใคร่</title>
		<link>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/03/hahaha/</link>
		<comments>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/03/hahaha/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 08:52:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>filmsick</dc:creator>
				<category><![CDATA[Short Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://filmsick.wordpress.com/?p=1006</guid>
		<description><![CDATA[ผู้กำกับตกอับ กินเหล้ากับนักดนตรีมีกิ๊ก สองคนผลัดกันเล่าเรื่องไปเที่ยวเมือง ตงเยียง ที่เล่าไปเล่ามาก็ตุดใต้ตำตอแต่ก็ไม่รู้กัน ผู้กำกับไปหาแม่ที่เปิดร้านอาหารในเมืองนั้น เขาจะไปแคนาดาเพื่อไปตั้ง้นชีวิตใหม่กับป้าที่เปิดร้านถ่ายรูป พอไปถึงก็ไปชอบพอสาวไกด์ทัวร์วัดวังของวีรบุรุษประจำเมืองนักดนตรีมีกิ๊กเป็นแอร์ นัดกันไปเจอในเมืองนี้ แต่เขาเอาแต่ออกไปเมากับไอ้กวีหนุ่มกวีหนุ่มเรียกป้าเจ้าของร้านว่าแม่ (บุญธรรม) เขาย้ามาเมืองนี้เพื่อตามจีบเจ๊ไกด์ แต่ตอนนี้แอบกิ๊กกับสาวงามที่เจอที่ร้านป้า อีรุงตุงนังพัลวันพัลเก ไอ้ผู้กำกับชอบสาวไกดื สาวไกด์เป็นแฟนกวีหนุ่ม กวีหนุ่มเป็นเพื่อนนักดนตรี นักดนตรีมีเมียมีลูกแต่ดันมีกิ๊ก ส่วนสาวงามก็เร่ไปเร่มา ความสัมพันธ์ชวนสับสน สรุปง่ายๆว่าทุกคนก็ได้แสดงความเห็นแก่ตัว ความฮา ความโรแมนติค ความหน้าด้านกันอย่างครึกครื้นรื่นรมย์ เหมือนเคย กล้องของฮองซางซูถ่ายติดก็พอ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องก็มีหนุ่มสาวนั่งคุย กินเหล้า จีบหญิง อยากเอาแต่ไม่ได้ หรือได้โดยไม่ได้ตังใจ ทะเลาะตบตีด่ากันรุนแรง รักกันไหมก็ไม่รู้ แต่จะเลิกก็เจ็บ ไม่มีใครเป็นปัญญาชนอะไรแต่ชอบเฟคๆปลอมๆกัน เผื่อหญิงจะติด นี่ก็ดุเหมือนจะร่านแต่ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นกะหรี่เต็มตัว สมราคาฮองซางซูทุกอย่างอยู่ครบ ความเจ็บปวด ง่อยเปลี้ยเสียขาก็ยังอยู่ และเราก็ตกหลุมรักมันทุกครั้งไปที่มาแปลกรอบนี้คือ ผู้ชายขี้เอา อย่างไอ้กวีนี่จริงๆลดบทบาทลง กระเอกของเราคืออีผู้กำกับจริงๆคือพวกบทรองๆในหนังเรื่องก่อนหน้า พวกผู้ชายแสนดีที่ที่จริงไม่เอาไหน รักหญิงมาก แต่ไ้เสน่ห์ สิ้นปัญญาไม่น่าเอา ในเรื่องนี้หนักถงขนาดต้องแอบปีนเข้าบ้าน หรือด่าแม่แล้วโดนแม่จับตีน่องด้วยไม้แขวนเสื้อต่อหน้าธารกำนัล ถกกางเกง ชั้นบอกให้ถกขากางเกงขึ้น เพียะ เพียะ &#8230;<p><a href="http://filmsick.wordpress.com/2012/01/03/hahaha/" class="more-link">Read More</a></p><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1006&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" src="http://mindyramaker.com/wp-content/uploads/2010/11/Hahaha.png" alt="" width="637" height="422" /></p>
<p>ผู้กำกับตกอับ กินเหล้ากับนักดนตรีมีกิ๊ก สองคนผลัดกันเล่าเรื่องไปเที่ยวเมือง ตงเยียง ที่เล่าไปเล่ามาก็ตุดใต้ตำตอแต่ก็ไม่รู้กัน</p>
<div id="fbPhotoPageCaption">ผู้กำกับไปหาแม่ที่เปิดร้านอาหารในเมืองนั้น เขาจะไปแคนาดาเพื่อไปตั้ง้นชีวิตใหม่กับป้าที่เปิดร้านถ่ายรูป พอไปถึงก็ไปชอบพอสาวไกด์ทัวร์วัดวังของวีรบุรุษประจำเมืองนักดนตรีมีกิ๊กเป็นแอร์ นัดกันไปเจอในเมืองนี้ แต่เขาเอาแต่ออกไปเมากับไอ้กวีหนุ่มกวีหนุ่มเรียกป้าเจ้าของร้านว่าแม่ (บุญธรรม) เขาย้ามาเมืองนี้เพื่อตามจีบเจ๊ไกด์ แต่ตอนนี้แอบกิ๊กกับสาวงามที่เจอที่ร้านป้า</p>
<p>อีรุงตุงนังพัลวันพัลเก ไอ้ผู้กำกับชอบสาวไกดื สาวไกด์เป็นแฟนกวีหนุ่ม กวีหนุ่มเป็นเพื่อนนักดนตรี นักดนตรีมีเมียมีลูกแต่ดันมีกิ๊ก ส่วนสาวงามก็เร่ไปเร่มา ความสัมพันธ์ชวนสับสน สรุปง่ายๆว่าทุกคนก็ได้แสดงความเห็นแก่ตัว ความฮา ความโรแมนติค ความหน้าด้านกันอย่างครึกครื้นรื่นรมย์</p>
</div>
<div><span id="more-1006"></span>เหมือนเคย กล้องของฮองซางซูถ่ายติดก็พอ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องก็มีหนุ่มสาวนั่งคุย กินเหล้า จีบหญิง อยากเอาแต่ไม่ได้ หรือได้โดยไม่ได้ตังใจ ทะเลาะตบตีด่ากันรุนแรง รักกันไหมก็ไม่รู้ แต่จะเลิกก็เจ็บ ไม่มีใครเป็นปัญญาชนอะไรแต่ชอบเฟคๆปลอมๆกัน เผื่อหญิงจะติด นี่ก็ดุเหมือนจะร่านแต่ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นกะหรี่เต็มตัว สมราคาฮองซางซูทุกอย่างอยู่ครบ ความเจ็บปวด ง่อยเปลี้ยเสียขาก็ยังอยู่ และเราก็ตกหลุมรักมันทุกครั้งไปที่มาแปลกรอบนี้คือ ผู้ชายขี้เอา อย่างไอ้กวีนี่จริงๆลดบทบาทลง กระเอกของเราคืออีผู้กำกับจริงๆคือพวกบทรองๆในหนังเรื่องก่อนหน้า พวกผู้ชายแสนดีที่ที่จริงไม่เอาไหน รักหญิงมาก แต่ไ้เสน่ห์ สิ้นปัญญาไม่น่าเอา ในเรื่องนี้หนักถงขนาดต้องแอบปีนเข้าบ้าน หรือด่าแม่แล้วโดนแม่จับตีน่องด้วยไม้แขวนเสื้อต่อหน้าธารกำนัล ถกกางเกง ชั้นบอกให้ถกขากางเกงขึ้น เพียะ เพียะ แม่จ๋าอย่าตีหนู ไอ้ผู้กำกับที่เริ่มหัวหงอกร้องให้เอาเลยทีเดียว ไอ้คนมีกิ๊กอย่างนักดนตรีก็เปลี๊ยนไป๋ จากผู้ชายขี้เอาในหนังเรื่องก่อนๆ ไอ้หมอนี่เกิดตกหลุมรักสาวเจ้าขึ้นมาจริงๆแม้จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนต้องกินยาต่อหน้าคนอื่นๆก็รักนะ</p>
<p>ฮองซางซูยังคงเดินหน้าแฉความไม่โรแมนติคในความโรแมนติค ความเห็นแก่ตัวที่อ่อนหวานและความหน้าด้านที่น่ารัก ที่เราคิดเสมอเวลาดูหนังของฮองซางซูคือจริงๆแล้วฮองซางซูตบหน้าเราฉาดใหญ่ว่า ไอ้ความเป็นปัญญาชนนี่มีไว้ให้หญิงติดเท่านั้นแหละ(ตัวละครถึงกับคอมเมนต์กันหน้าด้านๆว่า ฉันทำไปก็เพื่อสิ่งนี้ หรือที่ร้ายกว่านั้นและจริงจนเจ็บกว่านั้นคือจริงๆแล้วความรักนี่มันไม่ใช่อะไรที่ต้องยึดถือเป็นสรณะเลย จริงๆมันยึดถือไม่ได้เสียมากกว่าด้วยซ้ำ ความรักเป้นเรื่องชั่วครู่ชั่วคราววูบวาบ เมาแล้วไปนอนกัน เซกซ์มันดีก็เลยบอกว่าฉันรักคุณ แต่มันไม่ใช่เรื่องแบบรักนิรันดร์ ความรักในหนังฮองซางซูจึงพูดกันง่าย เพราะความรักเป็นอารมณ์ไม่ใช่สัจจะ ซึ่งจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้นแหละ ความรักมันจะมาแล้วก็ไป พอถึงเวลจริงๆเราจะอยู่กับใคร หรือจะเลิกกับใคร มันไม่ใช่ความรักอะไรเลย มันเป็นปัจจัยเล็กๆน้อยๆเต็๋มไปหมด ความผูกพัน ความเป้นเจ้าของ ความทนกันได้ ความรักนี่ไปๆมาๆมันวูบเดียวเสียวแล้วเสร็จเท่านั้น มันถูกให้ค่าเกินจริง เหมือนยกเอาอาการฮิสทีเรียให้เป็นเรื่องสามัญ มากกว่าความป่วยไข้</p>
<p>ตัวละครขี้เหล้าขี้เอาของฮองซางซูจึงมีหัวใจมากกว่านั้น ความเจ็บปวดจากความรักจึงเป็นของจริงเพราะไม่ใช่แค่ความโรแมนติค แต่ความไม่โรแมนติคของมันด้วย ฉากสุดท้ายที่พระเอกนั่งเรือออกจากเกาะ กล้องถ่ายเจาะด้านหลังมันเลยเฮริ์ตมากๆ เพราะสุดท้ายเขาก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรดีสีักอย่าง ชีวิต ความสัมพันธ์ ความรักมันก็งั้นๆแหละเหมือนคลื่นที่ท้ายเรือน่ะ</p>
<p>หนังมีฉากจี๊ดจ๊าดมากมาย เช่นอีผู้กำกับไปฟ้องอีสาวว่าแฟนนอกใจ อีสาวเลยไปดักเจอหน้าโรงแรม แล้วบังคับให้ไอ้กวีขี่หลัง เพราะต้องทำอะไรสักอย่างจะได้เลิกกัน หรือการทีไอ้ผู้กำกับเสือกฝันว่าเจอวีรบุรุษจริงๆเลยขอปรึกษาปัญหาชีวิตได้คำคมเก๋ๆเท่ๆว่ามองแต่ด้านดีสิไว้มาอวดสาว ที่ฮาคือก่อนหน้านั้นเพิ่งมีคนถามสาวไกด์ว่า วีรบุรุษนี่เป้นวีรบุรุษจริงเหรอ เราเขียนให้มันเวอร์ขึ้นมาเองหรือเปล่า อาการย้อนศรย้อนรอยที่เต็มไปหมดในหนังฮองซางซู สิ่งที่เกิดขึ้นในคู่หนึ่งจะบังเกิดซ้ำในเวอร์ชั่นที่ต่างออกไป ตัวละครสองตัวที่อยุ่ตรงข้ามกันดันแชร์บางอย่างอย่างรุนแรง(กวีกับผู้กำกับที่มีแม่คนเดียวกัน(แม่จริงๆแม่บุญธรรม) ไอกวีเอาหมวกผู้กำกับมาใส่ แล้วดันกิ๊กสาวคนเดียวกัน ทั้งสองตัวละครเลยเป็นตัวสะท้อนด้านเหี้ยๆของผู้ชายคนเดียวกันที่แต่ด้านเหี้ยๆสองด้าน(ด้านดีๆอย่าหวังจะอยู่ในหนังของฮองซางซ)ู อันที่จริงด้านเหี้ยๆนี่แหละที่ทำให้ตัวละครมันเป็นมนุษย์ชิบหายวายป่วง</p>
<p>สรุปได้ว่าถึงม้หนังฮองซางซูมันจะคล้ายกันไปหมด แต่มันมีข้อดีคือมันดีเหมือนกันไปหมด และเราก็รักมันเหมือนกันไปหมดมากๆ จะพูดในทำนองว่าคนทำหนังได้ร้ายกาจ ตลกและเฮิร์ตได้แบบนี้นั้นมีไม่มากนักในโลกนี้น</p>
</div>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/filmsick.wordpress.com/1006/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/filmsick.wordpress.com/1006/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=filmsick.wordpress.com&amp;blog=879078&amp;post=1006&amp;subd=filmsick&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://filmsick.wordpress.com/2012/01/03/hahaha/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bf7039cd8b8fd51b73c63bf7166ba782?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mindyramaker.com/wp-content/uploads/2010/11/Hahaha.png" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>
